Spouse's Death During Appeal Ends Marriage Before Divorce Is Final but Lover Still Pays สามีตายระหว่างฎีกา การสมรสสิ้นสุดด้วยความตายก่อนคำพิพากษาหย่าถึงที่สุด แต่ชู้ยังต้องใช้ค่าทดแทน
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
1. A divorce by judgment takes effect only when the judgment becomes final (CCC section 1531 paragraph two). If a spouse dies while the divorce ground is still under appeal, the marriage ends by death under section 1501 first, the divorce judgments cease to have effect, appeals on the divorce and the division of marital property are struck out, and the property passes under the law of succession. 2. Compensation from the spouse under section 1523 paragraph one depends on a divorce decreed on the ground in section 1516 (1), so that right falls with the divorce. 3. Compensation from a third party under section 1523 paragraph two does not depend on the divorce: where the third party openly displayed the relationship, the Court may still fix that liability after the marriage has ended by death. 4. An extension of time to appeal benefits only the party who applied for it. Other provisions applied: Civil Procedure Code section 229; Civil Procedure Code sections 142, 246 and 247 (former); Juvenile and Family Court and Procedure Act B.E. 2553 section 6; Emergency Decree Amending the Civil and Commercial Code B.E. 2564.
1. การหย่าโดยคำพิพากษามีผลแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด (ป.พ.พ. มาตรา 1531 วรรคสอง) หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตายในระหว่างที่เหตุหย่ายังอยู่ในชั้นฎีกา การสมรสย่อมสิ้นสุดลงด้วยความตายตามมาตรา 1501 ก่อน คำพิพากษาของศาลล่างที่ให้หย่าเป็นอันสิ้นผล ฎีกาในเรื่องเหตุหย่าและการแบ่งสินสมรสต้องจำหน่ายคดี และทรัพย์สินต้องว่ากล่าวกันตามกฎหมายว่าด้วยมรดก 2. ค่าทดแทนจากคู่สมรสตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ขึ้นอยู่กับการที่ศาลพิพากษาให้หย่าเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) สิทธินั้นจึงสิ้นผลไปพร้อมกับการหย่า 3. ค่าทดแทนจากบุคคลภายนอกตามมาตรา 1523 วรรคสอง ไม่ขึ้นอยู่กับการหย่า เมื่อบุคคลภายนอกแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว โดยอยู่กินฉันสามีภริยากับสามีภายหลังที่สามีไปสู่ขอ ศาลฎีกายังมีอำนาจพิจารณาความรับผิดนั้นได้แม้การสมรสสิ้นสุดลงด้วยความตายแล้ว 4. การขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ที่ศาลอนุญาตแก่จำเลยร่วมคนหนึ่ง ไม่มีผลถึงจำเลยร่วมอีกคนที่มิได้ขอขยาย (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229)
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
The wife sued her husband (the first defendant) and his subordinate at the hospital he ran (the second defendant) on 19 September 2557 (2014) for divorce on the ground in CCC section 1516 (1), division of marital property and 100,000,000 THB in compensation from both defendants. The Central Juvenile and Family Court granted the divorce, ordered joint compensation of 1,000,000 THB and divided land, condominium units, sale proceeds and bank deposits. All parties appealed. While the appeals were pending the husband died on 11 December 2562 (2019). The Supreme Court held, first, that the second defendant's appeal to the Court of Appeal had been filed out of time, so her case was final under the trial court judgment. Second, because the husband was still contesting the section 1516 (1) ground, the divorce judgment had not become final; the marriage therefore ended by death under section 1501 before the divorce could take effect under section 1531 paragraph two. The divorce judgments ceased to have effect, the appeals on the divorce ground and property division were struck out, and the property became a matter of succession law. The wife's right to compensation from the husband under section 1523 paragraph one fell with the divorce. By resolution of its plenary session the Court held that the second defendant, who had openly lived with the husband as his wife, remained liable under section 1523 paragraph two and fixed her compensation at 500,000 THB.
ภริยาฟ้องสามี (จำเลยที่ 1) และลูกน้องของสามีที่โรงพยาบาล (จำเลยที่ 2) เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2557 ขอหย่าเพราะเหตุตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) ขอแบ่งสินสมรส และเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสองร่วมกัน 100,000,000 บาท ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางพิพากษาให้หย่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทน 1,000,000 บาท และแบ่งสินสมรสซึ่งประกอบด้วยที่ดิน ห้องชุด เงินจากการขายทรัพย์สินและเงินฝากธนาคารจำนวนมาก ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้ในส่วนการแบ่งสินสมรส คู่ความทุกฝ่ายฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา สามีถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2562 ศาลฎีกาวินิจฉัยประการแรกว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ยื่นเกินกำหนด คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ประการที่สอง เมื่อสามียังฎีกาโต้แย้งเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) คำพิพากษาให้หย่าจึงยังไม่ถึงที่สุด การสมรสจึงสิ้นสุดลงด้วยความตายตามมาตรา 1501 ก่อนที่การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลตามมาตรา 1531 วรรคสอง คำพิพากษาศาลล่างที่ให้หย่าเป็นอันสิ้นผล ฎีกาในเรื่องเหตุหย่าและการแบ่งสินสมรสให้จำหน่ายคดี และทรัพย์สินต้องว่ากล่าวกันตามกฎหมายว่าด้วยมรดก สิทธิของภริยาที่จะได้รับค่าทดแทนจากสามีตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง สิ้นผลไปพร้อมกับการหย่า ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่กินกับสามีโดยเปิดเผยฉันภริยา ยังต้องรับผิดตามมาตรา 1523 วรรคสอง และกำหนดค่าทดแทน 500,000 บาท
Facts of the Case ข้อเท็จจริง
The wife and the husband had not lived together since 2542 (1999). On 19 September 2557 (2014) she sued him and the second defendant, a subordinate at his hospital, alleging that he kept the second defendant as his wife, presented her openly in society and had her live and sleep with him in the hospital building. She asked for divorce, division of marital property and 100,000,000 THB in compensation. On 31 January 2560 (2017) the trial court granted the divorce, ordered the defendants jointly to pay 1,000,000 THB with interest at 7.5 per cent per year from the filing date, and ordered the husband to share numerous properties, 359,250,000 THB in sale proceeds and 64,870,208.83 THB in bank deposits. The second defendant's time to appeal was extended only to 31 March 2560; a later extension obtained by the husband's lawyer did not cover her. The Court of Appeal for Specialised Cases amended the property division. All parties appealed. On 25 December 2562 (2019) the wife informed the Supreme Court that the husband had died on 11 December 2562 and asked that the case be struck out; the Supreme Court ordered an inquiry into the death.
ภริยากับสามีมิได้อาศัยอยู่ร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2542 เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2557 ภริยาฟ้องสามีและจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกน้องที่ทำงานในโรงพยาบาลของสามี โดยบรรยายฟ้องว่าสามีอุปการะเลี้ยงดูยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา ให้เป็นกรรมการในบริษัทที่คู่สมรสจัดตั้งขึ้น ยกย่องออกสังคมอย่างเปิดเผย และนำจำเลยที่ 2 เข้ามาพักอาศัยหลับนอนที่อาคารโรงพยาบาล ภริยาขอหย่า ขอแบ่งสินสมรส และเรียกค่าทดแทน 100,000,000 บาท เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2560 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง และให้สามีแบ่งทรัพย์สินจำนวนมาก เงินจากการขายสินสมรส 359,250,000 บาท และเงินฝากธนาคาร 64,870,208.83 บาท ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560 เท่านั้น การขยายระยะเวลาครั้งต่อมาที่ทนายความของสามีซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นทนายความของจำเลยที่ 2 ด้วยขอไว้ ไม่มีผลถึงจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้ในส่วนการแบ่งสินสมรส คู่ความทุกฝ่ายฎีกา วันที่ 25 ธันวาคม 2562 ภริยายื่นคำร้องต่อศาลฎีกาว่าสามีถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2562 ขอให้จำหน่ายคดี ศาลฎีกาสั่งให้ไต่สวนและส่งมรณบัตร ต่อมาภริยาขอถอนคำร้องดังกล่าวและขอเข้าเป็นคู่ความแทนผู้มรณะ
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
1. A divorce by judgment takes effect only when the judgment becomes final (CCC section 1531 paragraph two). If a spouse dies while the divorce ground is still under appeal, the marriage ends by death under section 1501 first, the divorce judgments cease to have effect, appeals on the divorce and the division of marital property are struck out, and the property passes under the law of succession. 2. Compensation from the spouse under section 1523 paragraph one depends on a divorce decreed on the ground in section 1516 (1), so that right falls with the divorce. 3. Compensation from a third party under section 1523 paragraph two does not depend on the divorce: where the third party openly displayed the relationship, the Court may still fix that liability after the marriage has ended by death. 4. An extension of time to appeal benefits only the party who applied for it. Other provisions applied: Civil Procedure Code section 229; Civil Procedure Code sections 142, 246 and 247 (former); Juvenile and Family Court and Procedure Act B.E. 2553 section 6; Emergency Decree Amending the Civil and Commercial Code B.E. 2564.
1. การหย่าโดยคำพิพากษามีผลแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด (ป.พ.พ. มาตรา 1531 วรรคสอง) หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตายในระหว่างที่เหตุหย่ายังอยู่ในชั้นฎีกา การสมรสย่อมสิ้นสุดลงด้วยความตายตามมาตรา 1501 ก่อน คำพิพากษาของศาลล่างที่ให้หย่าเป็นอันสิ้นผล ฎีกาในเรื่องเหตุหย่าและการแบ่งสินสมรสต้องจำหน่ายคดี และทรัพย์สินต้องว่ากล่าวกันตามกฎหมายว่าด้วยมรดก 2. ค่าทดแทนจากคู่สมรสตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ขึ้นอยู่กับการที่ศาลพิพากษาให้หย่าเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) สิทธินั้นจึงสิ้นผลไปพร้อมกับการหย่า 3. ค่าทดแทนจากบุคคลภายนอกตามมาตรา 1523 วรรคสอง ไม่ขึ้นอยู่กับการหย่า เมื่อบุคคลภายนอกแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว โดยอยู่กินฉันสามีภริยากับสามีภายหลังที่สามีไปสู่ขอ ศาลฎีกายังมีอำนาจพิจารณาความรับผิดนั้นได้แม้การสมรสสิ้นสุดลงด้วยความตายแล้ว 4. การขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ที่ศาลอนุญาตแก่จำเลยร่วมคนหนึ่ง ไม่มีผลถึงจำเลยร่วมอีกคนที่มิได้ขอขยาย (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229)
Legal Analysis การวิเคราะห์ทางกฎหมาย
The Supreme Court, Juvenile and Family Division, began with a point of public order raised of its own motion under Civil Procedure Code sections 142, 246 and 247 (former). The second defendant's appeal had been lodged after her own extended deadline of 31 March 2560 (2017); the further extension granted at the husband's request benefited him alone. Her appeal was improper under Civil Procedure Code section 229 and her case was final under the trial court judgment. The husband was still contesting the CCC section 1516 (1) ground, so the divorce judgment was not final when he died on 11 December 2562 (2019). The marriage therefore ended by death under section 1501 before the divorce by judgment could take effect, since under section 1531 paragraph two such a divorce is effective only from the time the judgment becomes final. The lower courts' divorce orders ceased to have effect, and the appeals on the divorce ground and on the division of marital property, now a matter for the law of succession, were struck out. Since the divorce on the section 1516 (1) ground no longer existed, the wife's right to compensation from the husband under section 1523 paragraph one also ceased. For the second defendant, the Court, by resolution of its plenary session, relied on the concurrent findings that the husband had gone to Chiang Rai to ask for her hand and had lived with her as husband and wife at the hospital, showing the public that she was his wife. That was an open display of an adulterous relationship under section 1523 paragraph two, a liability the Court could determine despite the end of the marriage by death. Although the spouses had not lived together since 2542 (1999), her conduct had contributed to the wife's decision to sue, and 500,000 THB was fixed.
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวเริ่มจากปัญหาที่ยกขึ้นวินิจฉัยเองในฐานะข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 มาตรา 246 และมาตรา 247 (เดิม) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 กล่าวคือ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ยื่นภายหลังวันที่ 31 มีนาคม 2560 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดที่ศาลอนุญาตให้ขยายแก่จำเลยที่ 2 การขยายระยะเวลาครั้งต่อมาที่สามีขอไว้เป็นประโยชน์แก่สามีเท่านั้น ไม่มีผลถึงคู่ความร่วมที่มิได้ขอขยาย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 คำสั่งรับอุทธรณ์และคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในส่วนนี้ไม่ชอบ จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิฎีกา และคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ในเรื่องความตายของสามี ศาลฎีกาเห็นว่าสามียังฎีกาโต้แย้งว่าตนอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยาอันเป็นเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) หรือไม่ คำพิพากษาให้หย่าจึงยังไม่ถึงที่สุด ทางไต่สวนได้ความว่าสามีถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2562 การสมรสจึงสิ้นสุดลงด้วยความตายตามมาตรา 1501 ก่อนที่การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผล เพราะตามมาตรา 1531 วรรคสอง การหย่าโดยคำพิพากษามีผลแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด คำพิพากษาศาลล่างที่ให้หย่าย่อมสิ้นผล การพิจารณาฎีกาในเรื่องเหตุหย่าและการแบ่งสินสมรสไม่เป็นประโยชน์แก่คดี และเป็นเรื่องที่ต้องว่ากล่าวกันตามกฎหมายว่าด้วยมรดก จึงให้จำหน่ายคดีตามฎีกาของภริยาและสามี เมื่อการหย่าเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) สิ้นผลไป สิทธิของภริยาที่จะได้รับค่าทดแทนจากสามีตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ย่อมสิ้นผลไปด้วย สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่อาศัยคำฟ้องและข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองฟังต้องกันว่า สามีไปสู่ขอจำเลยที่ 2 ที่จังหวัดเชียงรายและอยู่กินหลับนอนฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 2 ที่โรงพยาบาล แสดงออกต่อบุคคลทั่วไปว่าจำเลยที่ 2 เป็นภริยา เท่ากับจำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาว ภริยาจึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคสอง และศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาความรับผิดนี้ได้แม้การสมรสสิ้นสุดลงด้วยความตาย แม้คู่สมรสมิได้อาศัยอยู่ร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2542 แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 มีส่วนถึงขนาดทำให้ภริยาฟ้องหย่า จึงกำหนดค่าทดแทน 500,000 บาท โดยปรับอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 4977/2565. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4977/2565 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
English translation is being prepared and will be available soon.
ส่วนความรับผิดของจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่จะต้องร่วมกันชำระค่าทดแทนแก่โจทก์นั้น เมื่อคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) สิ้นผลไปแล้วเช่นนี้ สิทธิของโจทก์ที่จะได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ย่อมเป็นอันสิ้นผลไปด้วย สำหรับความรับผิดในค่าทดแทนของจำเลยที่ 2 นั้น ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง โดยจำเลยที่ 1 เป็นชู้ และมีชู้ และร่วมประเวณี กับอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกน้องที่ทำงานที่โรงพยาบาลในฐานะภริยา และให้เป็นกรรมการในบริษัทที่โจทก์และจำเลยที่ 1 จัดตั้งขึ้น รวมทั้งยกย่องจำเลยที่ 2 ออกสังคมอย่างเปิดเผย โดยจำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 กับโจทก์เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ยังเป็นชู้มีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 โดยตั้งใจทำผิดต่อกฎหมายและศีลธรรมกับโจทก์ด้วย จำเลยที่ 1 นำจำเลยที่ 2 เข้ามาพักอาศัยหลับนอนกันที่อาคารโรงพยาบาล เมื่อศาลฟังว่าจำเลยที่ 1 ไปสู่ขอจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 อยู่กินหลับนอนฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 2 แสดงออกต่อบุคคลทั่วไปว่าจำเลยที่ 2 เป็นภริยาจำเลยที่ 1 เท่ากับจำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในทำนองชู้สาวแล้วด้วย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง แม้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จะสิ้นสุดลงด้วยความตายของจำเลยที่ 1 ก็ตาม ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิจารณาถึงความรับผิดในค่าทดแทนของจำเลยที่ 2 ได้ และแม้โจทก์กับจำเลยที่ 1 จะมิได้อาศัยอยู่ร่วมกัน แต่เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 มีส่วนถึงขนาดที่ทำให้โจทก์ฟ้องหย่าขาดจากจำเลยที่ 1 จึงสมควรกำหนดค่าทดแทนให้โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 500,000 บาท
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน โดยให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่ากับโจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้บังคับจำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสแก่โจทก์ 3,000,000,000 บาท หากไม่สามารถตกลงกันได้หรือแบ่งกันไม่ได้ให้นำสินสมรสดังกล่าวออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทนให้แก่โจทก์ 100,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น
จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน โดยให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนหย่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 กันยายน 2557) จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 แบ่งทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ได้แก่ ตามคำฟ้องข้อ 3.1 ห้องชุดเลขที่ 77/19 กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 41.70 ตารางเมตร ตามคำฟ้องข้อ 3.4 ห้องชุดเลขที่ 63/14 กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 25 ตารางเมตร ตามคำฟ้องข้อ 3.14 ที่ดินโฉนดเลขที่ 18952 จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 3 งาน 18 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.16 ที่ดินโฉนดเลขที่ 4042 จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 24 ไร่ 39 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.18 ที่ดินโฉนดเลขที่ 8472 กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 20 ไร่ 26 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.19 ที่ดินโฉนดเลขที่ 42829 กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 28 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.22 ที่ดินโฉนดเลขที่ 5539 กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 5 ไร่ 1 งาน 28 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.23 ที่ดินโฉนดเลขที่ 43 กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 9 ไร่ 86 ตารางวา (ที่ถูก 8 ไร่ 3 งาน 68.7 ตารางวา) ตามคำฟ้องข้อ 3.24 ที่ดินโฉนดเลขที่ 6314 กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 13 ไร่ 1 งาน 14 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.53 ที่ดินโฉนดเลขที่ 37143 จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 35 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.86 ที่ดินโฉนดเลขที่ 26169 จังหวัดเพชรบุรี ตามคำฟ้องข้อ 3.130 ที่ดินโฉนดเลขที่ 15415 จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 2 งาน 4 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.131 ที่ดินโฉนดเลขที่ 15412 จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 1 งาน 4 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.133 ที่ดินโฉนดเลขที่ 5187 กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 4 ไร่ 1 งาน 4 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.136 ที่ดินโฉนดเลขที่ 3896 จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 60 ไร่ ตามคำฟ้องข้อ 3.138 ที่ดินโฉนดเลขที่ 16551 จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 1 ไร่ 79 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.141 ที่ดินโฉนดเลขที่ 71480 จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 8 ไร่ 2 งาน 42.5/7 ตารางวา และตามคำฟ้องข้อ 3.143 ห้องชุดเลขที่ 441/15 จังหวัดชลบุรี หากไม่สามารถแบ่งกันได้ ให้นำทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสออกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยที่ 1 แบ่งเงินในส่วนของห้องชุดและที่ดินอันเป็นสินสมรสที่จำเลยที่ 1 ได้ขายไปแล้วแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ตามคำฟ้องข้อ 3.5 ห้องชุดเลขที่ 301 จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเงิน 1,500,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.6 ห้องชุดเลขที่ 302 จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเงิน 1,500,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.17 ที่ดินโฉนดเลขที่ 42828 กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 3,500,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.18 ที่ดินโฉนดเลขที่ 8472 กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 80,000,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.19 ที่ดินโฉนดเลขที่ 42829 กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 6,000,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.20 ที่ดินโฉนดเลขที่ 42830 กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 18,000,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.21 ที่ดินโฉนดเลขที่ 42831 กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 18,000,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.25 ที่ดินโฉนดเลขที่ 33654 กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 1,500,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.26 ที่ดินโฉนดเลขที่ 7136 กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 100,000,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.27 ที่ดินโฉนดเลขที่ 7135 กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 100,000,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.54 ที่ดินโฉนดเลขที่ 48923 จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเงิน 4,500,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.55 ที่ดินโฉนดเลขที่ 9443 จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเงิน 25,000,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.129 ที่ดินโฉนดเลขที่ 8855 จังหวัดเพชรบุรี เป็นเงิน 250,000 บาท รวมเป็นเงิน 359,250,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 แบ่งเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 64,870,208.83 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 424,120,208.83 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ในการจดทะเบียนหย่า ให้จำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสตามส่วนที่จำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง คือ ตามคำฟ้องข้อ 3.8 และข้อ 3.9 ห้องชุดเลขที่ 160/854 และ 160/855 กรุงเทพมหานคร ข้อ 3.10 ห้องชุดเลขที่ 120/43 และ 120/42 กรุงเทพมหานคร ข้อ 3.12 ที่ดินโฉนดเลขที่ 7053 กรุงเทพมหานคร ในส่วนที่จำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ 2,000 ส่วน ใน 4,154 ส่วน ข้อ 3.56 ถึง 3.63 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 366 ถึง 368, 375 ถึง 377, 396 และ 397 (โฉนดที่ดินเลขที่ 55668, 55667, 56465, 64403, 56511, 64402, 64401 และ 62171) จังหวัดเชียงใหม่ ข้อ 3.64 ถึง 3.69 และ 3.76 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 398 ถึง 403 และ 439 จังหวัดเชียงใหม่ ข้อ 3.70 ถึง 3.75, 3.77 ถึง 3.80, 3.81, 3.82, 3.84 และ 3.85 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 433 ถึง 438, 441 ถึง 444, 496, 755, 734 และ 334 (โฉนดที่ดินเลขที่ 55675, 55674, 5569, 56512, 62173, 62172, 64404, 64405, 62714, 64406, 55677, 56491, 56510 และ 55691) จังหวัดเชียงใหม่ ข้อ 3.137 และ 3.139 ที่ดินโฉนดเลขที่ 1392 และ 16235 จังหวัดเพชรบุรี ข้อ 3.142 ห้องชุดเลขที่ 63/399 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ข้อ 3.144 และ 3.145 ห้องชุดเลขที่ 270/102 และ 272/84 กรุงเทพมหานคร ข้อ 3.164 ที่ดินโฉนดเลขที่ 26170 จังหวัดเพชรบุรี ข้อ 3.165 ถึง 3.170 ที่ดินโฉนดเลขที่ 26585, 26584, 22962, 29098, 29321 และ 21891 จังหวัดเพชรบุรี โดยให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงแบ่งกันเองก่อน หากตกลงกันไม่ได้ให้ประมูลขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 หากไม่สามารถประมูลขายระหว่างกันเองได้ ให้นำออกขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยที่ 1 แบ่งเงินในบัญชีเงินฝากตามคำฟ้องข้อ 3.175 แก่โจทก์ 46,418,524.94 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินที่ได้จากการขายสินสมรสให้แก่โจทก์ 177,019,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์โดยค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ใช้แทนเฉพาะส่วนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีจำเลยที่ 1 และชนะคดีจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์สำหรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 20,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา
ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 25 ธันวาคม 2562 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2562 ทำให้การสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 กรณีไม่มีเหตุจะวินิจฉัยปัญหาตามฟ้องของโจทก์กับจำเลยทั้งสองต่อไป ขอให้จำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความ ศาลฎีกามีคำสั่งตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลฎีกา ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 และวันที่ 2 ตุลาคม 2563 ให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนว่า จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายจริงหรือไม่ และให้ดำเนินการให้โจทก์ส่งมรณบัตรจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเอกสารราชการเพื่อประกอบการพิจารณา
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามท้องสำนวนว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2560 ทนายจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560 หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อีก จนกระทั่งเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2560 จำเลยที่ 2 ขอถอนทนายความคนเดิมและตั้งแต่งนายชัยยันต์ เป็นทนายความคนใหม่ให้มีอำนาจใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกา แม้นายชัยยันต์ซึ่งเป็นทนายความจำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2560 และศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาไปจนถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2560 และทนายจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์ในวันสุดท้ายที่ครบกำหนดระยะเวลาตามที่ได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลาก็ตาม ก็ไม่ทำให้อุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560 ดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ที่ได้ยื่นภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย ทั้งกระบวนพิจารณาที่จำเลยที่ 1 ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 2 และศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายนั้นเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่มีผลถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่ความร่วมที่มิได้ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ด้วย อุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 คำสั่งศาลชั้นต้นที่รับอุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้นเป็นการไม่ชอบ และมีผลให้จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิฎีกา ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 และมาตรา 246, 247 (เดิม) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
พิเคราะห์แล้ว คดีนี้จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษโดยยกฟ้องโจทก์ ส่วนโจทก์ฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) และขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้แบ่งทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสแก่โจทก์เพิ่มเติม คดีมีประเด็นตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษว่า จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา อันเป็นเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) หรือไม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) จึงยังไม่ถึงที่สุด และตามทางไต่สวนการตายของจำเลยที่ 1 ได้ความตามคำเบิกความของโจทก์และพันตำรวจตรีณัฐพงศ์ สถาบันนิติเวชโรงพยาบาล ต. ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการผ่าศพจำเลยที่ 1 ประกอบกับแบบรับรองรายการคนตาย (มรณบัตร) จำเลยที่ 1 โดยจำเลยทั้งสองไม่ติดใจสืบพยาน น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2562 แล้วจริง และมีผลให้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้สิ้นสุดลงด้วยความตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 แล้วก่อนการหย่าโดยคำพิพากษาคดีนี้จะมีผลแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1531 วรรคสอง คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันย่อมเป็นอันสิ้นผลไป การพิจารณาฎีกาของจำเลยที่ 1 และฎีกาของโจทก์ในเหตุหย่าและการแบ่งสินสมรสเมื่อหย่าจึงไม่เป็นประโยชน์แก่คดีที่ศาลฎีกาจะพิจารณาต่อไป ให้จำหน่ายคดีตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความของศาลฎีกา ทั้งเป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันตามกฎหมายว่าด้วยมรดก ส่วนความรับผิดของจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่จะต้องร่วมกันชำระค่าทดแทนแก่โจทก์นั้น เมื่อคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) สิ้นผลไปแล้วเช่นนี้ สิทธิของโจทก์ที่จะได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ย่อมเป็นอันสิ้นผลไปด้วย ส่วนความรับผิดในค่าทดแทนของจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง โดยจำเลยที่ 1 เป็นชู้ และมีชู้ และร่วมประเวณี กับอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกน้องที่ทำงานที่โรงพยาบาลในฐานะภริยา และให้เป็นกรรมการในบริษัทที่โจทก์และจำเลยที่ 1 จัดตั้งขึ้น รวมทั้งยกย่องจำเลยที่ 2 ออกสังคมอย่างเปิดเผย โดยจำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 กับโจทก์เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ยังเป็นชู้มีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 โดยตั้งใจทำผิดต่อกฎหมายและศีลธรรมกับโจทก์ด้วย จำเลยที่ 1 นำจำเลยที่ 2 เข้ามาพักอาศัยหลับนอนกันที่อาคารโรงพยาบาล เมื่อศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงต้องกันว่า จำเลยที่ 1 ไปสู่ขอจำเลยที่ 2 ที่จังหวัดเชียงราย และจำเลยที่ 1 อยู่กินหลับนอนฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 2 ที่โรงพยาบาล แสดงออกต่อบุคคลทั่วไปว่าจำเลยที่ 2 เป็นภริยาจำเลยที่ 1 เท่ากับจำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในทำนองชู้สาวแล้วด้วย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง แม้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จะสิ้นสุดลงด้วยความตายของจำเลยที่ 1 ก็ตาม ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิจารณาถึงความรับผิดในค่าทดแทนของจำเลยที่ 2 ได้ ส่วนปัญหาว่า ค่าทดแทนสมควรกำหนดเพียงใด ข้อนี้ แม้โจทก์กับจำเลยที่ 1 จะมิได้อาศัยอยู่ร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2542 ก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 มีส่วนถึงขนาดที่ทำให้โจทก์ฟ้องหย่าขาดจากจำเลยที่ 1 เช่นนี้ จึงสมควรกำหนดค่าทดแทนให้โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 500,000 บาท เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว คำร้องของโจทก์ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2564 ที่ขอถอนคำร้องลงวันที่ 25 ธันวาคม 2562 ที่ขอให้ศาลฎีกาจำหน่ายคดีนี้ และคำร้องของโจทก์ลงวันที่ 24 มีนาคม 2565 และวันที่ 25 มีนาคม 2565 ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีและขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ผู้มรณะอีกต่อไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย
อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรือเป็นอัตราดอกเบี้ยที่มีการปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ กรณีจึงต้องบังคับใช้ตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว และเมื่อคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยที่ 1 ในเรื่องเหตุฟ้องหย่าและการแบ่งสินสมรส ศาลฎีกาเห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนนี้ที่แต่ละฝ่ายเสียเกินมาด้วย
พิพากษาแก้เป็นว่า การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลงด้วยความตาย ให้จำหน่ายคดีตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 จากสารบบความของศาลฎีกา ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 กันยายน 2557) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่มีการปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกานับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกคำร้องของโจทก์ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2562, วันที่ 23 พฤศจิกายน 2564, วันที่ 24 และ 25 มีนาคม 2565 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ และคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนที่เกินทุนทรัพย์ 1,000,000 บาท แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
💡 What This Means for You 💡 สิ่งที่หมายถึงสำหรับคุณ
Contested divorces in Thailand can run for years, and this decision shows what happens when a party dies before the end. A divorce by judgment is not effective until the judgment is final, so if your spouse dies while the divorce ground is still under appeal you remain the surviving spouse, the divorce falls away and the marital property is dealt with under succession law. That can help or hurt: a surviving spouse inherits as a statutory heir, but any favourable property division already won in the lower courts disappears. Weigh the pace of litigation against the age and health of both parties, and consider whether a registered divorce by consent, which takes effect at once, is preferable to a judgment that may never become final. The decision also confirms that the lover's liability under section 1523 paragraph two stands on its own and survives the end of the marriage by death.
คดีหย่าที่มีข้อพิพาทในประเทศไทยอาจใช้เวลาหลายปีผ่านศาลสามชั้น และคำพิพากษานี้แสดงให้เห็นผลเมื่อคู่ความฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตายก่อนคดีถึงที่สุด การหย่าโดยคำพิพากษาไม่มีผลจนกว่าคำพิพากษาจะถึงที่สุด ดังนั้นหากคู่สมรสของท่านถึงแก่ความตายขณะที่เหตุหย่ายังอยู่ในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา ท่านยังคงเป็นคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ การหย่าตกไป และสินสมรสต้องจัดการตามกฎหมายมรดก มิใช่ตามคำพิพากษาหย่า ผลนี้อาจเป็นคุณหรือเป็นโทษ คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่มีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม แต่การแบ่งทรัพย์สินที่ชนะคดีมาแล้วในศาลล่างย่อมหายไป บทเรียนสำหรับชาวต่างชาติคือต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความล่าช้าของคดีกับอายุและสุขภาพของคู่ความทั้งสองฝ่าย และพิจารณาว่าการจดทะเบียนหย่าโดยความยินยอมซึ่งมีผลทันทีจะดีกว่าคำพิพากษาที่อาจไม่มีวันถึงที่สุดหรือไม่ คำพิพากษานี้ยังยืนยันว่าการเรียกค่าทดแทนจากบุคคลภายนอกแยกต่างหากจากการหย่า ความรับผิดของชู้ตามมาตรา 1523 วรรคสอง ยังคงอยู่แม้การสมรสสิ้นสุดลงด้วยความตาย
Frequently Asked Questions คำถามที่พบบ่อย
What happens to a Thai divorce case if my spouse dies before the Supreme Court decides? หากคู่สมรสถึงแก่ความตายก่อนศาลฎีกาตัดสิน คดีหย่าจะเป็นอย่างไร
The divorce does not take effect. In Decision 4977/2565 the husband died on 11 December 2562 (2019) while his appeal on the divorce ground was pending. The Supreme Court held that under CCC section 1531 paragraph two a divorce by judgment is effective only when the judgment is final, so the marriage ended by death under section 1501 first. The lower courts' divorce orders ceased to have effect and the appeals on the divorce and on the division of marital property were struck out.
การหย่าไม่มีผล ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4977/2565 สามีถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2562 ขณะที่ฎีกาของสามีในเรื่องเหตุหย่ายังอยู่ระหว่างพิจารณา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1531 วรรคสอง การหย่าโดยคำพิพากษามีผลแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด การสมรสจึงสิ้นสุดลงด้วยความตายตามมาตรา 1501 ก่อน คำพิพากษาศาลล่างที่ให้หย่าสิ้นผล และฎีกาในเรื่องการหย่าและการแบ่งสินสมรสต้องจำหน่ายคดี
Who gets the marital property when a spouse dies during the divorce appeal? เมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายระหว่างอุทธรณ์ฎีกาคดีหย่า สินสมรสจะตกแก่ผู้ใด
It is no longer divided under the divorce judgment. In Decision 4977/2565 the Supreme Court said that once the marriage had ended by death, deciding the appeals on the division of marital property served no purpose and the matter had to be dealt with under the law of succession. The surviving wife's position therefore depended on inheritance rules, not on the property division she had obtained at first instance and on appeal.
สินสมรสจะไม่ถูกแบ่งตามคำพิพากษาหย่าอีกต่อไป ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4977/2565 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงด้วยความตายแล้ว การพิจารณาฎีกาในเรื่องการแบ่งสินสมรสไม่เป็นประโยชน์แก่คดี และเป็นเรื่องที่ต้องว่ากล่าวกันตามกฎหมายว่าด้วยมรดก ฐานะของภริยาที่ยังมีชีวิตอยู่จึงขึ้นอยู่กับหลักกฎหมายมรดก มิใช่การแบ่งทรัพย์สินที่ได้รับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์
Can I still claim compensation from my spouse's lover if my spouse has died? หากคู่สมรสถึงแก่ความตายแล้ว ยังเรียกค่าทดแทนจากชู้ได้หรือไม่
Yes, if the lover openly displayed the relationship. In Decision 4977/2565 the Supreme Court, by resolution of its plenary session, held that the right to compensation from the husband under section 1523 paragraph one fell with the divorce, but the second defendant, who had lived with the husband as his wife at his hospital after he asked for her hand, remained liable under section 1523 paragraph two. The Court fixed 500,000 THB, noting that the spouses had not lived together since 2542 (1999).
ได้ หากชู้แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4977/2565 ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่าสิทธิเรียกค่าทดแทนจากสามีตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง สิ้นผลไปพร้อมกับการหย่า แต่จำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยากับสามีที่โรงพยาบาลภายหลังที่สามีไปสู่ขอ ยังต้องรับผิดตามมาตรา 1523 วรรคสอง ศาลกำหนดค่าทดแทน 500,000 บาท โดยคำนึงว่าคู่สมรสมิได้อาศัยอยู่ร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2542
If my co-defendant obtains more time to appeal, does that extension cover me? หากจำเลยร่วมได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ การขยายนั้นครอบคลุมถึงเราด้วยหรือไม่
No. In Decision 4977/2565 the second defendant's deadline to appeal had been extended only to 31 March 2560 (2017). A further extension was later granted on the husband's application. The Supreme Court held that an extension benefits only the party who asked for it, so her appeal filed on the later date was out of time under Civil Procedure Code section 229, the lower courts should not have accepted it, and her case became final under the trial court judgment.
ไม่ ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4977/2565 ศาลอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560 เท่านั้น การขยายระยะเวลาครั้งต่อมาเป็นคำขอของสามี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการขยายระยะเวลาเป็นประโยชน์เฉพาะแก่คู่ความที่ขอ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ยื่นในวันหลังจึงเกินกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ศาลล่างไม่ควรรับอุทธรณ์นั้น และคดีของจำเลยที่ 2 ยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
📖 Further Reading on ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต