Compensation Claim Against Mistress Fails as Bad Faith After Years of Knowing Tolerance ภริยารู้เรื่องชู้มานานหลายปีแล้วจึงฟ้องเรียกค่าทดแทน เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ไม่มีอำนาจฟ้อง
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
1. A spouse's claim for compensation against a third party under CCC section 1523 paragraph two is subject to CCC section 5: "in exercising rights and in performing obligations every person must act in good faith". Where the spouse long knew of the relationship, chose not to sue, made separation agreements securing maintenance from the unfaithful spouse, and sued the third party only after those payments stopped, the action is not a genuine use of section 1523 paragraph two but an exercise of a right in bad faith, and the spouse has no power to sue. 2. Power to sue is a question of public order which the Supreme Court may raise of its own motion under Civil Procedure Code sections 142 (5), 246 and 252. 3. The consent or connivance bar in section 1523 paragraph three must be pleaded before it can be applied. Other provisions applied: Civil Procedure Code section 142 (5); Civil Procedure Code section 246; Civil Procedure Code section 252; Juvenile and Family Court and Procedure Act B.E. 2553 section 182/1 paragraph two.
1. การที่คู่สมรสฟ้องเรียกค่าทดแทนจากบุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง อยู่ภายใต้บังคับ ป.พ.พ. มาตรา 5 ซึ่งบัญญัติว่า "ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต" เมื่อคู่สมรสทราบถึงความสัมพันธ์มานานแล้ว ไม่ใช้สิทธิฟ้อง แต่กลับทำสัญญาแยกกันอยู่เพื่อรับเงินเลี้ยงดูจากคู่สมรสที่นอกใจ แล้วเพิ่งฟ้องบุคคลภายนอกเมื่อเงินดังกล่าวถูกระงับ การฟ้องนั้นมิใช่การใช้มาตรา 1523 วรรคสอง อย่างแท้จริง แต่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต คู่สมรสจึงไม่มีอำนาจฟ้อง 2. ปัญหาอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง แม้จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ 3. ข้อยกเว้นตามมาตรา 1523 วรรคสาม เรื่องการยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ ต้องให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ มิฉะนั้นศาลไม่อาจวินิจฉัยให้ได้
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
The plaintiff, a police officer married to Mr L. since 25 February 2554 (2011), sued the defendant for 300,000,000 THB in compensation under CCC section 1523 paragraph two, alleging that the defendant openly displayed an adulterous relationship with her husband. The Roi Et Juvenile and Family Court awarded 1,000,000 THB with interest; the Court of Appeal for Specialised Cases reduced the award to 500,000 THB. The defendant appealed with leave. The Supreme Court reversed and dismissed the action. Reading the plaint together with the wife's separate maintenance suit against her husband for 78,600,000 THB, the Court found that she had known since 2557 (2014) that he kept several women, including the defendant, had signed two separation agreements under which he paid her large monthly sums and allowed unlimited use of a credit card, and had sued the defendant only on 26 June 2563 (2020), almost six years later, after he stopped paying and cancelled her cards. The claim arose from resentment over the lost payments, not from genuine reliance on section 1523 paragraph two. Under CCC section 5 rights must be exercised in good faith; the action was brought in bad faith and the wife had no power to sue, a matter of public order the Court could raise although it had not been pleaded. The Court did not decide the case on the one-year period or on the consent bar in section 1523 paragraph three.
โจทก์ซึ่งเป็นข้าราชการตำรวจและจดทะเบียนสมรสกับนาย ล. เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554 ฟ้องจำเลยเรียกค่าทดแทน 300,000,000 บาท ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง โดยอ้างว่าจำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีโจทก์ และขอให้ห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับสามี ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดร้อยเอ็ดพิพากษาให้จำเลยชำระค่าทดแทน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นให้ชำระ 500,000 บาท จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาต ศาลฎีกาพิพากษากลับให้ยกฟ้อง เมื่อพิจารณาคำฟ้องคดีนี้ประกอบคดีที่โจทก์ฟ้องสามีเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู 78,600,000 บาท เห็นได้ว่าโจทก์ทราบตั้งแต่ปี 2557 ว่าสามีเลี้ยงดูผู้หญิงหลายคนรวมทั้งจำเลย แต่กลับทำสัญญาแยกกันอยู่กับสามีสองฉบับ รับเงินค่าเลี้ยงดูรายเดือนจำนวนมากและใช้บัตรเครดิตอย่างไม่จำกัดวงเงิน แล้วเพิ่งฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2563 ภายหลังเกือบ 6 ปี เมื่อสามีระงับการจ่ายเงินและยกเลิกบัตรเครดิต การฟ้องจึงสืบเนื่องจากความโกรธแค้นที่ขาดเงินเลี้ยงดู มิได้มีเจตนาใช้มาตรา 1523 วรรคสอง อย่างแท้จริง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 บุคคลต้องใช้สิทธิโดยสุจริต การฟ้องคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้แม้จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ ศาลฎีกามิได้วินิจฉัยเรื่องระยะเวลาหนึ่งปีหรือข้อยกเว้นเรื่องการยินยอมรู้เห็นเป็นใจตามมาตรา 1523 วรรคสาม ซึ่งจำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้
Facts of the Case ข้อเท็จจริง
The plaintiff married Mr L. on 25 February 2554 (2011). Her plaint stated that around March 2559 (2016) she suspected that her husband was keeping several women and later learned that the defendant was one of them. Her witness, Ms R., the husband's chef from 1 April 2560 (2017), told her that the defendant travelled and stayed with the husband in Roi Et and Phuket. In a separate action before the Central Juvenile and Family Court the plaintiff claimed 78,600,000 THB in maintenance from the husband. There she pleaded that in mid 2557 (2014) she discovered that he kept other women and that they signed two separation agreements: the first dated 24 November 2557 (2014), providing 100,000 THB a month for medical treatment and 500,000 THB a month for other expenses; the second dated 14 September 2560 (2017), providing 20,000 USD a month plus unlimited use of a credit card until 24 May 2561. When it expired the husband cancelled her cards and stopped paying. She sued the defendant on 26 June 2563 (2020) and the husband on 26 August 2563 (2020). The trial court awarded 1,000,000 THB, the Court of Appeal reduced it to 500,000 THB, and the defendant appealed with leave.
โจทก์จดทะเบียนสมรสกับนาย ล. ที่สำนักงานเขตบางรัก กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554 โจทก์บรรยายฟ้องว่าประมาณเดือนมีนาคม 2559 โจทก์ระแคะระคายว่าสามีเลี้ยงดูผู้หญิงหลายคน และต่อมาสืบทราบว่าจำเลยเป็นหนึ่งในนั้น นางสาว ร. พยานโจทก์ซึ่งเริ่มทำงานเป็นเชฟให้สามีเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2560 เล่าให้โจทก์ฟังว่าจำเลยไปเที่ยวและพักกับสามีที่จังหวัดร้อยเอ็ดและจังหวัดภูเก็ต และส่งภาพถ่ายกับคลิปวิดีโอให้โจทก์ ในอีกคดีหนึ่งที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง โจทก์ฟ้องสามีเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู 78,600,000 บาท โดยบรรยายฟ้องว่ากลางปี 2557 โจทก์พบว่าสามีแอบเลี้ยงดูผู้หญิงอื่น ไม่อาจอยู่กินด้วยกันได้ จึงทำสัญญาแยกกันอยู่สองฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2557 สามีตกลงจ่ายค่ารักษาพยาบาลเดือนละ 100,000 บาท และค่าใช้จ่ายอื่นเดือนละ 500,000 บาท ฉบับที่สองลงวันที่ 14 กันยายน 2560 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2559 ถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2561 สามีตกลงจ่ายเดือนละ 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ และให้ใช้บัตรเครดิตโดยไม่จำกัดวงเงิน เมื่อสัญญาฉบับที่สองครบกำหนด สามีระงับบัตรเครดิตทุกใบและระงับการให้เงินเลี้ยงดู โจทก์ฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2563 และฟ้องสามีเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2563 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระ 1,000,000 บาท ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแก้เป็น 500,000 บาท จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาต
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
1. A spouse's claim for compensation against a third party under CCC section 1523 paragraph two is subject to CCC section 5: "in exercising rights and in performing obligations every person must act in good faith". Where the spouse long knew of the relationship, chose not to sue, made separation agreements securing maintenance from the unfaithful spouse, and sued the third party only after those payments stopped, the action is not a genuine use of section 1523 paragraph two but an exercise of a right in bad faith, and the spouse has no power to sue. 2. Power to sue is a question of public order which the Supreme Court may raise of its own motion under Civil Procedure Code sections 142 (5), 246 and 252. 3. The consent or connivance bar in section 1523 paragraph three must be pleaded before it can be applied. Other provisions applied: Civil Procedure Code section 142 (5); Civil Procedure Code section 246; Civil Procedure Code section 252; Juvenile and Family Court and Procedure Act B.E. 2553 section 182/1 paragraph two.
1. การที่คู่สมรสฟ้องเรียกค่าทดแทนจากบุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง อยู่ภายใต้บังคับ ป.พ.พ. มาตรา 5 ซึ่งบัญญัติว่า "ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต" เมื่อคู่สมรสทราบถึงความสัมพันธ์มานานแล้ว ไม่ใช้สิทธิฟ้อง แต่กลับทำสัญญาแยกกันอยู่เพื่อรับเงินเลี้ยงดูจากคู่สมรสที่นอกใจ แล้วเพิ่งฟ้องบุคคลภายนอกเมื่อเงินดังกล่าวถูกระงับ การฟ้องนั้นมิใช่การใช้มาตรา 1523 วรรคสอง อย่างแท้จริง แต่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต คู่สมรสจึงไม่มีอำนาจฟ้อง 2. ปัญหาอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง แม้จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ 3. ข้อยกเว้นตามมาตรา 1523 วรรคสาม เรื่องการยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ ต้องให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ มิฉะนั้นศาลไม่อาจวินิจฉัยให้ได้
Legal Analysis การวิเคราะห์ทางกฎหมาย
The Supreme Court, Juvenile and Family Division, first noted CCC section 1523 paragraph three, under which a spouse who consented to or connived at the other spouse's act under section 1516 (1), or at a third party's act under paragraph two, may not claim compensation. Because the defendant had not pleaded consent or connivance, the Court could not decide the case on that ground. The plaint, read with the plaint in the plaintiff's maintenance suit against her husband, showed that she had long known that he had relationships with several women, including the defendant, consistent with her own testimony and that of Ms R. Instead of suing for compensation, the plaintiff made two separation agreements, took monthly maintenance and used a credit card without limit. She sued the defendant on 26 June 2563 (2020) for 300,000,000 THB and the husband on 26 August 2563 (2020) for 78,600,000 THB, almost six years after learning of the conduct and separating from him in 2557 (2014). The Court inferred that the suits were prompted by anger that the husband had stopped paying and cancelled her cards, not by the defendant openly displaying the relationship. Quoting CCC section 5, "in exercising rights and in performing obligations every person must act in good faith", the Court held that the claim stemmed essentially from the suspension of payments, that the plaintiff had no genuine intention to invoke section 1523 paragraph two, that no law permitted such a suit and that it was an exercise of a right in bad faith. She therefore had no power to sue. As power to sue concerns public order, the Court raised it under Civil Procedure Code sections 142 (5), 246 and 252, and did not decide the other grounds of appeal.
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวกล่าวถึง ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสาม ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้าสามีหรือภริยายินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้อีกฝ่ายหนึ่งกระทำการตามมาตรา 1516 (1) หรือให้ผู้อื่นกระทำการตามวรรคสอง สามีหรือภริยานั้นจะเรียกค่าทดแทนไม่ได้" แต่เมื่อจำเลยมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยให้ได้ จากนั้นศาลฎีกาพิจารณาคำฟ้องคดีนี้ประกอบคำฟ้องในคดีที่โจทก์ฟ้องสามีเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ซึ่งแสดงว่าโจทก์ทราบมานานแล้วว่าสามีมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหญิงอื่นหลายคนรวมทั้งจำเลย สอดคล้องกับที่โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าในช่วงปี 2559 สามีเลี้ยงดูผู้หญิงหลายคน และคำเบิกความของนางสาว ร. ซึ่งเป็นผู้ส่งภาพถ่ายและคลิปวิดีโอแสดงความสัมพันธ์ระหว่างสามีกับจำเลยให้โจทก์ โจทก์มิได้ใช้สิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทน แต่กลับทำสัญญาแยกกันอยู่สองฉบับ รับเงินค่าเลี้ยงดูและใช้บัตรเครดิตอย่างไม่จำกัดวงเงิน แล้วมาฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2563 เรียกเงินสูงถึง 300,000,000 บาท และฟ้องสามีเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2563 เรียกเงิน 78,600,000 บาท อันเป็นเวลาเกือบ 6 ปี หลังจากทราบเหตุและแยกกันอยู่เมื่อปี 2557 ศาลฎีกาเชื่อว่าการฟ้องเกิดจากความโกรธแค้นที่สามีไม่จ่ายเงินเลี้ยงดูและยกเลิกบัตรเครดิต หาใช่มาจากการที่จำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยตามฟ้องไม่ ซึ่งสอดคล้องกับที่โจทก์เบิกความว่าเมื่อบัตรเครดิตใหม่ถูกส่งไปที่ที่พักของสามี จำเลยเห็นจึงบอกให้สามีตัดบัตรทิ้ง ศาลฎีกาอ้าง ป.พ.พ. มาตรา 5 ที่ว่า "ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต" และวินิจฉัยว่าการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องจากการที่สามีระงับการจ่ายเงินเป็นสำคัญ โจทก์มิได้มีเจตนาใช้มาตรา 1523 วรรคสอง อย่างแท้จริง การฟ้องเช่นนี้ไม่มีกฎหมายให้กระทำได้และเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง แม้จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่น พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 5579/2567. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5579/2567 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
English translation is being prepared and will be available soon.
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าทดแทน 300,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้มีคำสั่งห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับนาย ล. สามีโจทก์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าทดแทน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 มิถุนายน 2563) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ยกเว้นให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก (ที่ถูก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ยกเว้นให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ)
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าทดแทน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 มิถุนายน 2563) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้โต้แย้งว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ล. จดทะเบียนสมรสกันที่สำนักงานเขตบางรัก กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลย หรือไม่ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสาม บัญญัติว่า "ถ้าสามีหรือภริยายินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้อีกฝ่ายหนึ่งกระทำการตามมาตรา 1516 (1) หรือให้ผู้อื่นกระทำการตามวรรคสอง สามีหรือภริยานั้นจะเรียกค่าทดแทนไม่ได้" อันเป็นบทบัญญัติยกเว้นความรับผิด หากคู่สมรสอีกฝ่ายยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้ผู้อื่น หรือคู่สมรสอีกฝ่ายกระทำการเช่นว่านั้นก็ตาม แต่จำเลยมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยให้ได้ อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ที่บรรยายฟ้องในข้อ 2 ว่า "เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2559 โจทก์ระแคะระคายว่านาย ล. เลี้ยงดูผู้หญิงหลายคน แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นใครบ้าง และต่อมาสืบทราบว่าเป็นจำเลยด้วย ..." ทั้งทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า โจทก์ทราบถึงความสัมพันธ์ระหว่างนาย ล. กับจำเลยจากนางสาว ร. ซึ่งทำหน้าที่เป็นเชฟปรุงอาหารให้นาย ล. โดยนางสาว ร. เล่าให้โจทก์ฟังเกี่ยวกับจำเลยไปเที่ยวกับนาย ล. และพักด้วยกันที่จังหวัดร้อยเอ็ดและจังหวัดภูเก็ต อันเป็นมูลเหตุให้โจทก์ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู จำนวน 78,600,000 บาท จากนาย ล. ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เมื่อพิจารณาตามคำฟ้องแล้วปรากฏว่า โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 4 ของคดีดังกล่าวว่า "ต่อมากลางปี 2557 โจทก์ตรวจสอบข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตโดยบังเอิญและพบว่าจำเลยเป็นโรคติดต่อร้ายแรง ... เป็นเหตุให้โจทก์มีอาการเครียดและล้มป่วยเป็นเวลาต่อเนื่องร่วมสองปี เพราะวิตกว่าจะติดโรคร้ายแรงจากจำเลย ทั้งยังพบว่าจำเลยแอบเลี้ยงดูผู้หญิงอื่นและมีผู้หญิงมาติดพันหลายคน โจทก์ไม่อาจอยู่กินด้วยกันได้ จึงทำสัญญาแยกกันอยู่กับจำเลย 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2557 ตกลงแยกกันอยู่เป็นเวลา 6 เดือน ครบกำหนดวันที่ 24 พฤษภาคม 2558 โดยจำเลยตกลงชำระค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องเข้ารับการรักษาร่างกาย จำนวน 100,000 บาท ต่อเดือน นอกเหนือจากค่าครองชีพและค่ารักษาพยาบาลแล้ว จำเลยตกลงชำระเงินค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกเดือนละ 500,000 บาท และในกรณีที่ครบกำหนดแล้วไม่มีการหย่า จำเลยตกลงรักษาสถานะและเลี้ยงดูโจทก์ต่อไปตามกฎหมาย ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 14 กันยายน 2560 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2559 ครบกำหนดวันที่ 24 พฤษภาคม 2561 จำเลยตกลงชำระค่าเลี้ยงดูให้โจทก์ในอัตราเดือนละ 20,000 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณเดือนละ 600,000 บาท ... และไม่จำกัดใช้บัตรเอเม็กซ์ เซ็นจูเรียน หรือบัตรแบล็กการ์ด (บัตรดำ) ค่าเช่าที่พัก ค่ารักษาพยาบาล และเงินสนับสนุนอื่น ๆ เป็นต้น ... เมื่อลงนามในสัญญาดังกล่าวแล้ว โจทก์ใช้บัตรเครดิตเสริมที่เป็นชื่อโจทก์เป็นปกติโดยตลอด ... ข้อ 5 ต่อมาเมื่อสัญญาแยกกันอยู่ฉบับที่ 2 ครบกำหนดเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2561 จำเลยถือโอกาสระงับการใช้บัตรเครดิตของโจทก์ทุกใบ ซึ่งรวมถึงบัตรเอเม็กซ์ เซ็นจูเรียน หรือบัตรแบล็กการ์ด (บัตรดำ) ซึ่งเป็นบัตรที่โจทก์เคยใช้โดยไม่จำกัดวงเงิน และระงับการให้เงินเลี้ยงดูโจทก์ ... ข้อ 6 ตามสัญญาแยกกันอยู่ จำเลยระบุไว้โดยชัดแจ้ง หากไม่มีการหย่ากันโดยสมบูรณ์ตามกฎหมาย จำเลยตกลงว่าจะรักษาสถานะและอุปการะโจทก์อย่างที่สามีพึงกระทำและอุปการะภริยาตามข้อ 6.1 ของสัญญาแยกกันอยู่ฉบับลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2557 ซึ่งการรักษาสถานะของโจทก์ในฐานะที่เป็นภริยาของจำเลย .... กล่าวคือ จำเลยต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ให้สมกับฐานะที่เป็นภริยาของจำเลยซึ่งมีฐานะเป็นมหาเศรษฐีระดับโลก เคยให้โจทก์ใช้บัตรเครดิตโดยไม่จำกัด ... จำเลยจึงต้องมีหน้าที่ดูแลโจทก์จำนวนเดือนละไม่จำกัดดังที่จำเลยเคยให้โจทก์ใช้จ่าย แต่โจทก์คิดเพียงเดือนละ 3,000,000 บาท ... โดยเริ่มนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2561 จนถึงวันฟ้อง เป็นเวลา 25 เดือน คิดเป็นเงินจำนวน 75,000,000 บาท หนี้ค่าเช่าบ้านค้างชำระ จำนวน 3,600,000 บาท รวมเป็นเงิน 78,600,000 บาท และจำเลยต้องชำระค่าเลี้ยงดูโจทก์เดือนละ 3,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าโจทก์จะเสียชีวิต" เมื่อพิจารณาจากคำฟ้องในคดีนี้ประกอบกับคดีที่โจทก์ฟ้องนาย ล. เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู จึงเห็นได้ว่าโจทก์ทราบมานานแล้วว่านาย ล. มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหญิงอื่นหลายคน รวมทั้งจำเลยในคดีนี้ สอดคล้องกับที่โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ในช่วงปี 2559 นาย ล. เลี้ยงดูผู้หญิงหลายคน และนางสาว ร. พยานโจทก์ที่เบิกความว่าได้สมัครทำงานเป็นเชฟให้แก่นาย ล. เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2560 พยานเป็นผู้ส่งภาพถ่ายแสดงความสัมพันธ์ระหว่างนาย ล. กับจำเลย รวมทั้งคลิปวิดีโอต่าง ๆ ให้แก่โจทก์ พฤติการณ์ที่โจทก์ทราบดีว่านาย ล. มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับผู้หญิงหลายคน รวมทั้งจำเลยในคดีนี้ แต่โจทก์กลับมิได้ใช้สิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนในการกระทำดังกล่าวจากจำเลย แต่กลับทำสัญญาแยกกันอยู่กับนาย ล. สองฉบับดังกล่าวข้างต้นและให้นาย ล. จ่ายเงินค่าเลี้ยงดูให้แก่โจทก์ ตลอดจนให้ใช้บัตรเครดิตอย่างไม่จำกัดวงเงินตามคำฟ้อง ข้อ 4 ข้อ 5 และข้อ 6 ต่อมาโจทก์กลับมาฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยในคดีนี้เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2563 เป็นจำนวนเงินสูงถึง 300,000,000 บาท หรือการที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากนาย ล. เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2563 จำนวน 78,600,000 บาท อันเป็นระยะเวลาภายหลังจากที่โจทก์ทราบถึงเหตุดังกล่าวและแยกกันอยู่กับนาย ล. เมื่อปี 2557 เป็นเวลาถึงเกือบ 6 ปี จึงเชื่อว่าเกิดจากโจทก์ที่โกรธแค้นจำเลยและนาย ล. ที่นาย ล. ไม่จ่ายเงินค่าเลี้ยงดูให้แก่โจทก์อีกต่อไป รวมทั้งยกเลิกการใช้บัตรเครดิตของโจทก์ หาใช่มาจากจำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับนาย ล. สามีโจทก์ในทำนองชู้สาวตามที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้ไม่ ซึ่งสอดคล้องกับที่โจทก์เบิกความตอบทนายโจทก์ถามว่า ในช่วงที่บัตรเครดิตของโจทก์หมดอายุ ได้มีการส่งบัตรเครดิตใหม่ไปให้ที่ที่พักของนาย ล. จำเลยเห็นจึงบอกให้นาย ล. ตัดบัตรทิ้ง ทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 บัญญัติว่า "ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต" การที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยในคดีนี้ จึงสืบเนื่องมาจากการที่นาย ล. ระงับการจ่ายเงินค่าเลี้ยงดูและการใช้บัตรเครดิตของโจทก์ตามข้อตกลงเป็นสำคัญ มิได้มีเจตนาที่จะใช้บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง มาเรียกค่าทดแทนจากจำเลยอย่างแท้จริง การฟ้องคดีของโจทก์ดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้กระทำได้ อีกทั้งยังเป็นการใช้สิทธิฟ้องจำเลยโดยไม่สุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 ด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ ศาลฎีกามีสิทธิยกขึ้นในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
💡 What This Means for You 💡 สิ่งที่หมายถึงสำหรับคุณ
A foreign spouse who discovers an affair in Thailand should decide early what to do about it, because the Supreme Court looks closely at timing and motive. In Decision 5579/2567 the wife knew of the relationship for almost six years, negotiated generous separation terms with her husband and sued the mistress only when the money stopped. The claim was dismissed outright as an exercise of a right in bad faith under CCC section 5, without any award, on a point of public order the Court raised itself. First, a separation arrangement that leaves the marriage intact while the affair continues may later be read as acceptance of the situation, so record clearly what is and is not being waived. Second, if compensation from a third party matters, act promptly after learning the facts and keep the claim proportionate; a huge demand filed years later invites scrutiny of its real purpose.
คู่สมรสชาวต่างชาติที่พบว่าอีกฝ่ายมีชู้ในประเทศไทยควรตัดสินใจแต่เนิ่น ๆ ว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะศาลฎีกาพิจารณาระยะเวลาและมูลเหตุจูงใจอย่างใกล้ชิด ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5579/2567 ภริยาทราบเรื่องความสัมพันธ์มาเกือบ 6 ปี ทำสัญญาแยกกันอยู่ที่ได้รับเงินจำนวนมากจากสามี และเพิ่งฟ้องหญิงอื่นเมื่อเงินถูกระงับ ศาลยกฟ้องทั้งหมดโดยถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 โดยไม่กำหนดค่าทดแทนให้เลย และถือเป็นปัญหาความสงบเรียบร้อยที่ศาลยกขึ้นเองได้ ผลในทางปฏิบัติมีสองประการ ประการแรก ข้อตกลงแยกกันอยู่ที่คงสถานะสมรสไว้ขณะที่ความสัมพันธ์ชู้สาวยังดำเนินต่อไป อาจถูกตีความภายหลังว่าเป็นการยอมรับสถานการณ์ จึงควรระบุให้ชัดว่าสละสิทธิใดและไม่สละสิทธิใด ประการที่สอง หากประสงค์จะเรียกค่าทดแทนจากบุคคลภายนอก ควรดำเนินการโดยเร็วหลังทราบข้อเท็จจริงและเรียกร้องในจำนวนที่สมเหตุสมผล การเรียกเงินหลายร้อยล้านบาทหลังผ่านไปหลายปีย่อมทำให้ศาลตรวจสอบวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการฟ้อง
Frequently Asked Questions คำถามที่พบบ่อย
Can I sue my husband's mistress for compensation years after I found out about the affair? ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นของสามีได้หรือไม่ หากทราบเรื่องมาหลายปีแล้ว
It is risky. In Decision 5579/2567 the wife had known of the relationship since 2557 (2014), signed two separation agreements with her husband and sued the mistress for 300,000,000 THB only in 2563 (2020), after the husband stopped paying her. The Supreme Court did not decide the case on the one-year period in section 1529; it held that the action was an exercise of a right in bad faith under CCC section 5, that the wife had no power to sue, and dismissed the claim entirely.
มีความเสี่ยงสูง ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5579/2567 ภริยาทราบเรื่องความสัมพันธ์ตั้งแต่ปี 2557 ทำสัญญาแยกกันอยู่กับสามีสองฉบับ และเพิ่งฟ้องหญิงอื่นเรียกค่าทดแทน 300,000,000 บาท ในปี 2563 หลังจากสามีหยุดจ่ายเงินให้ ศาลฎีกามิได้วินิจฉัยคดีด้วยเรื่องระยะเวลาหนึ่งปีตามมาตรา 1529 แต่วินิจฉัยว่าการฟ้องเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และพิพากษายกฟ้องทั้งหมด
Does a separation agreement with my spouse affect a later claim against the third party? สัญญาแยกกันอยู่กับคู่สมรสมีผลต่อการฟ้องบุคคลภายนอกในภายหลังหรือไม่
It can. In Decision 5579/2567 the Supreme Court relied on the fact that the wife, instead of suing, had made two separation agreements securing monthly payments and unlimited use of a credit card, and sued the mistress only when those benefits ended. The Court read this as showing that the suit was driven by the loss of the payments rather than by a genuine claim under section 1523 paragraph two, and treated the action as brought in bad faith.
มีผลได้ ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5579/2567 ศาลฎีกาอาศัยข้อเท็จจริงที่ว่าภริยาไม่ได้ฟ้องคดี แต่กลับทำสัญญาแยกกันอยู่สองฉบับซึ่งให้ภริยาได้รับเงินรายเดือนและใช้บัตรเครดิตโดยไม่จำกัดวงเงิน แล้วเพิ่งฟ้องหญิงอื่นเมื่อประโยชน์เหล่านั้นสิ้นสุดลง ศาลเห็นว่าพฤติการณ์นี้แสดงว่าการฟ้องมีมูลเหตุจากการขาดเงินเลี้ยงดู มิใช่การเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคสอง อย่างแท้จริง จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
Can the Supreme Court dismiss my case on a ground the defendant never raised? ศาลฎีกายกฟ้องด้วยเหตุที่จำเลยไม่เคยยกขึ้นต่อสู้ได้หรือไม่
Yes, where the ground concerns public order. In Decision 5579/2567 the defendant had pleaded neither lack of power to sue nor the consent or connivance bar in section 1523 paragraph three. The Supreme Court said it could not apply paragraph three because it was not pleaded, but it raised the question of power to sue on its own under Civil Procedure Code sections 142 (5), 246 and 252 and section 182/1 paragraph two of the Juvenile and Family Court and Procedure Act, and dismissed the action.
ได้ หากเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5579/2567 จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ทั้งเรื่องอำนาจฟ้องและข้อยกเว้นเรื่องการยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจตามมาตรา 1523 วรรคสาม ศาลฎีกากล่าวว่าไม่อาจวินิจฉัยเรื่องวรรคสามได้เพราะมิได้ให้การไว้ แต่ยกปัญหาอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยเองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 182/1 วรรคสอง แล้วพิพากษายกฟ้อง
How much did the lower courts award and why was it all taken away? ศาลล่างกำหนดค่าทดแทนเท่าใด และเหตุใดศาลฎีกาจึงยกฟ้องทั้งหมด
The Roi Et Juvenile and Family Court awarded 1,000,000 THB and the Court of Appeal for Specialised Cases reduced this to 500,000 THB. In Decision 5579/2567 the Supreme Court reversed both judgments and dismissed the claim, holding that the wife had no power to sue at all because the action was brought in bad faith under CCC section 5, so the question of the appropriate amount of compensation never arose. Costs in all three courts were left where they fell.
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดร้อยเอ็ดกำหนดค่าทดแทน 1,000,000 บาท และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษลดเหลือ 500,000 บาท ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5579/2567 ศาลฎีกาพิพากษากลับให้ยกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเลยเพราะเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 ปัญหาเรื่องจำนวนค่าทดแทนที่เหมาะสมจึงไม่เกิดขึ้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ
📖 Further Reading on ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต