29 — การแยกข้อหาออกพิจารณาต่างหาก
คนบทกฎหมาย
ถ้าคดีที่ฟ้องกันนั้นมีข้อหาหลายข้อด้วยกันและศาลเห็นว่าข้อหาข้อหนึ่งข้อใดเหล่านั้นมิได้เกี่ยวข้องกันกับข้ออื่น ๆ เมื่อศาลเห็นสมควร หรือเมื่อคู่ความผู้มีส่วนได้เสียได้ยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องให้ศาลมีคำสั่งให้แยกคดีเสียโดยเร็ว ถ้าโจทก์ประสงค์จะให้พิจารณาข้อหาเช่นว่านั้นต่อไป ก็ให้ศาลดำเนินการพิจารณาคดีไปเสมือนหนึ่งว่าเป็นคดีอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก โดยมีเงื่อนไขที่ศาลจะกำหนดไว้ตามที่เห็นสมควรถ้าคดีที่ฟ้องกันนั้นมีข้อหาหลายข้อ และศาลเห็นว่าหากแยกพิจารณาข้อหาทั้งหมดหรือข้อใดข้อหนึ่งออกจากกันแล้ว จะทำให้การพิจารณาข้อหาเหล่านั้นสะดวก ไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนมีคำพิพากษา เมื่อศาลเห็นสมควร หรือเมื่อคู่ความผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง และเมื่อศาลได้ฟังคู่ความทุกฝ่ายแล้ว ให้ศาลมีอำนาจสั่งแยกข้อหาเหล่านั้นทั้งหมดหรือแต่ข้อใดข้อหนึ่งออกพิจารณาต่างหากเป็นเรื่องๆ ไป
คำแปลภาษาไทย
If the case brought contains several claims and the court is of the opinion that any one of those claims is not connected with the others, then, when the court thinks fit or when an interested party files a request made in the form of a motion, the court shall order the severance of the case without delay. If the plaintiff wishes such claim to be tried further, the court shall proceed with the trial of the case as though it were a separate case, subject to such conditions as the court thinks fit to fix.
If the case brought contains several claims and the court is of the opinion that severing all or any one of the claims from one another would make the trial of those claims convenient, then, at any time before judgment, when the court thinks fit or when an interested party files a request made in the form of a motion, and after the court has heard all parties, the court has the power to order that all or any one of those claims be severed and tried separately, case by case.
คำแปลนี้ยังไม่เป็นที่ทราบจากสำนักงาน — กรุณาอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก
หมายเหตุสำนักงาน
มาตรา 29 เป็นคู่กับการพิจารณารวมกันตามมาตรา 28 คือให้ศาลแยกคดีที่มีหลายข้อหาออกเป็นคนละคดีได้ วรรคหนึ่งว่าด้วยข้อหาที่ไม่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งศาลต้องสั่งแยกโดยเร็ว และให้โจทก์ดำเนินคดีข้อหาที่แยกออกไปเสมือนอีกคดีหนึ่งตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนด วรรคสองเป็นอำนาจแยกเพื่อความสะดวกที่กว้างกว่า โดยแยกข้อหาที่เกี่ยวเนื่องกันได้หากการแยกพิจารณาจะสะดวกกว่า ใช้ได้ทุกเวลาก่อนมีคำพิพากษาและต้องฟังคู่ความทุกฝ่ายก่อน ในทางปฏิบัติยังพบในกรณีที่อีกฝ่ายอ้างว่ามีการรวมข้อหาที่แยกได้ไว้ด้วยเจตนาไม่สุจริต เช่น เพื่อหลีกเลี่ยงค่าขึ้นศาล
ความสำคัญต่อ
การแยกข้อหาอาจเป็นคุณหรือเป็นโทษก็ได้ หากการรวมข้อหาทำให้ประเด็นสับสนหรือทำให้เสียเปรียบ ควรขอให้ศาลแยกออกเพื่อให้แต่ละข้อได้รับการพิจารณาอย่างชัดเจน ในทางกลับกัน การรวมข้อหาที่แยกได้ โดยเฉพาะเพื่อลดค่าขึ้นศาล อาจถูกอีกฝ่ายยื่นคำร้องขอให้แยกคดี และเนื่องจากข้อหาที่แยกออกจะดำเนินเป็นคดีต่างหากตามเงื่อนไขของตน จึงควรเตรียมรับกำหนดเวลาและค่าธรรมเนียมที่อาจแยกกัน
คำตัดสินศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8730/2558 (2015)
มาตรา 29 เป็นฐานให้คู่ความขอให้แยกคดีเมื่อโจทก์รวมข้อหาต่างประเภทที่แยกจากกันได้ไว้ในคดีเดียว ซึ่งมักยกขึ้นพร้อมข้ออ้างว่าการรวมฟ้องเป็นการหลีกเลี่ยงค่าขึ้นศาล
ภายหลังชี้สองสถาน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งว่า มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องทั้งสามประเภทเป็นหนี้คนละประเภทและแยกจากกันได้ การที่โจทก์ฟ้องรวมกันโดยเสียค่าขึ้นศาลครั้งเดียวเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและหลีกเลี่ยงค่าขึ้นศาล ไม่ชอบด้วยมาตรา 29 และศาลควรจำหน่ายคดี ข้อความในสำนวนบันทึกข้อโต้แย้งของคู่ความที่อ้างมาตรา 29 เป็นฐานขอให้แยกคดี
คำพิพากษาที่คัดเลือกการพิจารณาคดีจากเทคโนโลยีศาลฎีกาคำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา
เลย
ศาลแยกคดีที่มีหลายข้อหาได้หรือไม่
ได้ ตามมาตรา 29 ศาลอาจแยกข้อหาที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้ออื่นออกไป และอาจแยกข้อหาที่เกี่ยวเนื่องกันเมื่อการแยกพิจารณาจะสะดวกกว่า ทั้งโดยเห็นสมควรเองหรือตามคำร้องของผู้มีส่วนได้เสีย
ข้อหาที่ถูกแยกออกไปจะเป็นอย่างไร
หากโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อ ศาลจะพิจารณาข้อหาที่แยกออกไปเสมือนเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหาก ตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนด