Landmark คำพิพากษาสำคัญ Civil & Commercial Codeป.พ.พ. Decision 3290/2545 คำพิพากษาที่ 3290/2545 2002 (B.E. 2545) Expat Critical

Paternity and Maintenance in Single Action การฟ้องรับรองบุตรและค่าอุปการะในคดีเดียว

CCC Sections: มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

A child born to a woman who is not married to the father is the legitimate child of the mother under Section 1546, so the mother is the child's legal representative. Section 1556 provides specifically that an action to have a child recognised as the father's is brought by the child through that legal representative, who acts in that capacity and cannot bring the action in her own name; neither the child being raised by others nor a later adoption disturbs that right once the action has begun. Standing is a question of public order, so it may be raised for the first time in the Supreme Court even though it was not argued below. A claim for a declaration of paternity and a claim for maintenance may be brought in a single action, and in fixing the amount the court weighs the means of the person bound to pay, the station of the person receiving and the circumstances of the case.

เด็กที่เกิดจากหญิงซึ่งมิได้สมรสกับชายเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของมารดาตามมาตรา 1546 มารดาจึงเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็ก มาตรา 1556 บัญญัติไว้โดยเฉพาะให้ผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นผู้ฟ้องแทนเด็กในคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตร ผู้แทนโดยชอบธรรมจึงกระทำการในฐานะผู้ฟ้องแทน มิอาจกระทำในนามส่วนตัวได้ และการที่เด็กอยู่ในความอุปการะของผู้อื่นหรือมีผู้จดทะเบียนรับเป็นบุตรบุญธรรมภายหลังฟ้องคดีแล้ว ไม่กระทบสิทธินั้น ปัญหาอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้แม้มิได้ว่ากล่าวกันมาในศาลล่าง คำขอให้รับเด็กเป็นบุตรกับคำขอค่าอุปการะเลี้ยงดูฟ้องรวมมาในคดีเดียวกันได้ และในการกำหนดจำนวน ศาลย่อมคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณี

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

An unmarried Thai mother sued in her own name and as her daughter's legal representative, asking that the father register the child as his and pay maintenance of 50,000 baht a month from the date of filing. The Court of First Instance declared the child to be the defendant's and awarded 20,000 baht a month from the date its judgment became final until majority. The Court of Appeal varied that to a rising scale, 5,000 baht a month for five years, then 6,000 for five years, then 7,000 until majority, and dismissed the mother's own claim. The Supreme Court varied it again to 10,000 baht a month, running from the date the judgment became final until the child reaches majority. On standing, which the Court took up as a question of public order under Civil Procedure Code Section 249 paragraph two although it had not been raised below, a child born to an unmarried mother is her legitimate child under Section 1546, so the mother is the child's legal representative; Section 1556 provides specifically that the action to have a child recognised is brought by the child through that representative, who sues in that capacity and cannot bring the action in her own name. Neither the fact that the child was being raised by the mother's parents, nor their adopting her after the action began, affected the child's own right to bring it. Paternity was established on DNA evidence. The maintenance ordered enforces the duty in Section 1564 for parents to maintain and educate their children during minority; the provisions the court's own report names are Sections 1546 and 1556 and Section 55 of the Civil Procedure Code.
มารดาซึ่งมิได้จดทะเบียนสมรสฟ้องคดีทั้งในนามตนเองและในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของบุตร ขอให้จำเลยจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร และจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรของจำเลย และให้จ่ายเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นเดือนละ 5,000 บาท ในห้าปีแรก แล้วเดือนละ 6,000 บาท ในห้าปีถัดมา และเดือนละ 7,000 บาท จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ ทั้งยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดจนกว่าเด็กจะบรรลุนิติภาวะ ในเรื่องอำนาจฟ้อง ซึ่งศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองเพราะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง แม้มิได้ว่ากล่าวกันมาในศาลล่าง เด็กที่เกิดจากหญิงซึ่งมิได้สมรสกับชายเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ของมารดาตามมาตรา 1546 มารดาจึงเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม และมาตรา 1556 บัญญัติไว้โดยเฉพาะให้ผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นผู้ฟ้องแทนเด็ก ผู้แทนโดยชอบธรรมจึงฟ้องในฐานะผู้ฟ้องแทน มิอาจฟ้องในนามส่วนตัวได้ การที่เด็กอยู่ในความอุปการะของบิดามารดาของโจทก์ที่ 1 หรือการที่บุคคลดังกล่าว จดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมภายหลังฟ้องคดีแล้ว ไม่กระทบสิทธิของเด็กในการฟ้องคดี ความเป็นบิดารับฟังได้จากผลตรวจดีเอ็นเอ ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ศาลกำหนดเป็นการบังคับตามหน้าที่ในมาตรา 1564 ที่บิดามารดาต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

A child born to a woman who is not married to the father is the legitimate child of the mother under Section 1546, so the mother is the child's legal representative. Section 1556 provides specifically that an action to have a child recognised as the father's is brought by the child through that legal representative, who acts in that capacity and cannot bring the action in her own name; neither the child being raised by others nor a later adoption disturbs that right once the action has begun. Standing is a question of public order, so it may be raised for the first time in the Supreme Court even though it was not argued below. A claim for a declaration of paternity and a claim for maintenance may be brought in a single action, and in fixing the amount the court weighs the means of the person bound to pay, the station of the person receiving and the circumstances of the case.
เด็กที่เกิดจากหญิงซึ่งมิได้สมรสกับชายเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของมารดาตามมาตรา 1546 มารดาจึงเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็ก มาตรา 1556 บัญญัติไว้โดยเฉพาะให้ผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นผู้ฟ้องแทนเด็กในคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตร ผู้แทนโดยชอบธรรมจึงกระทำการในฐานะผู้ฟ้องแทน มิอาจกระทำในนามส่วนตัวได้ และการที่เด็กอยู่ในความอุปการะของผู้อื่นหรือมีผู้จดทะเบียนรับเป็นบุตรบุญธรรมภายหลังฟ้องคดีแล้ว ไม่กระทบสิทธินั้น ปัญหาอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้แม้มิได้ว่ากล่าวกันมาในศาลล่าง คำขอให้รับเด็กเป็นบุตรกับคำขอค่าอุปการะเลี้ยงดูฟ้องรวมมาในคดีเดียวกันได้ และในการกำหนดจำนวน ศาลย่อมคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณี

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 3290/2545. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3290/2545 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

An unmarried Thai mother and her daughter sued the father, a foreign national, to have him register the child as his and to pay maintenance.

The Supreme Court confirmed that the child was already the mother's legitimate child under Section 1546 of the Civil and Commercial Code, and that neither the grandparents caring for the child nor their later adoption of her affected the child's own right to bring the action under Section 1556 to have the father acknowledge her.

On the money, the Court varied the Court of Appeal and ordered the father to pay maintenance of 10,000 baht per month until the child reaches majority, running FROM THE DATE THE JUDGMENT BECOMES FINAL. That commencement point matters and is often reported wrongly: the award is not retroactive to the child's birth or to the filing date.

The provisions recorded for this decision are Sections 1546 and 1556 of the Civil and Commercial Code and Section 55 of the Civil Procedure Code.

---
Note: this is an unofficial English rendering of the Supreme Court's reasoning, prepared from the full Thai judgment. The Thai text is the authoritative one.
เด็กหญิง อ. เป็นบุตรของโจทก์ที่ 1 กับจำเลย แม้มิได้จดทะเบียนสมรสกัน เด็กหญิง อ. ก็เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1546 แม้เด็กหญิง อ. จะอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของ น. กับ ป. ซึ่งเป็นบิดามารดาของโจทก์ที่ 1 หรือต่อมาหลังจากฟ้องคดีนี้แล้วน. กับ ป. จะไปจดทะเบียนรับเด็กหญิง อ. เป็นบุตรบุญธรรมก็ตามก็หากระทบกระทั่งถึงสิทธิของเด็กหญิง อ. โจทก์ที่ 2 โดยโจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมในการนำคดีมาฟ้องขอให้จำเลยจดทะเบียนรับรองเด็กหญิง อ. เป็นบุตรตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1556 ที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะไม่ เพราะการฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรตามมาตรานี้ระบุให้ผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กเป็นผู้ฟ้องแทนผู้แทนโดยชอบธรรมจึงไม่อาจกระทำในนามส่วนตัวได้ แต่กระทำการในฐานะผู้ฟ้องแทนได้ ดังนั้น โจทก์ที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้อง
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 กับจำเลยจัดพิธีมงคลสมรสตามประเพณีของคนเชื้อสายอินเดีย และอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาโดยเปิดเผยแต่มิได้จดทะเบียนสมรส ระหว่างอยู่กินด้วยกันมีบุตร 1 คน คือ เด็กหญิงอังคณา จาวลา เกิดเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม2535 ต่อมาเมื่อประมาณปี 2536 โจทก์ที่ 1 และจำเลยมีปากเสียงกันรุนแรงเนื่องจากจำเลยไม่พอใจที่โจทก์ที่ 1 คลอดบุตรคนโตเป็นหญิง ในที่สุดโจทก์ที่ 1 ต้องย้ายออกจากบ้านของจำเลยซึ่งเคยอาศัยอยู่ด้วยกันไปอาศัยอยู่ที่บ้านบิดามารดาของโจทก์ที่ 1 ที่จังหวัดชลบุรีตลอดมาจนถึงปัจจุบัน โจทก์ที่ 1 พาเด็กหญิงอังคณาไปอยู่ด้วย จำเลยไม่เคยเหลียวแลหรือห่วงใยเด็กหญิงอังคณา และไม่เคยไปเยี่ยมเยียนทั้งที่รู้ว่าโจทก์ที่ 1 และเด็กหญิงอังคณาพักอยู่ที่ใด ทั้งไม่ให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่เด็กหญิงอังคณาแต่อย่างใดโจทก์ที่ 1 เคยติดต่อทวงถามให้จำเลยช่วยเหลือเลี้ยงดูเด็กหญิงอังคณา แต่จำเลยเพิกเฉยโจทก์ที่ 1 มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือแจ้งให้จำเลยไปจดทะเบียนรับเด็กหญิงอังคณาเป็นบุตร และให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูในอัตราเดือนละ 50,000 บาท จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเพิกเฉย ขอให้จำเลยจดทะเบียนรับรองเด็กหญิงอังคณา จาวลาเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย หากจำเลยไม่ยอมจดทะเบียนรับรองบุตร ขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่เด็กหญิงอังคณาในอัตราเดือนละ 50,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป
จำเลยให้การว่า เด็กหญิงอังคณาไม่ใช่บุตรของจำเลย จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูและรับเด็กหญิงอังคณาเป็นบุตร จำเลยไม่มีฐานะที่จะอุปการะเลี้ยงดูใครได้ในอัตราเดือนละ 50,000 บาท หากพอจ่ายได้ก็ไม่เกินเดือนละ 1,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง
ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งสองและจำเลยยินยอมไปตรวจดีเอ็นเอเพื่อทราบว่าโจทก์ที่ 1 และเด็กหญิงอังคณากับจำเลยมีความเกี่ยวพันทางสายโลหิตกันหรือไม่ผลการตรวจดีเอ็นเอ แพทย์ผู้ทำการตรวจให้ความเห็นว่า เด็กหญิงอังคณาน่าจะเป็นบุตรของจำเลย ตามรายงานการตรวจวัตถุพยานภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เอกสารหมาย จ.1
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า เด็กหญิงอังคณาเป็นบุตรของจำเลยกับให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่เด็กหญิงอังคณาเดือนละ 20,000 บาท นับตั้งแต่คำพิพากษาถึงที่สุดจนกว่าเด็กหญิงอังคณาจะบรรลุนิติภาวะ
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่เด็กหญิงอังคณา จาวลา เดือนละ 5,000 บาท ภายในกำหนดระยะเวลา 5 ปี นับจากวันที่คำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไป และเดือนละ 6,000 บาท นับถัดจากวันครบกำหนดระยะเวลา 5 ปีแรกเป็นต้นไปมีกำหนดระยะเวลา 5 ปี เดือนละ 7,000 บาท นับถัดจากวันครบกำหนดระยะเวลา 5 ปีที่สอง จนกว่าเด็กหญิงอังคณาจะบรรลุนิติภาวะให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาทแก่เด็กหญิงอังคณา ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
โจทก์ทั้งสองและจำเลยฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ที่ 1 แต่งงานอยู่กินกับจำเลยมิได้จดทะเบียนสมรสกัน เด็กหญิงอังคณาเป็นบุตรของโจทก์ที่ 1 กับจำเลย เกิดเมื่อวันที่ 26ตุลาคม 2535 ระหว่างพิจารณาคดี นายนารินเดอร์ซิงห์ มาลโฮตรากับนางปาวิตร์กอร์มาลโฮตรา บิดามารดาของโจทก์ที่ 1 ได้จดทะเบียนรับเด็กหญิงอังคณาเป็นบุตรบุญธรรมมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าขณะยื่นฟ้องคดีโจทก์ที่ 2 มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จำเลยย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างได้เสมอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249วรรคสอง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเด็กหญิงอังคณาเป็นบุตรของโจทก์ที่ 1 กับจำเลย แม้มิได้มีการจดทะเบียนสมรสกันก็ต้องถือว่าเด็กหญิงอังคณาเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1546 อย่างไรก็ตามแม้จะได้ความว่าเด็กหญิงอังคณาไปอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของนายนารินเดอร์ซิงห์กับนางปาวิตร์กอร์ ก็ดี หรือต่อมาภายหลังเมื่อมีการฟ้องคดีแล้ว นายนารินเดอร์ซิงห์กับนางปาวิตร์กอร์ไปจดทะเบียนรับเด็กหญิงอังคณาเป็นบุตรบุญธรรมก็ดี ก็หากระทบกระทั่งถึงสิทธิของโจทก์ที่ 2 ซึ่งนำคดีมาฟ้องตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1556 ที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะไม่ เพราะการฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรตามมาตรา 1556 นั้น บัญญัติให้ผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กเป็นผู้ฟ้องแทน ดังนั้นผู้แทนโดยชอบธรรมจึงไม่อาจกระทำในนามส่วนตัวได้แต่กระทำการในฐานะผู้ฟ้องแทนได้โจทก์ที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยมีว่า สมควรกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูเพียงใดในข้อนี้โจทก์ทั้งสองนำสืบว่า ปัจจุบันเด็กหญิงอังคณาเรียนอยู่โรงเรียน เอ็ม.ไอ.เอส.ที่ประเทศอินเดีย ค่าเล่าเรียนตกปีละ 150,000 บาท ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงประถมศึกษาปีที่ 5 จากนั้นจะเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 170,000 บาท ค่าเครื่องบินเดินทางไปกลับช่วงปิดเทอมปีละประมาณ 80,000 บาท ค่าเสื้อผ้าปีละประมาณ 30,000 บาท และค่าเบ็ดเตล็ดอื่นอีกปีละ 10,000 บาทเศษ ส่วนจำเลยประกอบธุรกิจเปิดบริษัทใช้ชื่อว่า71 ไบรท์ เซ็นเตอร์ จำหน่ายรถจักรยานยนต์เปิดร้านขายผ้าที่ศูนย์การค้า เอ ที เอ็มและเปิดร้านตัดสูทที่เกาะสมุย เห็นว่า การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้ต้องคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณีโดยเฉพาะการส่งเด็กหญิงอังคณาไปศึกษาเล่าเรียนที่ประเทศอินเดียนั้นค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง จะให้จำเลยรับผิดชอบทั้งหมดเพียงผู้เดียวคงเป็นไปไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้นั้นก็น้อยเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่เด็กหญิงอังคณาเสียใหม่ให้เหมาะสมตามสถานภาพของทั้งสองฝ่ายและพฤติการณ์แห่งกรณี ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่เด็กหญิงอังคณา จาวลาเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไปจนกว่าเด็กหญิงอังคณาจาวลา จะบรรลุนิติภาวะ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

💡 What This Means for You 💡 สิ่งที่หมายถึงสำหรับคุณ

Read the date before you read the rule. This case was decided in 2002. The order it made, maintenance of 10,000 baht a month running from the date the judgment became final, is what the Thai text printed further down this page says, and it is what the law provided at the time. The plaintiffs had asked for maintenance from the date of filing and did not get it.

The law moved six years later. Section 1557 of the Civil and Commercial Code was amended by the Civil and Commercial Code Amendment Act (No. 19) B.E. 2551, published in the Royal Gazette volume 125 part 45 Kor on 7 March 2551 (2008) and in force on 8 March 2008. Section 1557 now provides that legitimacy under section 1547 takes effect from the day of the child's birth, subject to the rights of a third person who acted in good faith in the meantime.

The Supreme Court has since decided the same question the other way, under the amended section. In Decision 7345/2560 a child of unmarried parents sued for maintenance of 10,000 baht a month from birth to the date of filing, 1,720,000 baht in total. The judgment sets out the change expressly: section 1557 formerly made legitimacy effective, in the case of a court declaration, from the date the judgment became final, and the amendment in force on 8 March 2008 made it effective from the date the child was born. Because the child is then legitimate retroactively to birth, the Court held, the right to maintenance runs from the day of delivery, and the maintenance claim can be brought in the same action as the paternity claim. The plaintiff had filed after the amendment, so the Court of Appeal was right to award maintenance from birth to the filing date, and the father's argument that it should run only from the final judgment failed.

Read the two together and the rule is simple. A case decided before 8 March 2008, like this one, runs from the final judgment. A case filed after it runs from the child's birth.

ต้องดูปีที่ตัดสินก่อนดูหลักกฎหมาย คดีนี้ตัดสินเมื่อ พ.ศ. 2545 คำพิพากษาให้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไป ซึ่งตรงกับข้อความภาษาไทยของคำพิพากษาที่ปรากฏด้านล่างของหน้านี้ โจทก์ขอให้นับแต่วันฟ้อง แต่ศาลไม่ได้กำหนดเช่นนั้น

กฎหมายเปลี่ยนในอีกหกปีต่อมา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1557 ได้รับการแก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2551 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนที่ 45 ก วันที่ 7 มีนาคม 2551 และมีผลใช้บังคับวันที่ 8 มีนาคม 2551 มาตรา 1557 ปัจจุบันบัญญัติว่าการเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1547 ให้มีผลนับแต่วันที่เด็กเกิด ทั้งนี้ไม่กระทบสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตในระหว่างนั้น

ต่อมาศาลฎีกาได้วินิจฉัยปัญหาเดียวกันนี้ไปในทางตรงกันข้าม ภายใต้มาตราที่แก้ไขแล้ว ในคำพิพากษาฎีกาที่ 7345/2560 บุตรของบิดามารดาที่มิได้สมรสกันฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันที่โจทก์เกิดจนถึงวันฟ้อง รวมเป็นเงิน 1,720,000 บาท คำพิพากษาระบุความเปลี่ยนแปลงไว้ชัดเจนว่า เดิมมาตรา 1557 ให้การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผลนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุดในกรณีที่ศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร แต่การแก้ไขซึ่งมีผลใช้บังคับวันที่ 8 มีนาคม 2551 ให้มีผลนับแต่วันที่เด็กเกิด เมื่อเด็กมีฐานะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายย้อนหลังไปถึงวันเกิด ศาลจึงวินิจฉัยว่าย่อมมีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูนับแต่วันคลอด และฟ้องเรียกรวมมาในคดีเดียวกับการฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรได้ เมื่อโจทก์ฟ้องภายหลังวันที่มีการแก้ไขกฎหมาย ศาลอุทธรณ์จึงกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูนับแต่วันที่โจทก์เกิดจนถึงวันฟ้องได้โดยชอบ ข้อฎีกาของจำเลยที่ว่าต้องนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดจึงฟังไม่ขึ้น

อ่านสองคำพิพากษานี้ประกอบกันแล้วหลักการชัดเจน คดีที่ตัดสินก่อนวันที่ 8 มีนาคม 2551 เช่นคดีนี้ นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด ส่วนคดีที่ฟ้องภายหลังวันดังกล่าว นับแต่วันที่เด็กเกิด

Frequently Asked Questions คำถามที่พบบ่อย

Can an unmarried mother in Thailand claim paternity and child maintenance in one action? มารดาที่มิได้จดทะเบียนสมรสฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรพร้อมเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูในคดีเดียวกันได้หรือไม่

Yes. A child born to a woman who is not married to the father is the legitimate child of the mother under Section 1546, so she is the child's legal representative, and Section 1556 provides specifically that an action to have a child recognised is brought by the child through that representative. The representative sues in that capacity and not in her own name: in Decision 3290/2545 the mother's own claim was dismissed while the child's succeeded, both claims having been brought together and paternity established on DNA evidence. Neither the child being raised by the mother's parents nor their adopting her after the action had begun disturbed her right to bring it.

ได้ เด็กที่เกิดจากหญิงที่มิได้จดทะเบียนสมรสกับชายเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของมารดาตามมาตรา 1546 มารดาจึงเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็ก และมาตรา 1556 บัญญัติไว้โดยเฉพาะให้ผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นผู้ฟ้องแทนเด็ก ผู้แทนโดยชอบธรรมฟ้องในฐานะผู้ฟ้องแทน มิอาจฟ้องในนามส่วนตัวได้ ในคดีที่ 3290/2545 ศาลจึงยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นมารดา แต่คดีของเด็กฟังขึ้น โดยฟ้องรวมมาในคดีเดียวกันและรับฟังความเป็นบิดาจากผลตรวจดีเอ็นเอ ทั้งการที่เด็กอยู่ในความอุปการะของผู้อื่นหรือมีผู้จดทะเบียนรับเป็นบุตรบุญธรรมภายหลังฟ้องคดีแล้ว ก็ไม่กระทบสิทธิของเด็กในการฟ้องคดี

From what date does maintenance run in a paternity case? ค่าอุปการะเลี้ยงดูในคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรเริ่มนับแต่เมื่อใด

In this case, from the date the judgment became final. The Supreme Court fixed 10,000 baht a month from then until the child reached majority, weighing the father's means, the child's station and the cost of her schooling in India. Section 1557 was later amended with effect from 8 March 2008, and in Decision 7345/2560 the Supreme Court held that a paternity judgment now makes the child legitimate from birth, so maintenance can be claimed from birth.

คดีนี้ศาลฎีกากำหนดให้จ่ายเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดจนกว่าเด็กจะบรรลุนิติภาวะ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณี รวมทั้งค่าเล่าเรียนที่ประเทศอินเดีย ต่อมามีการแก้ไขมาตรา 1557 ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2551 และคำพิพากษาที่ 7345/2560 วินิจฉัยว่าคำพิพากษาว่าเป็นบุตรทำให้เด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายย้อนหลังไปนับแต่วันเกิด จึงเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูนับแต่วันคลอดได้

paternity thailand DNA test child support thai legitimation thailand section 1564

📖 Further Reading on ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline

Sebastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Foreign Legal Consultant
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Thai Attorney and Notary

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Scroll to Top
WhatsApp LINE Call Book