Verified ตรวจสอบแล้ว Civil & Commercial Codeป.พ.พ. Decision 157/2561 คำพิพากษาที่ 157/2561 2018 (B.E. 2561)

A Wife Locked Out After Complaining of Her Husband's Affair Has Not Deserted Him ภริยาที่ร้องเรียนเรื่องชู้ของสามีแล้วถูกเปลี่ยนกุญแจบ้านไม่ถือว่าทิ้งร้างสามี

CCC Sections: มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

1. Wilful desertion under CCC section 1516 (4) requires that the departing spouse voluntarily separated. A wife who leaves because the husband has changed the locks and refuses to let her back in has not deserted him, even though she physically left and did not return. 2. A wife's written complaint to her husband's superior about his relationship with another woman, made out of love and jealousy so that he will be admonished, is the exercise of her right and cannot be turned against her as a divorce ground, particularly where he was not disciplined and was the party keeping another woman. 3. Harm to an ascendant under CCC section 1516 (3) must be serious; a single poke and push to the mother in law's chest with a finger does not reach that threshold. 4. Where an appellate court wrongly refuses to decide a proper appeal, the Supreme Court may decide the issues itself rather than remit.

1. การจงใจละทิ้งร้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) ต้องเป็นกรณีที่ฝ่ายที่ออกจากบ้านสมัครใจแยกกันอยู่ ภริยาที่ออกจากบ้านเพราะสามีเปลี่ยนกุญแจบ้านและไม่ยอมให้กลับเข้าไปอยู่ ไม่ถือว่าทิ้งร้างสามี แม้จะเป็นฝ่ายออกจากบ้านไปและไม่กลับมาอีก 2. การที่ภริยามีหนังสือร้องเรียนผู้บังคับบัญชาของสามีเรื่องความสัมพันธ์กับหญิงอื่น ด้วยความรักและหึงหวงเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาว่ากล่าวตักเตือน เป็นสิทธิที่ภริยาย่อมกระทำได้ จะนำมาเป็นเหตุหย่าต่อภริยาไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อสามีไม่ได้ถูกดำเนินการทางวินัยและสามีเป็นฝ่ายยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา 3. การทำร้ายบุพการีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (3) ต้องถึงขั้นร้ายแรง การใช้นิ้วจิ้มและยันหน้าอกมารดาของสามีเพียงครั้งเดียวเป็นกิริยาไม่สมควรของบุตรสะใภ้ แต่ไม่ถึงขั้นนั้น 4. อุทธรณ์ที่โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นโดยชัดแจ้งเป็นอุทธรณ์ที่ชอบ เมื่อศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยโดยไม่ชอบ ศาลฎีกาอาจวินิจฉัยประเด็นนั้นเองโดยไม่ย้อนสำนวน

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

The husband, a police lieutenant, sued his wife for divorce after she left his quarters in a Border Patrol Police camp, where they had lived for more than seven years, and did not return. He relied on wilful desertion for more than one year under CCC section 1516 (4) and on serious harm to his mother under CCC section 1516 (3). The trial court dismissed the action. The Court of Appeal Region 8 threw out his appeal as not properly contesting the judgment. The Supreme Court, Juvenile and Family Division, held that the appeal was proper but decided both points itself to save time. It was settled that the husband had kept another woman, Miss Ch., as a wife, that the wife had obtained a judgment of 500,000 THB against Miss Ch., and that she had written to his superior about the relationship. The husband demanded that she withdraw the complaint and, when she refused, changed the locks. The Court held that complaining to a superior out of a wife's natural love and jealousy was her right, that the husband had not been disciplined, and that her lawsuit showed she was protecting her family. Although she physically left, she had not voluntarily separated, since the husband had locked her out, and he was the one keeping another woman. There was no desertion under section 1516 (4). Poking the husband's mother in the chest once with a finger was improper but not serious harm under section 1516 (3). The dismissal stood, with costs against the husband in all three courts.

โจทก์ซึ่งเป็นนายตำรวจฟ้องจำเลยผู้เป็นภริยาขอหย่า หลังจากอยู่กินกันที่บ้านพักในค่ายตำรวจตระเวนชายแดนกว่าเจ็ดปี โจทก์อ้างเหตุหย่าสองประการ คือ จำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์เกินหนึ่งปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) และจำเลยทำร้ายร่างกายหรือจิตใจมารดาของโจทก์ซึ่งเป็นบุพการีอย่างร้ายแรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (3) ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครศรีธรรมราชพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์โดยเห็นว่าไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยชัดแจ้ง ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของโจทก์ชอบแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยเป็นการไม่ชอบ แต่เพื่อความรวดเร็วศาลฎีกาวินิจฉัยทั้งสองประเด็นเองโดยไม่ย้อนสำนวน ข้อเท็จจริงยุติว่าโจทก์ยกย่องหญิงอื่นคือนางสาว ช. เป็นภริยาระหว่างอยู่กินกับจำเลย จำเลยฟ้องเรียกค่าทดแทนจากนางสาว ช. จนศาลฎีกาพิพากษาให้ชำระ 500,000 บาท จำเลยยังมีหนังสือร้องเรียนไปยังผู้บังคับบัญชาของโจทก์ โจทก์ต้องการให้ถอนเรื่อง เมื่อจำเลยไม่ยอม โจทก์จึงเปลี่ยนกุญแจบ้านพักและไม่ให้จำเลยกลับเข้าอยู่อีก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องความประพฤติของสามีด้วยความรักและหึงหวงเป็นสิทธิของภริยา โจทก์ไม่ได้ถูกดำเนินการทางวินัย และการฟ้องคดีของจำเลยแสดงว่าทำไปเพื่อรักษาสิทธิในครอบครัว แม้จำเลยเป็นผู้ออกจากบ้าน ก็ไม่ใช่กรณีสมัครใจแยกกันอยู่เพราะโจทก์เปลี่ยนกุญแจบ้าน ทั้งโจทก์เป็นฝ่ายยกย่องหญิงอื่น จึงไม่เป็นการทิ้งร้างตามมาตรา 1516 (4) ส่วนการใช้นิ้วจิ้มและยันหน้าอกมารดาโจทก์หนึ่งครั้งเป็นเพียงกิริยาไม่เหมาะสมของบุตรสะใภ้ ไม่ใช่การทำร้ายร่างกายหรือจิตใจบุพการีอย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (3) คงให้ยกฟ้องและให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาล

Facts of the Case ข้อเท็จจริง

The husband, a police lieutenant, and the wife were lawfully married and lived in his official quarters in a Border Patrol Police camp. After more than seven years the wife left the quarters and did not return. During the marriage the husband had kept another woman, Miss Ch., as a wife. The wife sued Miss Ch. for compensation and the Supreme Court ordered Miss Ch. to pay her 500,000 THB. The wife also sent a written complaint about the relationship to the husband's superior. The husband wanted it withdrawn; she refused; he then changed the locks and kept her out. The husband sued for divorce, alleging desertion for more than one year, serious harm to his mother and serious hostility to the marriage. The trial court dismissed the claim, finding that the wife had left because the husband would not let her stay, and that poking his mother's chest with a finger was improper but not serious harm. The Court of Appeal Region 8, Juvenile and Family Division, refused to consider the serious hostility point as not raised at trial, which the husband did not contest further, and dismissed the rest of the appeal as not clearly disputing the judgment. The husband appealed to the Supreme Court.

โจทก์ซึ่งเป็นนายตำรวจยศร้อยตำรวจโทกับจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย อยู่กินกันที่บ้านพักของโจทก์ในค่ายตำรวจตระเวนชายแดน หลังจากอยู่กินกันมาเจ็ดปีเศษ จำเลยออกจากบ้านพักและไม่กลับมาอีก ระหว่างสมรส โจทก์ยกย่องหญิงอื่นคือนางสาว ช. เป็นภริยา จำเลยฟ้องเรียกค่าทดแทนจากนางสาว ช. และศาลฎีกาพิพากษาให้นางสาว ช. ชำระค่าทดแทนแก่จำเลย 500,000 บาท จำเลยยังมีหนังสือร้องเรียนเรื่องความสัมพันธ์ดังกล่าวไปยังผู้บังคับบัญชาของโจทก์ โจทก์ต้องการให้จำเลยถอนเรื่อง จำเลยไม่ยอม โจทก์จึงเปลี่ยนกุญแจบ้านพักและไม่ยอมให้จำเลยกลับเข้าพักอาศัย โจทก์ฟ้องหย่าโดยอ้างเหตุทิ้งร้างเกินหนึ่งปี เหตุทำร้ายมารดาโจทก์อย่างร้ายแรง และเหตุเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าจำเลยแยกไปอยู่ที่อื่นเพราะโจทก์ไม่ให้อยู่ด้วย และการใช้นิ้วยันหน้าอกมารดาโจทก์เป็นเรื่องไม่สมควรแต่ไม่ใช่การทำร้ายอย่างร้ายแรง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวไม่รับวินิจฉัยประเด็นปฏิปักษ์ร้ายแรงเพราะไม่ได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้น ซึ่งโจทก์ไม่ฎีกา และพิพากษายกอุทธรณ์ส่วนที่เหลือโดยเห็นว่าไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาโดยชัดแจ้ง โจทก์ฎีกา

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

1. Wilful desertion under CCC section 1516 (4) requires that the departing spouse voluntarily separated. A wife who leaves because the husband has changed the locks and refuses to let her back in has not deserted him, even though she physically left and did not return. 2. A wife's written complaint to her husband's superior about his relationship with another woman, made out of love and jealousy so that he will be admonished, is the exercise of her right and cannot be turned against her as a divorce ground, particularly where he was not disciplined and was the party keeping another woman. 3. Harm to an ascendant under CCC section 1516 (3) must be serious; a single poke and push to the mother in law's chest with a finger does not reach that threshold. 4. Where an appellate court wrongly refuses to decide a proper appeal, the Supreme Court may decide the issues itself rather than remit.
1. การจงใจละทิ้งร้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) ต้องเป็นกรณีที่ฝ่ายที่ออกจากบ้านสมัครใจแยกกันอยู่ ภริยาที่ออกจากบ้านเพราะสามีเปลี่ยนกุญแจบ้านและไม่ยอมให้กลับเข้าไปอยู่ ไม่ถือว่าทิ้งร้างสามี แม้จะเป็นฝ่ายออกจากบ้านไปและไม่กลับมาอีก 2. การที่ภริยามีหนังสือร้องเรียนผู้บังคับบัญชาของสามีเรื่องความสัมพันธ์กับหญิงอื่น ด้วยความรักและหึงหวงเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาว่ากล่าวตักเตือน เป็นสิทธิที่ภริยาย่อมกระทำได้ จะนำมาเป็นเหตุหย่าต่อภริยาไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อสามีไม่ได้ถูกดำเนินการทางวินัยและสามีเป็นฝ่ายยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา 3. การทำร้ายบุพการีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (3) ต้องถึงขั้นร้ายแรง การใช้นิ้วจิ้มและยันหน้าอกมารดาของสามีเพียงครั้งเดียวเป็นกิริยาไม่สมควรของบุตรสะใภ้ แต่ไม่ถึงขั้นนั้น 4. อุทธรณ์ที่โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นโดยชัดแจ้งเป็นอุทธรณ์ที่ชอบ เมื่อศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยโดยไม่ชอบ ศาลฎีกาอาจวินิจฉัยประเด็นนั้นเองโดยไม่ย้อนสำนวน

Legal Analysis การวิเคราะห์ทางกฎหมาย

The Supreme Court first asked whether the Court of Appeal Region 8 was right to throw out the appeal. The husband's appeal disputed the trial court's findings point by point: the wife had left by her own decision, he withheld the key only until she withdrew the complaint, and the poke was an assault. That was a proper appeal, so the refusal to decide it was improper. The Supreme Court decided the two grounds itself for the sake of speed. On desertion, the Court reasoned that a wife naturally loves and is jealous of her husband; writing to his superior so that he would be admonished was a right she was entitled to exercise, and he had not been disciplined. Her action against Miss Ch., which ended in an award of 500,000 THB, showed that she was protecting her family. Although the wife was the one who left, it was not a case of her voluntarily living apart, because the husband had changed the locks; and it was he who had elevated another woman to the status of wife. She had not deserted him for more than one year within CCC section 1516 (4). On the second ground, the husband's mother testified under cross examination that the wife had only poked her chest with a finger and pushed against it once. The Court characterised this as improper conduct for a daughter in law towards her husband's mother, but not serious physical or mental harm to an ascendant under CCC section 1516 (3). The Court set aside the Court of Appeal's judgment, directed enforcement of the trial court's dismissal and ordered the husband to pay costs in all three courts.

ศาลฎีกาพิจารณาก่อนว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกอุทธรณ์ของโจทก์ชอบหรือไม่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยแยกไปอยู่ที่อื่นเพราะโจทก์ไม่ให้อยู่ด้วยและไม่ให้กุญแจบ้าน กับการใช้นิ้วยันหน้าอกมารดาโจทก์ไม่ใช่การทำร้ายอย่างร้ายแรง โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งตรงประเด็นว่าจำเลยขนของออกไปเองโดยการตัดสินใจของจำเลย โจทก์ไม่ให้กุญแจเพียงเพราะต้องการให้ถอนเรื่องร้องเรียนก่อน และการใช้นิ้วยันหน้าอกเป็นการทำร้ายร่างกายและจิตใจมารดาอย่างร้ายแรง จึงเป็นการโต้แย้งคำพิพากษาโดยชัดแจ้งและเป็นอุทธรณ์ที่ชอบ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยเป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปโดยรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยทั้งสองประเด็นเองโดยไม่ย้อนสำนวน ในเรื่องทิ้งร้าง ข้อเท็จจริงยุติว่าโจทก์ยกย่องนางสาว ช. เป็นภริยาระหว่างอยู่กินกับจำเลย ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยในฐานะภริยาย่อมต้องมีความรักและหึงหวงสามี การมีหนังสือร้องเรียนเรื่องความประพฤติส่วนตัวของโจทก์เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาว่ากล่าวตักเตือนเป็นสิทธิของจำเลยที่ย่อมกระทำได้ อีกทั้งโจทก์ไม่ได้ถูกดำเนินการทางวินัย การที่จำเลยฟ้องเรียกค่าทดแทนจากนางสาว ช. จนศาลฎีกาพิพากษาให้ชำระ 500,000 บาท แสดงว่าจำเลยกระทำเพื่อรักษาสิทธิในครอบครัว มิให้นางสาว ช. เข้ามาเกี่ยวข้องกับสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของตน แม้จำเลยจะเป็นผู้ออกจากบ้านพักไป ก็ไม่ใช่กรณีที่จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่ เพราะโจทก์เปลี่ยนกุญแจบ้านทำให้กลับเข้าไปไม่ได้ ทั้งพฤติกรรมของโจทก์เป็นฝ่ายไปยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยละทิ้งร้างโจทก์เกินกว่าหนึ่งปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) ในประเด็นที่สอง มารดาโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านว่าจำเลยเพียงใช้นิ้วจิ้มและยันหน้าอกของตนหนึ่งครั้ง ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นเพียงกิริยาที่ไม่เหมาะสมและไม่สมควรเยี่ยงบุตรสะใภ้พึงปฏิบัติต่อมารดาของสามีเท่านั้น ไม่ถือว่าเป็นการทำร้ายร่างกายหรือจิตใจบุพการีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นการร้ายแรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (3) ศาลฎีกาจึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 157/2561. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 157/2561 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

English translation is being prepared and will be available soon.

การที่จำเลยมีหนังสือร้องเรียนโจทก์ในเรื่องความประพฤติส่วนตัวของโจทก์ ซึ่งจำเลยในฐานะภริยาย่อมต้องมีความรักและหึงหวงสามีอันเป็นสิทธิของจำเลยย่อมกระทำได้ เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาว่ากล่าวตักเตือนโจทก์ อีกทั้งโจทก์ไม่ได้ถูกดำเนินการทางวินัยแต่อย่างใด การที่จำเลยฟ้องเรียกค่าทดแทนจาก ส. เป็นอีกคดีหนึ่งจนศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ ส. ชำระค่าทดแทนแก่จำเลย 500,000 บาท ก็แสดงให้เห็นว่าจำเลยได้กระทำเพื่อรักษาสิทธิในครอบครัวเพื่อไม่ให้ ส. เข้ามาเกี่ยวข้องกับโจทก์ซึ่งเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยอันจะทำให้เกิดความร้าวฉานในครอบครัว แม้จำเลยจะเป็นผู้ออกจากบ้านพักโจทก์ไปก็เพราะโจทก์เปลี่ยนกุญแจบ้านทำให้จำเลยกลับเข้าไปในบ้านไม่ได้ ก็ไม่ใช่กรณีที่จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์ ทั้งพฤติกรรมของโจทก์ก็เป็นฝ่ายไปยกย่องหญิงอื่นคือ ส. เป็นภริยา จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยละทิ้งร้างโจทก์ไปเกินกว่าหนึ่งปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4)
ส่วนที่จำเลยเพียงแต่ใช้นิ้วจิ้มที่หน้าอกและยันที่หน้าอกของ ท. มารดาของโจทก์ 1 ครั้ง การกระทำดังกล่าวเป็นเพียงการใช้กิริยาที่ไม่เหมาะสมและไม่สมควรเยี่ยงบุตรสะใภ้พึงปฏิบัติต่อมารดาของสามีเท่านั้น ไม่ถือว่าเป็นการทำร้ายร่างกายหรือจิตใจบุพการีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นการร้ายแรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (3) จึงไม่มีเหตุฟ้องหย่าจำเลยได้
โจทก์ฟ้องขอให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ คืนค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายจดทะเบียนสมรสกัน เดิมโจทก์จำเลยอยู่กินด้วยกันที่บ้านพักของโจทก์ในค่ายตำรวจตระเวนชายแดน ภายหลังจากอยู่กินด้วยกันมา 7 ปีเศษ จำเลยออกจากบ้านพักที่อาศัยอยู่กับโจทก์ แล้วไม่กลับมาอีกเลย สำหรับปัญหาว่าจำเลยกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ของการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นดังกล่าวโดยเห็นว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น โจทก์ไม่ฎีกา ประเด็นดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8
คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าเหตุที่จำเลยแยกตัวไปอยู่ที่อื่นเพราะโจทก์ไม่ให้จำเลยไปอยู่ด้วย เนื่องจากสาเหตุที่จำเลยร้องเรียนโจทก์ต่อผู้บังคับบัญชาเมื่อมีการเจรจากันก็ไม่สามารถตกลงกันได้ และโจทก์เป็นฝ่ายไม่ให้กุญแจบ้านแก่จำเลย จึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไปเกินหนึ่งปีและเห็นว่าจำเลยเพียงแต่ใช้นิ้วยันไปที่หน้าอกของมารดาโจทก์ ซึ่งถือเป็นเรื่องไม่สมควรที่บุตรสะใภ้จะกระทำต่อมารดาของสามีจึงไม่เป็นการทำร้ายร่างกายหรือจิตใจของบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่งอย่างร้ายแรง โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งว่า โจทก์กับจำเลยมีปากเสียงกัน จำเลยพร้อมกับบิดาและมารดาของจำเลยจึงมาขนข้าวของทรัพย์สินออกจากบ้านพักแล้วแยกตัวไปอยู่ที่อื่นไม่กลับมาอยู่ร่วมกับโจทก์อีก ซึ่งเป็นการตัดสินใจของจำเลยเองที่จะไม่อยู่กินกับโจทก์ ส่วนเหตุที่โจทก์ไม่ยอมให้กุญแจบ้านพักกับจำเลยก็เพียงเพราะโจทก์ต้องการให้จำเลยถอนเรื่องร้องเรียนก่อน แต่เมื่อจำเลยไม่ถอนเรื่อง โจทก์จึงยังไม่ได้ให้กุญแจบ้านแก่จำเลยไม่ใช่เรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยมาอยู่ด้วย ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ส่วนเรื่องเหตุทำร้ายร่างกายหรือจิตใจบุพการีของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ว่า การใช้นิ้วยันที่หน้าอกของมารดาของโจทก์นั้นเป็นการทำร้ายร่างกายแล้ว ทั้งยังเป็นการกระทำที่ไม่สมควรและเป็นการทำร้ายจิตใจของมารดาโจทก์อย่างร้ายแรง อันเป็นการโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยชัดแจ้งและเป็นอุทธรณ์ที่ชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองประการดังกล่าวนั้นเป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปโดยรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองประการไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยเสียก่อน
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า มีเหตุฟ้องหย่าอันเนื่องจากจำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์เกินหนึ่งปีหรือไม่นั้น ทางนำสืบของจำเลยได้ความว่าโจทก์ไปมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนางสาว ช. จำเลยได้ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากนางสาว ช. จนกระทั่งศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นที่ยุติว่า โจทก์ยกย่องนางสาว ช. เป็นภริยาระหว่างที่อยู่กินกันเป็นสามีภริยากับจำเลย ภายหลังจากที่จำเลยออกจากบ้านพักของโจทก์ไปแล้ว โจทก์ไม่ให้จำเลยเข้าบ้านพักของโจทก์อีกเพราะจำเลยร้องเรียนไปยังผู้บังคับบัญชาของโจทก์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ฉันชู้สาวระหว่างโจทก์กับนางสาว ช. โจทก์ต้องการให้จำเลยถอนเรื่องร้องเรียนดังกล่าว แต่จำเลยไม่ยอม โจทก์จึงเปลี่ยนกุญแจบ้านพักและไม่ยอมให้จำเลยกลับเข้าพักอาศัยที่บ้านพักของโจทก์อีก เห็นว่า การที่จำเลยมีหนังสือร้องเรียนโจทก์ในเรื่องความประพฤติส่วนตัวโจทก์ซึ่งจำเลยในฐานะภริยาย่อมต้องมีความรักและหึงหวงสามีอันเป็นสิทธิของจำเลยที่ย่อมกระทำได้ เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาของโจทก์ว่ากล่าวตักเตือนโจทก์ อีกทั้งโจทก์ก็ยังไม่ได้ถูกดำเนินการทางวินัยแต่อย่างใด การที่จำเลยฟ้องร้องเรียกค่าทดแทนจากนางสาว ช. ศาลฎีกาพิพากษาให้นางสาว ช. ชำระค่าทดแทนแก่จำเลย 500,000 บาท นั้นแสดงให้เห็นว่าจำเลยได้กระทำเพื่อรักษาสิทธิในครอบครัวเพื่อมิให้นางสาว ช. เข้ามาเกี่ยวข้องกับโจทก์ซึ่งเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยอันจะทำให้เกิดความร้าวฉานในครอบครัว แม้จำเลยจะเป็นผู้ออกจากบ้านพักของโจทก์ไปก็ไม่ใช่กรณีที่จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์ อีกทั้งพฤติกรรมของโจทก์ก็เป็นฝ่ายที่ไปยกย่องหญิงอื่น คือนางสาว ช. เป็นภริยา จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยละทิ้งร้างโจทก์เกินกว่าหนึ่งปีอันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการที่สองว่า มีเหตุฟ้องหย่าเนื่องจากจำเลยทำร้ายร่างกายหรือจิตใจนาง ท. มารดาโจทก์อย่างร้ายแรงหรือไม่นั้น ได้ความจากนาง ท. เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยเพียงแต่ใช้นิ้วจิ้มที่หน้าอกและยันที่หน้าอกของนาง ท. 1 ครั้งเท่านั้น การกระทำดังกล่าวเป็นแต่เพียงการใช้กิริยาที่ไม่เหมาะสมและไม่สมควรเยี่ยงลูกสะใภ้พึงปฏิบัติต่อมารดาของสามีเท่านั้น ไม่ถือว่าเป็นการทำร้ายร่างกายหรือจิตใจบุพการีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นการร้ายแรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1516 (3) จึงไม่มีเหตุฟ้องหย่า อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย
พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวมสามศาลให้ 15,000 บาท คำขออื่นให้ยก

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

💡 What This Means for You 💡 สิ่งที่หมายถึงสำหรับคุณ

Foreign spouses in Thailand sometimes assume that whoever walks out of the home is the deserter. This decision shows the courts look at why the person left. A spouse who is locked out, or who is told to withdraw a legitimate complaint as the price of coming home, has not voluntarily separated, and the spouse who changed the locks cannot build a desertion case on the resulting absence under CCC section 1516 (4). The decision also confirms that a wife may report her husband's affair to his employer, and sue the other woman for compensation, without that being used against her; here the earlier award of 500,000 THB strengthened her position. Grounds involving a spouse's parents are read narrowly: a single rude gesture to a mother in law will not satisfy section 1516 (3). If you are the one locked out, keep evidence of the lock change and of your attempts to return.

คู่สมรสชาวต่างชาติในประเทศไทยมักเข้าใจว่าฝ่ายที่เดินออกจากบ้านคือฝ่ายที่ทิ้งร้าง คำพิพากษานี้แสดงว่าศาลพิจารณาสาเหตุที่ออกจากบ้าน คู่สมรสที่ถูกเปลี่ยนกุญแจบ้าน หรือถูกบังคับให้ถอนเรื่องร้องเรียนที่ชอบธรรมเป็นเงื่อนไขในการกลับบ้าน ไม่ถือว่าสมัครใจแยกกันอยู่ และฝ่ายที่เปลี่ยนกุญแจจะอาศัยการขาดหายไปนั้นมาเป็นเหตุทิ้งร้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) ไม่ได้ คำพิพากษานี้ยังยืนยันว่าภริยาร้องเรียนเรื่องชู้ของสามีต่อหน่วยงานต้นสังกัดและฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นได้ โดยไม่ถูกนำมาใช้เป็นเหตุหย่าต่อตนเอง ในคดีนี้คำพิพากษาให้หญิงอื่นชำระค่าทดแทน 500,000 บาท กลับทำให้ฐานะของภริยาแข็งแรงขึ้น เหตุหย่าที่เกี่ยวกับบุพการีของคู่สมรสถูกตีความอย่างแคบ กิริยาหยาบคายต่อมารดาของสามีเพียงครั้งเดียวไม่เข้ามาตรา 1516 (3) สุดท้าย หากท่านเป็นฝ่ายถูกเปลี่ยนกุญแจ ควรเก็บหลักฐานการเปลี่ยนกุญแจและความพยายามกลับเข้าบ้านไว้ เพราะข้อเท็จจริงเหล่านี้ชี้ขาดคดี

Frequently Asked Questions คำถามที่พบบ่อย

If my wife moved out and never came back, can I divorce her for desertion in Thailand? หากภริยาย้ายออกจากบ้านและไม่กลับมาอีก ฟ้องหย่าด้วยเหตุทิ้งร้างในประเทศไทยได้หรือไม่

Only if she left voluntarily. In Decision 157/2561 a police officer sued his wife for desertion after she left his quarters and stayed away for years. The Supreme Court refused the divorce because he had changed the locks and would not let her back in unless she withdrew a complaint about his affair. Leaving in those circumstances was not voluntary separation, so there was no wilful desertion under CCC section 1516 (4). The reason for the departure matters more than who walked out.

ได้เฉพาะเมื่อภริยาออกไปโดยสมัครใจ ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 157/2561 นายตำรวจฟ้องหย่าภริยาด้วยเหตุทิ้งร้างหลังจากภริยาออกจากบ้านพักและไม่กลับมาหลายปี ศาลฎีกาไม่ให้หย่าเพราะสามีเปลี่ยนกุญแจบ้านและไม่ยอมให้กลับเข้าไปเว้นแต่จะถอนเรื่องร้องเรียนเรื่องชู้ของสามี การออกจากบ้านในสภาพเช่นนั้นไม่ใช่การสมัครใจแยกกันอยู่ จึงไม่เป็นการจงใจละทิ้งร้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) สาเหตุที่ออกจากบ้านสำคัญกว่าว่าใครเป็นฝ่ายเดินออกไป

Can my spouse divorce me for complaining about their affair to their employer? คู่สมรสฟ้องหย่าเราได้หรือไม่เพราะเราร้องเรียนเรื่องชู้ของเขาต่อหน่วยงานต้นสังกัด

Not on the facts of Decision 157/2561. The wife had written to her husband's police superior about his relationship with another woman. The Supreme Court held that a wife naturally loves and is jealous of her husband, that complaining so that his superior would admonish him was the exercise of her right, and that he had not even been disciplined. Her later lawsuit against the other woman, which produced an award of 500,000 THB, showed she was protecting her family. The complaint therefore gave the husband no ground for divorce.

ตามข้อเท็จจริงในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 157/2561 ไม่ได้ ภริยามีหนังสือร้องเรียนผู้บังคับบัญชาตำรวจของสามีเรื่องความสัมพันธ์กับหญิงอื่น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าภริยาย่อมต้องมีความรักและหึงหวงสามี การร้องเรียนเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาว่ากล่าวตักเตือนเป็นสิทธิที่ย่อมกระทำได้ และสามีก็ไม่ได้ถูกดำเนินการทางวินัย การที่ภริยาฟ้องหญิงอื่นจนได้ค่าทดแทน 500,000 บาท แสดงว่าทำไปเพื่อรักษาสิทธิในครอบครัว การร้องเรียนจึงไม่เป็นเหตุหย่าแก่สามี

Is rudeness or a shove towards my mother in law a ground for divorce under Thai law? การหยาบคายหรือผลักมารดาของสามีเป็นเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายไทยหรือไม่

CCC section 1516 (3) allows divorce where a spouse has caused serious physical or mental harm to the other spouse's ascendants. The threshold is high. In Decision 157/2561 the husband's mother testified that the wife had poked and pushed her chest with a finger once. The Supreme Court held that this was improper and not how a daughter in law should treat her husband's mother, but it was not serious harm to an ascendant and could not support a divorce. Ordinary family friction, even when unpleasant, is not enough.

ป.พ.พ. มาตรา 1516 (3) ให้ฟ้องหย่าได้เมื่อคู่สมรสทำร้ายร่างกายหรือจิตใจบุพการีของอีกฝ่ายอย่างร้ายแรง ซึ่งเกณฑ์นี้สูง ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 157/2561 มารดาของสามีเบิกความว่าภริยาใช้นิ้วจิ้มและยันหน้าอกของตนหนึ่งครั้ง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นกิริยาที่ไม่เหมาะสมและไม่สมควรเยี่ยงบุตรสะใภ้พึงปฏิบัติต่อมารดาของสามี แต่ไม่ถือเป็นการทำร้ายบุพการีอย่างร้ายแรงและใช้เป็นเหตุหย่าไม่ได้ ความขัดแย้งในครอบครัวตามปกติแม้ไม่น่าพอใจก็ยังไม่เพียงพอ

desertion divorce Thailand locked out of home section 1516 (4) voluntary separation Thailand husband changed locks divorce Thailand harm to parents in law divorce ground Thailand complaint to superior affair divorce Thailand Thai Supreme Court divorce dismissed

📖 Further Reading on ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline

Sebastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Foreign Legal Consultant
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Thai Attorney and Notary

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Scroll to Top
WhatsApp LINE Call Book