ตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา ใบอนุญาตทนายความไทย เลขที่ 3149/2556 +66 87 225 1340 (EN/FR) +66 87 414 9288 (TH) วาส

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 49: รายงานศาลเป็นพยานหลักฐานเบื้องต้น

ตัวบทกฎหมาย

ในส่วนที่เกี่ยวด้วยคำแถลงหรือคำคัดค้านของคู่ความ หรือคำให้การของพยานหรือผู้เชี่ยวชาญหรือข้อตกลงในการสละสิทธิของคู่ความนั้น ให้ถือว่ารายงานของศาลเป็นพยานหลักฐานเบื้องต้นได้ต่อเมื่อศาลได้อ่านให้คู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องฟังและได้จดลงไว้ซึ่งข้อแก้ไขเพิ่มเติมตามที่ขอร้องหรือที่ชี้แจงใหม่ ทั้งคู่ความหรือบุคคลนั้น ๆ ได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ

คำแปลภาษาอังกฤษ

As regards the statements or objections of the parties, the testimony of witnesses or experts, or an agreement by a party to waive a right, the report of the court shall be deemed to be prima facie evidence only where the court has read it out to the parties or the persons concerned and has recorded the corrections or additions requested or newly explained, and where those parties or persons have signed it as authentication.

คำแปลนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบโดยสำนักงาน โปรดอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก

หมายเหตุของสำนักงาน

มาตรา 49 กำหนดเงื่อนไขที่ทำให้รายงานของศาลมีน้ำหนักเป็นพยานหลักฐานสำหรับสิ่งที่แถลงหรือตกลงในศาล สำหรับคำแถลงหรือคำคัดค้านของคู่ความ คำให้การพยานหรือผู้เชี่ยวชาญ หรือข้อตกลงสละสิทธิ รายงานจะเป็นพยานหลักฐานเบื้องต้นได้ต่อเมื่อครบสามเงื่อนไข คือ ศาลอ่านให้คู่ความหรือผู้เกี่ยวข้องฟัง จดข้อแก้ไขเพิ่มเติมตามที่ขอหรือชี้แจงใหม่ และผู้นั้นลงลายมือชื่อไว้ บทนี้ใช้ประกอบหน้าที่จดรายงานตามมาตรา 48 กล่าวคือ มาตรา 48 กำหนดให้จดรายงาน ส่วนมาตรา 49 กำหนดว่าเมื่อใดรายงานนั้นจึงใช้เป็นพยานหลักฐานของข้อความในรายงานได้ รายงานที่อ่านและลงชื่อโดยชอบอาจผูกคู่ความให้ต้องรับผลของการสละข้อต่อสู้ที่แถลงผ่านทนายความในศาลได้

ความสำคัญในทางปฏิบัติ

สิ่งที่ท่านหรือทนายความของท่านแถลง ตกลง หรือสละในศาล อาจย้อนกลับมาเป็นพยานหลักฐานที่ผูกมัดท่านได้ หากศาลอ่านให้ฟัง จดไว้ และท่านลงชื่อ จึงควรถือว่าทุกคำแถลงในศาลจะถูกยึดถือ ก่อนลงชื่อในรายงานกระบวนพิจารณา ควรตรวจให้รอบคอบและขอแก้ไขหากไม่ตรงกับที่ท่านแถลงจริง ข้อแก้ไขนั้นต้องถูกจดไว้ ข้อนี้สำคัญยิ่งสำหรับการสละสิทธิและการยอมรับข้อเท็จจริงซึ่งอาจชี้ขาดคดี เนื่องจากการยอมเพียงข้อเดียวที่จดไว้อาจผูกมัดได้ อย่าตกลงสิ่งใดในศาลโดยยังไม่ได้ปรึกษาทนายความไทย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้

  1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 987/2541 (1998)

    เมื่อคู่ความแถลงต่อศาล ศาลจดไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา อ่านให้คู่ความฟัง และทนายความลงชื่อไว้ รายงานกระบวนพิจารณานั้นย่อมเป็นพยานหลักฐานเบื้องต้นว่าได้มีการดำเนินกระบวนพิจารณาดังที่จดไว้ ตามมาตรา 49 ซึ่งเป็นขอบเขตหน้าที่ของมาตรา 49 ในคดีนี้ ส่วนเมื่อข้อความที่จดไว้เป็นการที่คู่ความสละข้อต่อสู้ตามคำให้การทั้งหมดเหลือไว้เพียงประเด็นเดียว ผลของคำแถลงนั้นย่อมเป็นการรับข้อเท็จจริงตามที่กล่าวอ้าง และเป็นมาตรา 84 (1) ที่ทำให้คู่ความอีกฝ่ายไม่ต้องนำสืบข้อเท็จจริงในประเด็นนั้นอีกต่อไป

    ก่อนวันสืบพยานในคดีที่จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ ทนายโจทก์และทนายจำเลยที่ 2 ที่ 3 มาศาล และร่วมกันแถลงว่าคดีตกลงกันไปเกือบเสร็จสิ้นแล้ว ยังติดขัดรายละเอียดอีกเล็กน้อย ขอเลื่อนคดีเพื่อทำยอมนัดหน้า และฝ่ายจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยินดีสละข้อต่อสู้ตามคำให้การทั้งหมด คงเหลือไว้ประเด็นเดียวคือค่าเสียหาย หากนัดหน้าทำยอมกันไม่ได้ก็ติดใจสู้ประเด็นนี้เพียงประการเดียว ศาลชั้นต้นได้จดรายงานกระบวนพิจารณาไว้และอ่านให้คู่ความฟังแล้ว โดยทนายจำเลยที่ 2 ที่ 3 ได้ลงชื่อไว้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ารายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวจึงเป็นพยานหลักฐานเบื้องต้นตามมาตรา 49 และคำแถลงนั้นเป็นการสละข้อต่อสู้ข้ออื่นทั้งหมด รวมทั้งข้อที่ว่าจำเลยที่ 1 มิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ซึ่งกระทำไปในทางการที่จ้าง โจทก์จึงไม่ต้องนำสืบข้อเท็จจริงในประเด็นนี้อีกต่อไปตามมาตรา 84 (1)

คำพิพากษาที่คัดสรรและตรวจสอบเลขคดีจากฐานข้อมูลศาลฎีกา คำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา

มีคำพิพากษาศาลฎีกาอ้างถึงมาตรานี้ 5 คดี (พ.ศ. 2490 ถึง 2563)

ตัวอย่างคำพิพากษาที่อ้างถึง

  • คำพิพากษาฎีกาที่ 987/2541 (1998)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 354/2511 (1968)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 5187/2538 (1995)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 616/2490 (1947)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 8368/2563 (2020)

รายการนี้คัดเลือกโดยระบบ โดยให้น้ำหนักกับคำพิพากษาที่ยกมาตรานี้ขึ้นวินิจฉัย มากกว่าคำพิพากษาที่เพียงอ้างถึงตอนพิพากษาลงโทษ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยสำนักงาน

นับจากฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกาของสำนักงาน จำนวน 83,652 คดี (พ.ศ. 2464 ถึง 2569) จำนวนคดีนับครบถ้วน ส่วนช่วงปีที่แสดงได้ตัดปีที่มีคดีน้อยผิดปกติออก เพื่อให้สะท้อนช่วงเวลาที่มีการอ้างถึงจริง ตัวเลขนี้คำนวณโดยสำนักงานเอง ไม่ใช่สถิติทางการของศาล วิธีการนับและตรวจสอบ

คำถามที่พบบ่อย

รายงานของศาลถือเป็นพยานหลักฐานของสิ่งที่แถลงในศาลเมื่อใด

ตามมาตรา 49 รายงานของศาลเกี่ยวกับคำแถลง คำให้การ หรือการสละสิทธิ จะเป็นพยานหลักฐานเบื้องต้นได้ก็ต่อเมื่อศาลอ่านให้ผู้เกี่ยวข้องฟัง จดข้อแก้ไขเพิ่มเติมที่ขอ และให้ผู้นั้นลงลายมือชื่อไว้

เราจะถูกผูกมัดด้วยการสละสิทธิที่ทนายความแถลงในศาลหรือไม่

ได้ หากทนายความของท่านสละข้อต่อสู้ในศาลและศาลจดคำแถลง อ่านให้ฟัง และมีการลงลายมือชื่อ มาตรา 49 อาจทำให้รายงานนั้นเป็นพยานหลักฐานเบื้องต้นของการสละสิทธิที่ผูกมัดฝ่ายท่านได้

ผู้จัดการฝ่ายบน ThaiLawOnline

วิธีอ้างอิงมาตรานี้

  • อ้างอิงแบบทั่วไป Civil Procedure Code, s. 49 (Thailand)
  • อ้างอิงแบบวิชาการ Civil Procedure Code (Thailand), s. 49. ThaiLawOnline, https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-49/ (accessed 1 กันยายน 2026).
  • อ้างอิงแบบไทย ป.วิ.พ. มาตรา 49
  • ลิงก์ถาวร https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-49/
  • โค้ดสำหรับฝังในเว็บอื่น <blockquote cite="https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-49/"><p>ในส่วนที่เกี่ยวด้วยคำแถลงหรือคำคัดค้านของคู่ความ หรือคำให้การของพยานหรือผู้เชี่ยวชาญหรือข้อตกลงในการสละสิทธิของคู่ความนั้น ให้ถือว่ารายงานของศาลเป็นพยานหลักฐานเบื้องต้นได้ต่อเมื่อศาลได้อ่านให้คู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องฟังและได้จดลงไว้ซึ่งข้อแก้ไขเพิ่มเติมตามที่ขอร้องหรือที่ชี้แจงใหม่ ทั้งคู่ความหรือบุคคลนั้น ๆ ได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ</p><footer>Civil Procedure Code, s. 49 (Thailand): <a href="https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-49/">ไทยลอว์ออนไลน์</a></footer></blockquote>

ตัวบทภาษาไทยเป็นฉบับที่ใช้บังคับ คำแปลภาษาอังกฤษเป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการโดย ThaiLawOnline เผยแพร่ให้นำไปใช้ต่อได้โดยอ้างที่มา

เนื้อหานี้จัดทำเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนนำไปใช้กับกรณีจริง

เลื่อนขึ้น
WhatsApp LINE โทร จอง