ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 48: การคืนทรัพย์และข้อพิพาทเรื่องเจ้าของ
ตัวบทกฎหมาย
เมื่อศาลพิพากษาให้คืนทรัพย์สิน แต่ยังไม่ปรากฏตัวเจ้าของ เมื่อใดปรากฏตัวเจ้าของแล้ว ให้เจ้าหน้าที่ซึ่งรักษาของคืนของนั้นให้แก่เจ้าของไปในกรณีที่ปรากฏตัวเจ้าของ ให้ศาลพิพากษาสั่งให้เจ้าหน้าที่ซึ่งรักษาของคืนของนั้นให้แก่เจ้าของไปเมื่อมีการโต้แย้งกัน ให้บุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าของอันแท้จริงในทรัพย์สินนั้นฟ้องเรียกร้องยังศาลที่มีอำนาจชำระ
คำแปลภาษาอังกฤษ
เมื่อศาลพิพากษาให้คืนทรัพย์สิน แต่ยังไม่ปรากฏตัวเจ้าของ เมื่อใดปรากฏตัวเจ้าของแล้ว ให้เจ้าหน้าที่ซึ่งรักษาของคืนของนั้นให้แก่เจ้าของไปในกรณีที่ปรากฏตัวเจ้าของ ให้ศาลพิพากษาสั่งให้เจ้าหน้าที่ซึ่งรักษาของคืนของนั้นให้แก่เจ้าของไปเมื่อมีการโต้แย้งกัน ให้บุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าของอันแท้จริงในทรัพย์สินนั้นฟ้องเรียกร้องยังศาลที่มีอำนาจชำระ
คำแปลนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบโดยสำนักงาน โปรดอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก
หมายเหตุของสำนักงาน
มาตรา 48 ว่าด้วยการคืนทรัพย์ภายหลังคำพิพากษาคดีอาญา เมื่อสั่งคืนแต่เจ้าของไม่อยู่ เจ้าหน้าที่ผู้รักษาจะคืนให้เมื่อเจ้าของปรากฏตัว หากเจ้าของปรากฏตัว ศาลสั่งให้เจ้าหน้าที่คืน ส่วนวรรคท้ายเป็นหลักสำคัญสำหรับกรณีมีข้อโต้แย้ง คือ ผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของแท้จริงจะขอคืนภายในคดีอาญาไม่ได้ ต้องฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจ เพราะกระบวนพิจารณาคดีอาญายอมรับคู่ความเพียงสองฝ่าย คือ โจทก์และจำเลยตามมาตรา 2 (15) ไม่มีคู่ความฝ่ายที่สาม ทั้งต่างจากการริบทรัพย์ที่ผู้ร้องใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 กรณีนี้ต้องฟ้องเป็นคดีแพ่งใหม่
ความสำคัญในทางปฏิบัติ
หากท่านเชื่อว่าทรัพย์ของกลางเป็นของท่านจริงแต่ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีอาญา โดยทั่วไปท่านเข้าไปขอคืนในคดีนั้นไม่ได้ ทางที่ถูกคือฟ้องเป็นคดีแพ่งเรื่องกรรมสิทธิ์ต่อศาลที่มีอำนาจ จึงควรวางแผนตามนั้น มิใช่ยื่นคำร้องในสำนวนคดีอาญาที่ศาลไม่มีอำนาจสั่ง ทั้งนี้ต่างจากกรณีริบทรัพย์ เพราะข้อพิพาทเรื่องเจ้าของขึ้นอยู่กับการพิสูจน์กรรมสิทธิ์ ควรปรึกษาทนายก่อนฟ้องเพื่อใช้กระบวนการให้ถูกต้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1336/2564 (2021)
ผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์ของกลางที่แท้จริงต้องดำเนินการตามมาตรา 48 วรรคท้าย โดยฟ้องเป็นคดีแพ่งต่อศาลที่มีอำนาจ มิใช่เข้ามาเป็นคู่ความในคดีอาญา
ศาลวินิจฉัยว่า ผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์ของกลางที่แท้จริงต้องฟ้องเป็นคดีแพ่งต่อศาลที่มีอำนาจตามมาตรา 48 วรรคท้าย เพราะคดีอาญามีคู่ความเพียงสองฝ่ายตามมาตรา 2 (15) ไม่มีคู่ความฝ่ายที่สาม ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความไม่ได้ ที่ศาลล่างยกคำร้องจึงชอบแล้ว
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 64/2531 (1988)
กรณีศาลสั่งคืนทรัพย์ของกลางแก่เจ้าของ ผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของแท้จริงต้องฟ้องเป็นคดีแพ่งตามมาตรา 48 วรรคท้าย จะใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ซึ่งใช้เฉพาะกรณีริบทรัพย์ไม่ได้
ศาลวินิจฉัยว่า เมื่อศาลสั่งคืนทรัพย์ของกลางแก่เจ้าของ ผู้ที่เห็นว่าตนเป็นเจ้าของแท้จริงต้องดำเนินการตามมาตรา 48 วรรคท้าย ด้วยการฟ้องเป็นคดีแพ่งต่อศาลที่มีอำนาจ จะยื่นคำร้องขอคืนทรัพย์ในคดีเดิมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ไม่ได้ เพราะมิใช่กรณีริบทรัพย์
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 965/2504 (1961)
เมื่อมีการโต้แย้งเรื่องเจ้าของทรัพย์ของกลาง ผู้ร้องต้องว่ากล่าวเอาเองเป็นคดีแพ่งตามมาตรา 48 มิใช่ให้วินิจฉัยภายในคดีอาญา
ระหว่างการพิจารณาคดีลักลอบนำสินค้าเข้าโดยไม่เสียภาษี ผู้ร้องขอคืนสินค้าที่อ้างว่าเป็นของตน แต่มีการโต้แย้งเรื่องตัวบุคคลและความเป็นเจ้าของ ศาลวินิจฉัยว่าเมื่อมีข้อโต้แย้งเรื่องเจ้าของ ผู้ร้องต้องว่ากล่าวเอาเองเป็นคดีแพ่งตามมาตรา 48 มิใช่ให้วินิจฉัยภายในคดีอาญา
คำพิพากษาที่คัดสรรและตรวจสอบเลขคดีจากฐานข้อมูลศาลฎีกา คำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา
มีคำพิพากษาศาลฎีกาอ้างถึงมาตรานี้ 5 คดี (พ.ศ. 2492 ถึง 2564)
ตัวอย่างคำพิพากษาที่อ้างถึง
- คำพิพากษาฎีกาที่ 1336/2564 (2021)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 64/2531 (1988)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 965/2504 (1961)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 1783/2493 (1950)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 1901/2492 (1949)
รายการนี้คัดเลือกโดยระบบ โดยให้น้ำหนักกับคำพิพากษาที่ยกมาตรานี้ขึ้นวินิจฉัย มากกว่าคำพิพากษาที่เพียงอ้างถึงตอนพิพากษาลงโทษ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยสำนักงาน
นับจากฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกาของสำนักงาน ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2569 จำนวน 83,652 คดี (พ.ศ. 2464 ถึง 2569) จำนวนคดีนับครบถ้วน ส่วนช่วงปีที่แสดงได้ตัดปีที่มีคดีน้อยผิดปกติออก เพื่อให้สะท้อนช่วงเวลาที่มีการอ้างถึงจริง ตัวเลขนี้คำนวณโดยสำนักงานเอง ไม่ใช่สถิติทางการของศาล วิธีการนับและตรวจสอบ
คำถามที่พบบ่อย
ฉันอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์ของกลางแต่ไม่ได้เป็นคู่ความ จะขอคืนในคดีอาญาได้ไหม
ไม่ได้ ตามมาตรา 48 ผู้ที่โต้แย้งเรื่องเจ้าของต้องฟ้องเป็นคดีแพ่งต่างหากต่อศาลที่มีอำนาจ เพราะคดีอาญามีคู่ความเพียงโจทก์และจำเลยเท่านั้น
เจ้าหน้าที่คืนทรัพย์แก่เจ้าของเมื่อใด
เมื่อศาลสั่งคืน เจ้าหน้าที่ผู้รักษาจะคืนทรัพย์ให้เมื่อเจ้าของปรากฏตัว หากเจ้าของปรากฏตัวอยู่แล้ว ศาลสั่งให้เจ้าหน้าที่คืนให้
คู่มือที่เกี่ยวข้องบน ThaiLawOnline
วิธีอ้างอิงมาตรานี้
-
อ้างอิงแบบทั่วไป
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 48 -
อ้างอิงแบบวิชาการ
Criminal Procedure Code (Thailand), s. 48. ThaiLawOnline, https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-48/ (accessed 12 ตุลาคม 2026). -
อ้างอิงแบบไทย
ป.วิ.อ. มาตรา 48 -
ลิงก์ถาวร
https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-48/ -
โค้ดสำหรับฝังในเว็บอื่น
<blockquote cite="https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-48/"><p>เมื่อศาลพิพากษาให้คืนทรัพย์สิน แต่ยังไม่ปรากฏตัวเจ้าของ เมื่อใดปรากฏตัวเจ้าของแล้ว ให้เจ้าหน้าที่ซึ่งรักษาของคืนของนั้นให้แก่เจ้าของไปในกรณีที่ปรากฏตัวเจ้าของ ให้ศาลพิพากษาสั่งให้เจ้าหน้าที่ซึ่งรักษาของคืนของนั้นให้แก่เจ้าของไปเมื่อมีการโต้แย้งกัน ให้บุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าของอันแท้จริงในทรัพย์สินนั้นฟ้องเรียกร้องยังศาลที่มีอำนาจชำระ</p><footer>ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 48: <a href="https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-48/">ไทยลอว์ออนไลน์</a></footer></blockquote>
ตัวบทภาษาไทยเป็นฉบับที่ใช้บังคับ คำแปลภาษาอังกฤษเป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการโดย ThaiLawOnline เผยแพร่ให้นำไปใช้ต่อได้โดยอ้างที่มา