กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

134 — ห้ามปฏิเสธการตัดสินเพราะไม่มีกฎหมาย

คนบทกฎหมาย

ไม่ว่าในกรณีใด ๆ ห้ามมิให้ศาลที่รับฟ้องคดีไว้ ปฏิเสธไม่ยอมพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีโดยอ้างว่า ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่จะใช้บังคับแก่คดี หรือว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่จะใช้บังคับนั้นเคลือบคลุมหรือไม่บริบูรณ์

คำแปลภาษาไทย

In no case whatsoever shall a court that has accepted a case refuse to give judgment or to make an order deciding the case on the ground that there is no provision of law applicable to the case, or that the provision of law to be applied is obscure or incomplete.

คำแปลนี้ยังไม่เป็นที่ทราบจากสำนักงาน — กรุณาอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก

หมายเหตุสำนักงาน

มาตรา 134 วางหลักว่าจะปฏิเสธความยุติธรรมเพราะช่องว่างหรือความคลุมเครือของกฎหมายไม่ได้ ศาลที่รับคดีไว้จะปฏิเสธไม่ทำคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยอ้างว่าไม่มีบทบัญญัติที่ใช้บังคับ หรือบทบัญญัติเคลือบคลุมหรือไม่บริบูรณ์ไม่ได้ เมื่ออ่านประกอบหลักที่ว่าคำฟ้องคดีแพ่งไม่จำต้องยกบทกฎหมาย จึงให้อำนาจและหน้าที่แก่ศาลในการค้นหาและปรับบทกฎหมายที่ถูกต้องแก่ข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความ แม้คู่ความจะอ้างบทผิดหรือเข้าใจนิติสัมพันธ์คลาดเคลื่อน แต่อำนาจนี้ต้องอยู่ในกรอบข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง ศาลปรับบทกฎหมายใหม่ได้แต่ต้องไม่วินิจฉัยเกินหรือนอกคำฟ้อง อันเป็นขอบเขตตามมาตรา 142 มาตรานี้จึงประกอบมาตรา 142 และกรอบมาตรา 131 ถึง 133

ความสำคัญต่อ

มาตรา 134 เป็นหลักประกันแก่คู่ความ คุณจะไม่ถูกปฏิเสธเพียงเพราะเรื่องของคุณเป็นเรื่องใหม่หรือกฎหมายไม่ชัด และไม่จำต้องยกบทกฎหมายที่แน่นอนในคำฟ้องคดีแพ่ง สิ่งที่สำคัญกว่ามากคือการบรรยายข้อเท็จจริงและเหตุที่อีกฝ่ายต้องรับผิด เพราะศาลจะปรับบทกฎหมายที่ถูกต้องเอง แต่พึงระวังอย่าอาศัยข้อเท็จจริงนอกคำฟ้อง เพราะอำนาจปรับบทของศาลหยุดที่การไม่วินิจฉัยเกินคำฟ้อง ทนายช่วยให้ข้อเท็จจริงที่บรรยายรองรับทุกแนวข้อกฎหมายที่ศาลอาจปรับใช้ได้

คำตัดสินศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้

  1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4466/2551 (2008)

    คำฟ้องคดีแพ่งไม่จำต้องยกบทกฎหมายขึ้นกล่าวอ้าง เพียงกล่าวอ้างข้อเท็จจริงและเหตุที่ต้องรับผิดก็พอ ศาลมีอำนาจตามมาตรา 134 ปรับบทกฎหมายที่ถูกต้องแก่ข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความ

    ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์คดีแพ่งไม่จำต้องยกบทกฎหมาย เพียงกล่าวอ้างข้อเท็จจริงและเหตุที่ต้องรับผิดก็พอ ตามมาตรา 134 ศาลจึงนำพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่มาปรับแก่คดีที่ข้อเท็จจริงรองรับได้

  2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15668/2558 (2015)

    เมื่อคู่ความเข้าใจลักษณะทางกฎหมายของสัญญาคลาดเคลื่อน ศาลอาจปรับบทกฎหมายที่ถูกต้องตามมาตรา 134 เช่น บทว่าด้วยสัญญาต่างตอบแทน โดยไม่เป็นการพิพากษาเกินคำฟ้องตามมาตรา 142

    โจทก์เข้าใจว่าสัญญาเป็นสัญญาตัวแทน แต่ข้อเท็จจริงที่บรรยายฟ้องเป็นการร่วมกันประกอบการโดยต่างได้ประโยชน์ตอบแทน ศาลเห็นว่านำบทว่าด้วยสัญญาต่างตอบแทนมาปรับได้ตามมาตรา 134 โดยไม่เป็นการพิพากษาเกินคำฟ้องตามมาตรา 142

  3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4308/2565 (2022)

    อำนาจของศาลตามมาตรา 134 ในการค้นหาและปรับบทกฎหมายที่ถูกต้อง จำกัดอยู่ในกรอบข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง การปรับบทกฎหมายในลักษณะที่เกินหรือนอกคำฟ้องต้องห้ามตามมาตรา 142

    ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าข้อตกลงเป็นสัญญาไม่มีชื่อ แล้วนำพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มาตรา 7 มาปรับประกอบมาตรา 134 ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการเกินหรือนอกคำฟ้อง ต้องห้ามตามมาตรา 142 แต่เห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่าเอกสารเป็นสัญญาค้ำประกัน

คำพิพากษาที่คัดเลือกการพิจารณาคดีจากเทคโนโลยีศาลฎีกาคำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา

เลย

ศาลปฏิเสธไม่ตัดสินเพราะไม่มีกฎหมายชัดเจนได้หรือไม่

ไม่ได้ มาตรา 134 ห้ามศาลที่รับคดีไว้ปฏิเสธไม่พิพากษาโดยอ้างว่าไม่มีกฎหมายใช้บังคับ หรือกฎหมายเคลือบคลุมหรือไม่บริบูรณ์

ต้องยกบทกฎหมายที่แน่นอนในคำฟ้องหรือไม่

ในคดีแพ่งไม่ต้อง คุณบรรยายข้อเท็จจริงและเหตุที่ต้องรับผิด และตามมาตรา 134 ศาลจะปรับบทกฎหมายที่ถูกต้องแก่ข้อเท็จจริงที่ได้ความเอง

อำนาจปรับบทกฎหมายของศาลมีขอบเขตหรือไม่

มี ศาลปรับบทกฎหมายใหม่ตามมาตรา 134 ได้ แต่ต้องไม่วินิจฉัยเกินหรือนอกคำฟ้อง อันเป็นขอบเขตที่มาตรา 142 บังคับไว้

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนที่จะนำไปใช้กับการดำเนินคดีจริง

เลื่อนขึ้น