ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 147: ห้ามสอบสวนเรื่องเดียวกันอีก
ตัวบทกฎหมาย
เมื่อมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีแล้ว ห้ามมิให้มีการสอบสวนเกี่ยวกับบุคคลนั้นในเรื่องเดียวกันนั้นอีก
เว้นแต่จะได้พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดี
ซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหานั้นได้วรรคสอง (สภาไม่อนุมัติ)
คำแปลภาษาอังกฤษ
เมื่อมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีแล้ว ห้ามมิให้มีการสอบสวนเกี่ยวกับบุคคลนั้นในเรื่องเดียวกันนั้นอีก เว้นแต่จะได้พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดี ซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหานั้นได้วรรคสอง (สภาไม่อนุมัติ)
คำแปลนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบโดยสำนักงาน โปรดอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก
หมายเหตุของสำนักงาน
มาตรานี้ให้ความเป็นที่สุดแก่คำสั่งไม่ฟ้องโดยห้ามสอบสวนบุคคลเดิมในเรื่องเดียวกันอีก อันเป็นความคุ้มครองคล้ายการป้องกันการดำเนินคดีซ้ำ ข้อห้ามนี้เกิดจากคำสั่งเด็ดขาดตามมาตรา 145 และ 146 เท่านั้น มิใช่จากเพียงความเห็นของพนักงานสอบสวนเบื้องต้น ข้อยกเว้นเดียวคือพยานหลักฐานใหม่อันสำคัญที่น่าจะทำให้ลงโทษได้ ซึ่งแคบมาก หากเข้าข้อห้ามแต่ยังสอบสวนต่อ การสอบสวนนั้นไม่ชอบและอัยการไม่มีอำนาจฟ้องความผิดเดียวกัน
ความสำคัญในทางปฏิบัติ
สำหรับผู้ต้องหา นี่คือความคุ้มครองที่แข็งแรงที่สุดอย่างหนึ่งในชั้นก่อนฟ้อง คำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องโดยทั่วไปปิดเรื่องเดียวกันอย่างถาวร หากตำรวจหรืออัยการจะรื้อฟื้น ภาระอยู่ที่ฝ่ายนั้นที่ต้องแสดงพยานหลักฐานใหม่อันสำคัญจริง และการสอบสวนที่ฝ่าฝืนข้อห้ามนี้อาจทำให้การฟ้องภายหลังเสียไป หากท่านถูกรื้อฟื้นคดี ทนายความไทยที่มีใบอนุญาตช่วยตรวจสอบว่าข้อห้ามมาตรา 147 ทำให้คดีตกไปหรือไม่ก่อนขึ้นศาลได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3095/2562 (2019)
คำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องย่อมทำให้ผู้ต้องหาหลุดพ้นจากการเป็นผู้ต้องหาในความผิดฐานนั้น เมื่อคำสั่งดังกล่าวเป็นเรื่องความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่รถเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และข้อหาที่เหลือคือฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำเลยจึงมิได้ต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งมีโทษจำคุก อันต้องด้วยเงื่อนไขตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงต้องให้พนักงานสอบสวนนำตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อน
ในชั้นสอบสวนจำเลยถูกแจ้งข้อกล่าวหา 2 ข้อหา คือ ฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) และฐานเป็นผู้ขับขี่รถเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรีมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องเฉพาะข้อหาเป็นผู้ขับขี่รถเสพยาเสพติด จำเลยจึงหลุดพ้นจากการเป็นผู้ต้องหาในข้อหานั้น ส่วนข้อหาฐานเสพยาเสพติดถูกฟ้องเป็นคดีนี้ อันต้องด้วยเงื่อนไขตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงต้องให้พนักงานสอบสวนนำตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดเสียก่อน เมื่อไม่ได้ปฏิบัติ จำเลยย่อมสูญเสียสิทธิที่จะได้รับการฟื้นฟู โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4802/2559 (2016)
เมื่อไม่มีพยานหลักฐานใหม่อันสำคัญหลังคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง การสอบสวนเรื่องเดียวกันอีกต้องห้ามตามมาตรา 147 และการฟ้องที่ตามมาไม่มีอำนาจ
เมื่อไม่ปรากฏพยานหลักฐานใหม่อันสำคัญที่น่าจะทำให้ลงโทษได้ การสอบสวนจำเลยในเรื่องร่วมกันขายปุ๋ยปลอมอันเป็นเรื่องเดียวกันจึงต้องห้ามตามมาตรา 147 การสอบสวนไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องข้อหานั้น ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1821/2557 (2014)
มาตรา 147 เป็นเรื่องผลของการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี ซึ่งห้ามมิให้มีการสอบสวนเกี่ยวกับบุคคลนั้นในเรื่องเดียวกันอีก อันเป็นหลักการของกฎหมายในชั้นสอบสวน จะนำมาเทียบเคียงในฐานะบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรคสอง กับอำนาจฎีกาของพนักงานอัยการตาม พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ. 2498 มาตรา 11 (7) ไม่ได้ ทั้งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความก็ไม่มีบทบัญญัติห้ามมิให้พนักงานอัยการที่สั่งไม่ฎีกาแล้วกลับมีคำสั่งให้ฎีกา
ในคดีละเมิดอำนาจศาลซึ่งศาลชั้นต้นลงโทษบุคคลนั้นโดยลำพังและศาลอุทธรณ์พิพากษาปล่อย พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฎีกาไว้ก่อน แล้วต่อมากลับมีคำสั่งให้ฎีกา ผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่าการเปลี่ยนคำสั่งต้องมีพยานหลักฐานใหม่ โดยเทียบเคียงมาตรา 147 ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย โดยวินิจฉัยว่ามาตรา 147 เป็นหลักการในชั้นสอบสวน เป็นคนละเรื่องคนละขั้นตอนกับอำนาจของพนักงานอัยการตาม พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ. 2498 มาตรา 11 (7) ทั้งไม่มีบทกฎหมายวิธีพิจารณาความใดห้ามการเปลี่ยนคำสั่งเช่นนั้น
คำพิพากษาที่คัดสรรและตรวจสอบเลขคดีจากฐานข้อมูลศาลฎีกา คำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา
มีคำพิพากษาศาลฎีกาอ้างถึงมาตรานี้ 6 คดี (พ.ศ. 2544 ถึง 2562)
ตัวอย่างคำพิพากษาที่อ้างถึง
- คำพิพากษาฎีกาที่ 4802/2559 (2016)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 1821/2557 (2014)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 4243/2550 (2007)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 8481/2544 (2001)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 6035-6038/2561 (2018)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 3095/2562 (2019)
รายการนี้คัดเลือกโดยระบบ โดยให้น้ำหนักกับคำพิพากษาที่ยกมาตรานี้ขึ้นวินิจฉัย มากกว่าคำพิพากษาที่เพียงอ้างถึงตอนพิพากษาลงโทษ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยสำนักงาน
นับจากฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกาของสำนักงาน ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2569 จำนวน 83,652 คดี (พ.ศ. 2464 ถึง 2569) จำนวนคดีนับครบถ้วน ส่วนช่วงปีที่แสดงได้ตัดปีที่มีคดีน้อยผิดปกติออก เพื่อให้สะท้อนช่วงเวลาที่มีการอ้างถึงจริง ตัวเลขนี้คำนวณโดยสำนักงานเอง ไม่ใช่สถิติทางการของศาล วิธีการนับและตรวจสอบ
คำถามที่พบบ่อย
รื้อฟื้นคดีหลังคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องได้หรือไม่
โดยทั่วไปไม่ได้ มาตรา 147 ห้ามสอบสวนบุคคลเดิมในเรื่องเดียวกันอีก เว้นแต่ได้พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญที่น่าจะทำให้ศาลลงโทษได้
ถ้าตำรวจยังสอบสวนทั้งที่เข้าข้อห้ามจะเป็นอย่างไร
หากเข้าข้อห้ามมาตรา 147 แต่ยังสอบสวนต่อโดยไม่มีพยานหลักฐานใหม่อันสำคัญ การสอบสวนนั้นไม่ชอบ และอัยการไม่มีอำนาจฟ้องในความผิดเดียวกัน
คู่มือที่เกี่ยวข้องบน ThaiLawOnline
วิธีอ้างอิงมาตรานี้
-
อ้างอิงแบบทั่วไป
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 147 -
อ้างอิงแบบวิชาการ
Criminal Procedure Code (Thailand), s. 147. ThaiLawOnline, https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-147/ (accessed 12 ตุลาคม 2026). -
อ้างอิงแบบไทย
ป.วิ.อ. มาตรา 147 -
ลิงก์ถาวร
https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-147/ -
โค้ดสำหรับฝังในเว็บอื่น
<blockquote cite="https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-147/"><p>เมื่อมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีแล้ว ห้ามมิให้มีการสอบสวนเกี่ยวกับบุคคลนั้นในเรื่องเดียวกันนั้นอีก เว้นแต่จะได้พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดี ซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหานั้นได้วรรคสอง (สภาไม่อนุมัติ)</p><footer>ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 147: <a href="https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-147/">ไทยลอว์ออนไลน์</a></footer></blockquote>
ตัวบทภาษาไทยเป็นฉบับที่ใช้บังคับ คำแปลภาษาอังกฤษเป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการโดย ThaiLawOnline เผยแพร่ให้นำไปใช้ต่อได้โดยอ้างที่มา