1: บทวิเคราะห์ศัพท์
คนบทกฎหมาย
ในกฎหมายกฎนี้คุณควรอ่านกฎเกณฑ์เป็นหลัก
(๑) “ศาล” ในศาลยุติธรรมหรือการพิจารณาคดีที่พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง
(๒) “คดี” ในการพิจารณาพิจารณาคำกล่าวต่อศาลเพื่อขอรับรองการคุ้มครองบังคับตามหรือเพื่อการใช้สิทธิหรือหน้าที่
(๓) “คำตัดสินทุกอย่าง” เป็นการพิจารณาใด ๆ ที่โจทก์ได้การพิจารณาคดีต่อศาลอีกครั้งได้เสนอด้วยวาจาหรือทำเป็นหนังสือได้เสนอต่อศาลชั้นต้นหรือชั้นหนังสือรับรองหรือรีกาก็สามารถเสนอให้เริ่มคดีโดยคำตัดสินหรือคำร้องขอหรือเสนอโดยการพิจารณาโดยคำพิจารณาเพิ่มเติมหรือแก้ไขหรือพิจารณาแย้งหรือโดยพิจารณาคดีไม่ว่าด้วยสมัครใจหรือถูกบังคับหรือร้องขอให้พิจารณาใหม่
(4) “คำให้การ” ในการดำเนินการพิจารณาใด ๆ ซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายหนึ่งยกข้อต่อสู้เป็นจุด ๆ แก้คำเพื่อใช้สนับสนุนการพิจารณาคดีทางกฎหมายนี้ในส่วนของคำวิจารณ์
(๕) “คำคู่ความ” นอกจากนี้ ยังมีคำอ้างอิงคำให้การหรือคำร้องที่ยื่นต่อศาลเพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ
(๖) “คำดังกล่าว” เป็นคำแถลงด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือยื่นต่อศาลด้วยจุดประสงค์ที่จะเสนอต่อศาลในข้อความในประเด็นที่จะยกขึ้นอ้างในคำคู่ความหรือในปัญหาใดที่ศาลจะยึดมีการดำเนินการหรือคำพิพากษาในข้อที่เป็นคู่ความฝ่ายป้องกันนั้นเพียงแต่แสดงหรือกล่าวทบทวนหรือยืนยันหรือคำอธิบายข้อความแห่งคำสืบสวนและปัญหาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงซึ่งอาจเป็นคำที่อาจรวมถึงคำคู่ความ
() “การดำเนินการพิจารณา” ถือเป็นการพิจารณาใดๆ ที่สำคัญในการพิจารณาคดีอย่างเป็นทางการในกฎหมายนี้อันเกี่ยวเนื่องด้วยคดีที่มีส่วนเกิดขึ้นโดยคู่ความในคดีนั้นหรือโดยศาลหรือตามคำสั่งของศาลไม่ว่าการนั้นจะเป็นโดยคู่ความฝ่ายใดทำต่อศาลหรือต่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือศาลทำต่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทุกฝ่ายและพิจารณาส่งคำคู่ความและเอกสารอื่น ๆ ของคณะกรรมการสอบสวนและอัยการศาลนี้
(๘) “ร้องไห้” ในการพิจารณาคดีศาลใดศาลหนึ่งก่อนศาลนั้นชี้ขาดหรือจำหน่ายคดีโดยคำพิพากษาหรือคำสั่ง
(๙) “การนั่งพิจารณา” ในส่วนของการที่ประตูออกนั่งเกี่ยวกับกรณีต่างๆ เช่น ชี้ให้เห็นสองสถานสืบเนื่องการดำเนินการต่างๆ สวนของลูกค้าตามคำขอต่างๆ และฟังคำนั้นด้วยวาจา...
(๑๐) “วันสืบพยาน” ในวันที่ศาลเริ่มต้นทำการสืบค้น
(๑๑) “คู่ความ” ในกรณีที่บุคคลผู้ยื่นคำตัดสินหรือถูกพิจารณาต่อศาลและเพื่อประโยชน์แห่งกระบวนการดำเนินการพิจารณาให้รวมถึงบุคคลผู้มีสิทธิการแทนบุคคลนั้น ๆ ตามกฎหมายหรือในฐานะทนายความ
(๑๒) “บุคคลผู้ไร้ความสามารถ” บุคคลใด ๆ ที่ไม่มีความสามารถหรือความสามารถถูกจำกัดโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยความสามารถ
(๑๓) “ความต้องการโดยรูปลักษณ์” ส่วนบุคคลซึ่งคุณสมบัติทางกฎหมายที่จะดำเนินการแทนบุคคลไร้ความสามารถหรือเป็นคุณสมบัติที่ให้คำวิจารณ์หรือเป็นตัวอย่างแก่ผู้ไร้ความสามารถในอันที่จะนำไปสู่การดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ
(๑๔) เจ้าพนักงานบังคับคดีในฐานะเจ้าพนักงานในสำนักงานกฎหมายควบคุมคดีหรือพนักงานอื่น ๆ ผู้ควบคุมตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้อยู่ในอันอันที่จะปฏิบัติตามคำสั่งศาลประกอบ ๔๔เพดานศาลกฎหมายนี้เพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่ความพิจารณาคดีหรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง และให้หมายความถึงบุคคลที่ได้รับจากเจ้าพนักงานบังคับคดีให้แทน
คำแปลภาษาไทย
ในประมวลกฎหมายนี้ เว้นแต่บริบทจะกำหนดเป็นอย่างอื่น:
(1) "ศาล" หมายถึง ศาลยุติธรรมหรือผู้พิพากษาที่มีอำนาจพิจารณาและตัดสินคดีแพ่ง.
(2) "คดี" หมายถึงกระบวนการตั้งแต่วินาทีที่ยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อให้สิทธิหรือหน้าที่ได้รับการรับรอง คุ้มครอง บังคับใช้ หรือใช้สิทธิ.
(3) "คำฟ้อง" หมายถึง การดำเนินการใดๆ ที่โจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาล ไม่ว่าจะยื่นด้วยวาจาหรือเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ว่าจะยื่นต่อศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา ไม่ว่าจะยื่นในตอนเริ่มต้นคดีโดยทางคำฟ้องหรือคำร้อง หรือยื่นในภายหลังโดยทางคำฟ้องเพิ่มเติมหรือคำฟ้องแก้ไข คำฟ้องแย้ง หรือโดยการเข้าแทรกแซงในคดี ไม่ว่าจะโดยสมัครใจหรือถูกบังคับ หรือโดยการขอให้พิจารณาคดีใหม่.
(4) "คำตอบ" หมายถึง การดำเนินการใดๆ ที่ฝ่ายหนึ่งยกข้อแก้ตัวเพื่อตอบโต้คำฟ้องตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายนี้ ยกเว้นคำแถลงโต้แย้ง.
(5) "คำฟ้อง" หมายถึง คำฟ้อง คำตอบ หรือคำร้องทั้งหมดที่ยื่นต่อศาลเพื่อกำหนดประเด็นข้อพิพาทระหว่างคู่กรณี.
(6) "คำแถลงข้อโต้แย้ง" หมายถึง ข้อโต้แย้ง ไม่ว่าจะเป็นวาจาหรือลายลักษณ์อักษร ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้กล่าวหรือยื่นต่อศาลโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอความคิดเห็นต่อศาลในประเด็นที่ยกขึ้นในคำฟ้องหรือคำให้การ หรือในประเด็นใดๆ ที่ศาลจะต้องออกคำสั่งหรือพิพากษา โดยที่ฝ่ายนั้นเพียงแต่แสดง กล่าวซ้ำ ยืนยัน หรืออธิบายสาระสำคัญของพยานหลักฐานและประเด็นข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงทั้งหมด คำแถลงข้อโต้แย้งอาจรวมอยู่ในคำฟ้องหรือคำให้การก็ได้.
(7) "การดำเนินการ" หมายถึง การกระทำใดๆ ที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายนี้เกี่ยวกับคดี ซึ่งกระทำโดยคู่ความในคดี หรือโดยศาล หรือโดยคำสั่งของศาล ไม่ว่าจะกระทำโดยคู่ความต่อศาลหรือต่อคู่ความอีกฝ่าย หรือโดยศาลต่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือต่อคู่ความทุกฝ่าย และรวมถึงการส่งคำฟ้องและเอกสารอื่นๆ ตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายนี้.
(8) "การพิจารณาคดี" หมายถึงการดำเนินการทั้งหมดในศาลที่กำหนดก่อนที่ศาลนั้นจะตัดสินหรือยุติคดีโดยคำพิพากษาหรือคำสั่ง.
(9) "นั่งพิจารณาคดี" หมายถึง ศาลนั่งพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดี เช่น การตัดสินประเด็น การสอบปากคำพยาน การสอบสวน การรับฟังคำร้องต่างๆ และการรับฟังคำแถลงโต้แย้งด้วยวาจา.
(10) "วันที่เริ่มรับฟังพยานหลักฐาน" หมายถึง วันที่ศาลเริ่มรับฟังพยานหลักฐาน.
(11) "ฝ่าย" หมายถึง บุคคลที่ยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาล และเพื่อวัตถุประสงค์ในการดำเนินคดี ให้รวมถึงบุคคลที่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะกระทำการแทนบุคคลดังกล่าว หรือในฐานะทนายความ.
(12) "บุคคลที่ไร้ความสามารถ" หมายถึง บุคคลใดที่ขาดความสามารถตามกฎหมาย หรือมีความสามารถจำกัด ตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยความสามารถ.
(13) "ผู้แทนตามกฎหมาย" หมายถึง บุคคลที่กฎหมายมีสิทธิกระทำการแทนบุคคลที่ไร้ความสามารถ หรือบุคคลที่ต้องให้การอนุญาตหรือความยินยอมแก่บุคคลที่ไร้ความสามารถในการกระทำการใดๆ.
(14) "เจ้าหน้าที่บังคับคดี" หมายถึง เจ้าหน้าที่ที่สังกัดกรมบังคับคดี หรือเจ้าหน้าที่อื่นที่มีอำนาจตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้บังคับ เพื่อดำเนินการตามวิธีการที่กำหนดไว้ในหมวด 4 ของประมวลกฎหมายนี้ เพื่อปกป้องสิทธิของคู่กรณีในระหว่างการพิจารณาคดี หรือเพื่อบังคับใช้คำพิพากษาหรือคำสั่ง และรวมถึงบุคคลที่เจ้าหน้าที่บังคับคดีมอบหมายให้ทำหน้าที่แทนด้วย.
คำแปลนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบโดยสำนักงาน โปรดอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก
หมายเหตุสำนักงาน
มาตรานี้เป็นบทวิเคราะห์ศัพท์ซึ่งเปิดรูปแบบกฎหมาย (ลักษณะ 1) กำหนดคำอธิบายคำศัพท์ที่บทต่อๆ ไปอ้างอิงเช่น คำวิจารณ์คำคู่ความและคู่ความในเชิงอรรถ, ทั้งระบบควบคุมกฎหมาย ทำว่าเอกสารใดเป็นคำวินิจฉัยหรือเป็นเพียงคำร้องหรือเป็นคำคู่ความในสถานที่หรืออาจชี้ขาดปัญหาเรื่องสืบสวนสอบสวนต่อเนื่องกัน สิทธิยกข้อต่อสู้ในชั้นวารสารและคู่ความเพิ่มเติมนิยามเจ้าพนักงานบังคับคดีใน (๑๔) ใช้ในการบังคับคดีตามภาค ๔
ความสำคัญต่อ
ให้คุณฟังการร้องประกอบต่างๆ ในรูปแบบต่างๆ ของทฤษฎีการที่เอกสารถือเป็นคำเซอร์ไพร์สแย้งหรือคำร้องที่มีผลต่อค่าขึ้นศาลประกอบ ในบางกรณีเนื่องจากเป็นเซอร์ไพรส์ที่ซับซ้อนทั้งยังกำหนดว่าใครเป็นคู่ความที่มีสิทธิได้รับสัญลักษณ์และดำเนินคดีโดยทนายความการพิจารณาคดีเอกสารระบบจัดประเภทอย่างไรเป็นพิเศษปรึกษาก่อนยื่นฟ้อง
คำตัดสินศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้
-
คำพิพากษาฎีกาที่ 1541/2568 (2025)
คำแก้การร้องขอจดหมายถือเป็นคำคู่ความตามมาตรา 1 (5) คู่ความที่ยื่นคำแก้จดหมายเหตุจึงตั้งไว้ให้ประเด็นสำคัญในศาลชั้นร้องขอร้องเรียน วินิจฉัยได้ภายในร่างกายจะมีผลในจดหมายเหตุ
ผู้มีอำนาจยื่นร้องขอร้องขอเอกสารทางกฎหมายเพราะศาลชั้นต้นยกคำร้องขอ แต่ยื่นคำแก้ร้องขอร้องเรียนว่าผู้ร้องขอไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอศาลเห็นว่ายุติธรรมเป็นคำคู่ความตามมาตรา 1 (5) ประเด็นเรื่องอำนาจจึงยังไม่มีการพิจารณาและคงมีอยู่ในชั้นหนังสือร้องเรียน
-
คำตัดสินศาลฎีกาที่ 1460/2567 (2024)
คำร้องขอให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมเรียกร้องสิทธิไล่เบี้ยหรือค่าต่างๆ ตามมาตรา 57 (3) ไม่เป็นคำแถลงตามมาตรา 1 (3) เพราะเหตุกราดขอให้บังคับบุคคลนั้นชำระหนี้ผู้ร้อง
จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกบุคคลภายนอกที่เพิ่มขึ้นเข้ามาเป็นจำเลยร่วมเพื่อร่วมรับผิดต่อโจทก์ ศาลเห็นว่าไม่เป็นคำที่ประกอบกันเป็นพิเศษ
-
คำตัดสินศาลฎีกาที่ 2564/2567 (2024)
ชื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีตามมาตรา 1 (14) หมายถึงรวมถึงเจ้าพนักงานในสำนักงานตำรวจบังคับพนักงานอื่น ๆ ผู้ควบคุมกฎอัยการและได้รับคำสั่งศาลนำนิยามนี้มาพิจารณาการสืบสวนการขายทอดตลาดในชั้นควบคุมคดี
โจทก์พยายามสอบสวนคดีใหม่เพื่อเพิกถอนการขายทอดตลาดในการควบคุมคดีศาลฎีกานิยามเจ้าพนักงานบังคับคดีตามมาตรา 1 (14) และวินิจฉัยว่าการสอบสวนต้องยื่นต่อศาลที่ดำเนินการบังคับคดีเดิมมิใช่ผู้กำกับเป็นคดีใหม่
คำพิพากษาที่คัดเลือกการพิจารณาคดีจากเทคโนโลยีศาลฎีกาคำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา
มีคำพิพากษาศาลฎีกาอ้างถึงมาตรานี้ 213 คดี (พ.ศ. 2490 ถึง 2568)
ตัวอย่างคำพิพากษาที่อ้างถึง
- คำพิพากษาฎีกาที่ 1541/2568 (2025)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 1460/2567 (2024)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 3748/2565 (2022)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 3386/2565 (2022)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 4864/2564 (2021)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 827/2560 (2017)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 4085/2559 (2016)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 13316/2558 (2015)
รายการนี้คัดเลือกโดยระบบ โดยให้น้ำหนักกับคำพิพากษาที่ยกมาตรานี้ขึ้นวินิจฉัย มากกว่าคำพิพากษาที่เพียงอ้างถึงตอนพิพากษาลงโทษ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยสำนักงาน
มักถูกอ้างถึงพร้อมกับ
มาตราที่ปรากฏร่วมกับมาตรานี้บ่อยที่สุดในคำพิพากษาเดียวกัน ตัวเลขคือจำนวนคดี
นับจากฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกาของสำนักงาน จำนวน 83,652 คดี (พ.ศ. 2464 ถึง 2569) จำนวนคดีนับครบถ้วน ส่วนช่วงปีที่แสดงได้ตัดปีที่มีคดีน้อยผิดปกติออก เพื่อให้สะท้อนช่วงเวลาที่มีการอ้างถึงจริง ตัวเลขนี้คำนวณโดยสำนักงานเอง ไม่ใช่สถิติทางการของศาล วิธีการนับและตรวจสอบ
เลย
คำศัพท์เกี่ยวกับคำคู่ความต่างกันอย่างไร
คำพิจารณาคือขั้นตอนการพิจารณาที่โจทก์เสนออ้างต่อศาลส่วนคำคู่เป็นคำที่กว้างกว่าคำฟ้องคำให้การ และคำร้องที่ยื่นต่อศาลเพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความตามมาตรา 1 (3) และ (5)
ใครบ้างที่ถือเป็นคู่ความในคดีแพ่ง
ตามมาตรา 1 (11) คู่ความคือผู้ยื่นคำร้องหรือผู้ถูกนำเสนอและเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดียังคงรวมถึงผู้มีสิทธิการพิจารณาคดีแทนในกรณีที่พิจารณาโดยเหตุผลหรือทนายความ
เจ้าพนักงานบังคับคดีคือใคร
ส่วนที่ 1 (14) อธิบายว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีคือเจ้าพนักงานในสำนักงานกฎหมายหรือพนักงานอื่น ๆ ผู้มีอำนาจในการควบคุมคดีตามภาค 4 เพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่ความหรือบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง
ผู้จัดการฝ่ายบน ThaiLawOnline
วิธีอ้างอิงมาตรานี้
-
อ้างอิงแบบทั่วไป
Civil Procedure Code, s. 1 (Thailand) -
อ้างอิงแบบวิชาการ
Civil Procedure Code (Thailand), s. 1. ThaiLawOnline, https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-1/ (accessed 11 สิงหาคม 2026). -
อ้างอิงแบบไทย
ป.วิ.พ. มาตรา 1 -
ลิงก์ถาวร
https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-1/ -
โค้ดสำหรับฝังในเว็บอื่น
<blockquote cite="https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-1/"><p>ในประมวลกฎหมายนี้ ถ้าข้อความมิได้แสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น (๑) “ศาล” หมายความว่า ศาลยุติธรรมหรือผู้พิพากษาที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง (๒) “คดี” หมายความว่า กระบวนพิจารณานับตั้งแต่เสนอคำฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้รับรอง คุ้มครองบังคับตามหรือเพื่อการใช้ซึ่งสิทธิหรือหน้าที่ (๓) “คำฟ้อง” หมายความว่า กระบวนพิจารณาใด ๆ ที่โจทก์ได้เสนอข้อหาต่อศาล ไม่ว่าจะได้เสนอด้วยวาจาหรือทำเป็นหนังสือ ไม่ว่าจะได้เสนอต่อศาลชั้นต้นหรือชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา ไม่ว่าจะได้เสนอในขณะที่เริ่มคดีโดยคำฟ้องหรือคำร้องขอ หรือเสนอโดยภายหลังโดยคำฟ้องเพิ่มเติมหรือแก้ไข หรือฟ้องแย้งหรือโดยสอดเข้ามาในคดีไม่ว่าด้วยสมัครใจ หรือถูกบังคับ หรือโดยมีคำขอให้พิจารณาใหม่ (๔) “คำให้การ” หมายความว่า กระบวนพิจารณาใด ๆ ซึ่งคู่ความฝ่ายหนึ่งยกข้อต่อสู้เป็นข้อแก้คำฟ้องตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้ นอกจากคำแถลงการณ์ (๕) “คำคู่ความ” หมายความว่า บรรดาคำฟ้อง คำให้การหรือคำร้องทั้งหลายที่ยื่นต่อศาลเพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ (๖) “คำแถลงการณ์” หมายความว่า คำแถลงด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือ ซึ่งคู่ความฝ่ายหนึ่งกระทำหรือยื่นต่อศาล ด้วยมุ่งหมายที่จะเสนอความเห็นต่อศาลในข้อความในประเด็นที่ได้ยกขึ้นอ้างในคำคู่ความหรือในปัญหาข้อใดที่ศาลจะพึงมีคำสั่งหรือคำพิพากษา ซึ่งในข้อเหล่านี้คู่ความฝ่ายนั้นเพียงแต่แสดง หรือกล่าวทบทวนหรือยืนยันหรืออธิบายข้อความแห่งคำพยานหลักฐาน และปัญหาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงทั้งปวง…</p><footer>Civil Procedure Code, s. 1 (Thailand) — <a href="https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-1/">ไทยลอว์ออนไลน์</a></footer></blockquote>
ตัวบทภาษาไทยเป็นฉบับที่ใช้บังคับ คำแปลภาษาอังกฤษเป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการโดย ThaiLawOnline เผยแพร่ให้นำไปใช้ต่อได้โดยอ้างที่มา