ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 235: อำนาจศาลในการถามคู่ความและพยาน
ตัวบทกฎหมาย
ในระหว่างการพิจารณา เมื่อเห็นสมควร ศาลมีอำนาจถามโจทก์จำเลยหรือพยานคนใดได้ห้ามมิให้ถามจำเลยเพื่อประโยชน์แต่เฉพาะจะเพิ่มเติมคดีโจทก์ซึ่งบกพร่อง เว้นแต่จำเลยจะอ้างตนเองเป็นพยาน
คำแปลภาษาอังกฤษ
ในระหว่างการพิจารณา เมื่อเห็นสมควร ศาลมีอำนาจถามโจทก์จำเลยหรือพยานคนใดได้ห้ามมิให้ถามจำเลยเพื่อประโยชน์แต่เฉพาะจะเพิ่มเติมคดีโจทก์ซึ่งบกพร่อง เว้นแต่จำเลยจะอ้างตนเองเป็นพยาน
คำแปลนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบโดยสำนักงาน โปรดอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก
หมายเหตุของสำนักงาน
มาตรา 235 กำหนดบทบาทเชิงรุกของศาลในการถามพยานระหว่างสืบพยานบุคคลตามภาค 5 หมวด 2 วรรคหนึ่งรับรองอำนาจศาลในการถามโจทก์ จำเลย หรือพยานเพื่อค้นหาความจริง ส่วนวรรคสองจำกัดอำนาจดังกล่าว โดยห้ามศาลซักถามจำเลยเพียงเพื่อแก้ไขคดีของโจทก์ที่พิสูจน์องค์ประกอบความผิดไม่ได้ เพื่อรักษาภาระการพิสูจน์ของโจทก์และสิทธิไม่ให้การของจำเลย ข้อห้ามนี้จะหมดไปเมื่อจำเลยอ้างตนเองเป็นพยาน ซึ่งทำให้จำเลยกลายเป็นพยานที่ถูกถามได้
ความสำคัญในทางปฏิบัติ
สำหรับจำเลย มาตรานี้เป็นหลักประกันว่าศาลจะซักถามจำเลยเพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาดของคดีโจทก์ไม่ได้ แต่พึงระวังว่า เมื่อจำเลยเลือกอ้างตนเองเป็นพยานเพื่อต่อสู้คดี ความคุ้มครองนี้จะหมดไป และจำเลยถูกถามได้เช่นพยานทั่วไป การตัดสินใจว่าจำเลยควรขึ้นเบิกความหรือไม่เป็นเรื่องสำคัญที่ควรปรึกษาทนายความ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 947/2560 (2017)
มาตรา ๒๓๕ วรรคหนึ่ง ให้ศาลมีอำนาจถามโจทก์ จำเลย หรือพยานคนใดก็ได้ แต่คู่ความจะยกอำนาจดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นฎีกาแทนการโต้แย้งคำพิพากษาไม่ได้ เมื่อฎีกามิได้โต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ถูกต้องด้วยข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายอย่างไร ย่อมเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๙๓ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ และมาตรา ๒๑๖ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
โจทก์ฟ้องความผิดฐานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตและมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา ๔๘ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ ซึ่งจะเป็นความผิดต่อเมื่อกระทำในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ เขตควบคุมการแปรรูปไม้จึงเป็นองค์ประกอบความผิด ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายกฟ้องทั้งสองฐาน ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าหากศาลเห็นว่ายังไม่อาจรับฟังได้แน่ชัดว่าที่เกิดเหตุเป็นเขตควบคุมการแปรรูปไม้หรือไม่ ศาลมีอำนาจถามโจทก์ จำเลย หรือพยานคนใดก็ได้ตามมาตรา ๒๓๕ วรรคหนึ่ง เพื่อค้นหาและพิสูจน์ความจริงนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าฎีกาดังกล่าวมิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ว่าไม่ถูกต้องด้วยข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายอย่างไร จึงไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๙๓ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ และมาตรา ๒๑๖ และไม่รับวินิจฉัย ศาลฎีกามิได้วินิจฉัยถึงขอบเขตหรือความมุ่งหมายของอำนาจตามมาตรา ๒๓๕
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 265/2507 (1964)
การที่ศาลสอบถามจำเลยในรายละเอียดแห่งข้อเท็จจริง เช่น การกระทำผิดเป็นต่างกรรมต่างวาระกับคดีก่อนหรือไม่ เป็นการสอบถามข้อเท็จจริงที่ทำได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 235 วรรคสอง
จำเลยรับสารภาพฐานรับของโจรและแถลงตามที่ศาลสอบถามว่าเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกับคดีก่อน ศาลฎีกาเห็นว่าแม้โจทก์ไม่สืบพยาน ศาลก็ลงโทษได้ และการสอบถามจำเลยในรายละเอียดข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ต้องห้ามตามมาตรา 235 วรรคสอง
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 774/2487 (1944)
เมื่อฟ้องหมิ่นประมาทเจ้าพนักงานมิได้ระบุฐานะความเป็นเจ้าพนักงาน จะแถลงเพิ่มเติมภายหลังไม่ได้ และศาลจะสอบถามให้ได้ความจากจำเลยในข้อนั้นไม่ได้ เพราะต้องห้ามตามมาตรา 235
ในคดีหมิ่นประมาทเจ้าพนักงาน ฟ้องมิได้ระบุฐานะความเป็นเจ้าพนักงานของผู้เสียหาย ศาลฎีกาเห็นว่าจะแถลงเพิ่มเติมภายหลังไม่ได้ และศาลจะสอบถามจำเลยให้ได้ความในข้อดังกล่าวไม่ได้ เพราะเป็นการเพิ่มเติมคดีโจทก์ที่บกพร่อง ต้องห้ามตามมาตรา 235
คำพิพากษาที่คัดสรรและตรวจสอบเลขคดีจากฐานข้อมูลศาลฎีกา คำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา
มีคำพิพากษาศาลฎีกาอ้างถึงมาตรานี้ 3 คดี (พ.ศ. 2487 ถึง 2560)
ตัวอย่างคำพิพากษาที่อ้างถึง
- คำพิพากษาฎีกาที่ 265/2507 (1964)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 774/2487 (1944)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 947/2560 (2017)
รายการนี้คัดเลือกโดยระบบ โดยให้น้ำหนักกับคำพิพากษาที่ยกมาตรานี้ขึ้นวินิจฉัย มากกว่าคำพิพากษาที่เพียงอ้างถึงตอนพิพากษาลงโทษ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยสำนักงาน
นับจากฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกาของสำนักงาน ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2569 จำนวน 83,652 คดี (พ.ศ. 2464 ถึง 2569) จำนวนคดีนับครบถ้วน ส่วนช่วงปีที่แสดงได้ตัดปีที่มีคดีน้อยผิดปกติออก เพื่อให้สะท้อนช่วงเวลาที่มีการอ้างถึงจริง ตัวเลขนี้คำนวณโดยสำนักงานเอง ไม่ใช่สถิติทางการของศาล วิธีการนับและตรวจสอบ
คำถามที่พบบ่อย
ศาลไทยถามพยานเองได้หรือไม่
ได้ ตามมาตรา 235 ศาลมีอำนาจถามโจทก์ จำเลย หรือพยานได้เองเมื่อเห็นสมควร เพื่อค้นหาความจริงในระหว่างพิจารณา
ศาลถามจำเลยเพื่อช่วยฝ่ายโจทก์ได้หรือไม่
ไม่ได้ มาตรา 235 ห้ามศาลถามจำเลยเพียงเพื่อเพิ่มเติมคดีโจทก์ที่บกพร่อง เว้นแต่จำเลยจะอ้างตนเองเป็นพยาน
หากจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานจะเปลี่ยนอะไร
เมื่อจำเลยอ้างตนเองเป็นพยาน ความคุ้มครองตามวรรคสองจะไม่ใช้บังคับ และศาลถามจำเลยได้เช่นเดียวกับพยานทั่วไป
คู่มือที่เกี่ยวข้องบน ThaiLawOnline
วิธีอ้างอิงมาตรานี้
-
อ้างอิงแบบทั่วไป
Criminal Procedure Code, s. 235 (Thailand) -
อ้างอิงแบบวิชาการ
Criminal Procedure Code (Thailand), s. 235. ThaiLawOnline, https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-235/ (accessed 12 ตุลาคม 2026). -
อ้างอิงแบบไทย
ป.วิ.อ. มาตรา 235 -
ลิงก์ถาวร
https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-235/ -
โค้ดสำหรับฝังในเว็บอื่น
<blockquote cite="https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-235/"><p>ในระหว่างการพิจารณา เมื่อเห็นสมควร ศาลมีอำนาจถามโจทก์จำเลยหรือพยานคนใดได้ห้ามมิให้ถามจำเลยเพื่อประโยชน์แต่เฉพาะจะเพิ่มเติมคดีโจทก์ซึ่งบกพร่อง เว้นแต่จำเลยจะอ้างตนเองเป็นพยาน</p><footer>Criminal Procedure Code, s. 235 (Thailand): <a href="https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-235/">ไทยลอว์ออนไลน์</a></footer></blockquote>
ตัวบทภาษาไทยเป็นฉบับที่ใช้บังคับ คำแปลภาษาอังกฤษเป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการโดย ThaiLawOnline เผยแพร่ให้นำไปใช้ต่อได้โดยอ้างที่มา