ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
133 — การเรียกและสอบปากคำพยาน
คนบทกฎหมาย
พนักงานสอบสวนมีอำนาจออกหมายเรียกผู้เสียหายหรือบุคคลใดซึ่งมีเหตุอันควรเชื่อว่าถ้อยคำของเขาอาจเป็นประโยชน์แก่คดีให้มาตามเวลาและสถานที่ในหมาย แล้วให้ถามปากคำบุคคลนั้นไว้การถามปากคำนั้นพนักงานสอบสวนจะให้ผู้ให้ถ้อยคำสาบานหรือปฏิญาณตัวเสียก่อนก็ได้ และต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยพยานบุคคลห้ามมิให้พนักงานสอบสวนตักเตือน พูดให้ท้อใจหรือใช้กลอุบายอื่นเพื่อป้องกันมิให้บุคคลใดให้ถ้อยคำ ซึ่งอยากจะให้ด้วยความเต็มใจในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ
การถามปากคำผู้เสียหายซึ่งเป็นหญิง ให้พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นหญิงเป็นผู้สอบสวน
เว้นแต่ผู้เสียหายนั้นยินยอมหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่น
และให้บันทึกความยินยอมหรือเหตุจำเป็นนั้นไว้ ทั้งนี้
ผู้เสียหายจะขอให้บุคคลใดอยู่ร่วมในการถามปากคำนั้นด้วยก็ได้ ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องจัดให้ผู้เสียหายหรือพยานยืนยันตัวผู้กระทำความผิดในชั้นจับกุมหรือชี้ตัวผู้ต้องหาในคดีอาญา
ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวนจัดให้มีการยืนยันตัวผู้กระทำความผิดหรือชี้ตัวผู้ต้องหาในสถานที่ที่เหมาะสม
และสามารถจะป้องกันมิให้ผู้กระทำความผิดหรือผู้ต้องหาเห็นตัวผู้เสียหายหรือพยาน
โดยให้คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้เสียหายหรือพยานเท่าที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งกรณี
เว้นแต่ผู้เสียหายหรือพยานนั้นยินยอม และให้บันทึกความยินยอม นั้นไว้
คำแปลภาษาไทย
The inquiry official shall have the power to issue a summons to the injured person or to any person whose statement there is reasonable ground to believe may be of benefit to the case, to appear at the time and place stated in the summons, and shall then take that person's statement. In taking such a statement, the inquiry official may first have the person giving the statement take an oath or affirmation, and must comply with the provisions of this Code on witnesses. The inquiry official is prohibited from admonishing, discouraging, or using any other trick to prevent a person from giving a statement that the person wishes to give willingly. In cases of offenses relating to sexuality, where the injured person is a woman, the questioning shall be conducted by a female inquiry official, unless the injured person consents otherwise or there is other necessity, and such consent or necessity shall be recorded; and the injured person may request that any person be present during the questioning. Where it is necessary to have the injured person or a witness identify the offender at the arrest stage, or identify the accused in a criminal case, the administrative or police official, or the inquiry official, shall arrange the identification of the offender or the accused at a suitable place and in a manner that can prevent the offender or the accused from seeing the injured person or the witness, having regard to the safety of the injured person or the witness as appropriate to the circumstances, unless the injured person or the witness consents, in which case the consent shall be recorded.
คำแปลนี้ยังไม่เป็นที่ทราบจากสำนักงาน — กรุณาอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก
หมายเหตุสำนักงาน
มาตรานี้อยู่ในหมวด 1 การสอบสวนสามัญ ว่าด้วยวิธีที่พนักงานสอบสวนเรียกและสอบปากคำพยาน โดยเชื่อมโยงกับบทบัญญัติว่าด้วยพยานบุคคล และให้สาบานหรือปฏิญาณตนได้ พร้อมทั้งห้ามตักเตือน พูดให้ท้อใจ หรือใช้กลอุบายมิให้บุคคลให้ถ้อยคำโดยเต็มใจ มีการเพิ่มหลักประกันสองชั้น คือให้พนักงานสอบสวนหญิงสอบผู้เสียหายหญิงในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ (เว้นแต่ยินยอมหรือมีเหตุจำเป็น) และการชี้ตัวต้องจัดมิให้ผู้ต้องหาเห็นตัวผู้เสียหายหรือพยานเพื่อความปลอดภัย หลักประกันเรื่องการชี้ตัวนี้เชื่อมโยงกับวิธีการเฉพาะสำหรับเด็กในมาตรา 133 ทวิ และมาตรา 133 ตรี
ความสำคัญต่อ
การสอบปากคำพยานกระทำ ณ สถานที่ที่เหมาะสมใดก็ได้ ไม่จำต้องเป็นสถานีตำรวจ ตราบที่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเรียกและการสอบปากคำ หากคำให้การไม่ได้มาจากพยานอย่างแท้จริงย่อมถูกโต้แย้งว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากท่านถูกเรียกเป็นพยานหรือผู้เสียหาย ท่านมีสิทธิให้ถ้อยคำโดยเต็มใจและปราศจากการกดดัน ผู้เสียหายหญิงในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศขอให้พนักงานสอบสวนหญิงเป็นผู้สอบได้
คำตัดสินศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1172/2566 (2023)
การสอบปากคำบุคคลในฐานะพยานตามมาตรา 133 ต่างจากการแจ้งข้อหา เมื่อสอบในฐานะพยานมิใช่เรียกมาเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาในฐานะผู้แทนนิติบุคคล จึงไม่ต้องแจ้งข้อหา
ศาลฎีกาแยกการสอบปากคำพยานตามมาตรา 133 ออกจากการแจ้งข้อหา เมื่อบุคคลหนึ่งถูกสอบในฐานะพยาน มิได้เรียกมาเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาในฐานะผู้แทนของนิติบุคคล พนักงานสอบสวนคดีพิเศษจึงไม่ต้องแจ้งข้อหาแก่บุคคลนั้น
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2185/2558 (2015)
ตามมาตรา 133 วรรคหนึ่ง การสอบปากคำพยานกระทำ ณ สถานที่ใดก็ได้ตามที่ระบุในหมาย ไม่จำต้องเป็นที่สถานีตำรวจ แต่ต้องเป็นคำให้การที่พยานให้ไว้จริง
จำเลยฎีกาว่าการสอบสวนไม่ชอบเพราะไม่ได้สอบปากคำพยานที่สถานีตำรวจ และพยานบางคนลงลายมือชื่อในเอกสารที่บ้าน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามาตรา 133 ให้สอบปากคำ ณ สถานที่ใดก็ได้ตามหมาย ลำพังสถานที่จึงไม่ทำให้การสอบสวนไม่ชอบ
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 84/2499 (1956)
การชักจูงให้พยานกลับคำให้การที่เป็นความจริงแล้วโยนความผิดให้ผู้อื่น เป็นการไม่ชอบด้วยวิธีการสอบสวนตามมาตรา 133 ซึ่งห้ามใช้กลอุบายแทรกแซงการให้ถ้อยคำโดยเต็มใจ
พยานโจทก์เมื่อถูกชักจูงได้เปลี่ยนคำให้การเดิมและโยนการกระทำที่ตนรับไว้ให้เป็นของจำเลย ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการไม่ชอบด้วยวิธีการสอบสวนตามมาตรา 133 ซึ่งห้ามทำให้ท้อใจหรือใช้กลอุบายมิให้พยานให้ถ้อยคำโดยเต็มใจ
คำพิพากษาที่คัดเลือกการพิจารณาคดีจากเทคโนโลยีศาลฎีกาคำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา
เลย
ตำรวจสอบปากคำพยานนอกสถานีตำรวจได้หรือไม่
ได้ มาตรา 133 วรรคหนึ่งให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกพยานมาตามเวลาและสถานที่ในหมาย การสอบปากคำจึงกระทำ ณ สถานที่ที่เหมาะสมใดก็ได้ ไม่จำต้องเป็นสถานีตำรวจ
พนักงานสอบสวนกดดันให้พยานเปลี่ยนคำให้การได้หรือไม่
ไม่ได้ มาตรา 133 ห้ามตักเตือน พูดให้ท้อใจ หรือใช้กลอุบายมิให้บุคคลให้ถ้อยคำที่อยากให้ด้วยความเต็มใจ การสอบปากคำที่บิดเบือนพยานเช่นนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ผู้เสียหายหญิงในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศต้องให้หญิงสอบหรือไม่
โดยหลักต้องให้พนักงานสอบสวนหญิงเป็นผู้สอบผู้เสียหายหญิงในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ เว้นแต่ผู้เสียหายยินยอมหรือมีเหตุจำเป็นอื่น และต้องบันทึกความยินยอมหรือเหตุนั้นไว้