กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 112 — การสาบานตนหรือปฏิญาณของพยาน

คนบทกฎหมาย

ก่อนเบิกความพยานทุกคนต้องสาบานตนตามลัทธิศาสนาหรือจารีตประเพณีแห่งชาติของตน หรือกล่าวคำปฏิญาณว่าจะให้การตามความสัตย์จริงเสียก่อน เว้นแต่
(๑) พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
(๒) บุคคลที่มีอายุต่ำกว่าสิบห้าปี หรือบุคคลที่ศาลเห็นว่าหย่อนความรู้สึกผิดและชอบ
(๓) พระภิกษุและสามเณรในพุทธศาสนา
(๔) บุคคลซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าไม่ต้องให้สาบานหรือกล่าวคำปฏิญาณ

คำแปลภาษาไทย

Before giving testimony, every witness must take an oath according to the doctrine of their religion or the custom of their nation, or make an affirmation that they will testify truthfully, except:
(1) the King, the Queen, the Heir Apparent, or the Regent;
(2) a person under fifteen years of age, or a person whom the court considers to be deficient in the sense of right and wrong;
(3) Buddhist monks and novices;
(4) a person whom both parties agree need not take an oath or make an affirmation.

คำแปลนี้ยังไม่เป็นที่ทราบจากสำนักงาน — กรุณาอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก

หมายเหตุสำนักงาน

มาตรา 112 วางหลักทั่วไปว่าการเบิกความต้องกระทำภายใต้คำสาบานหรือคำปฏิญาณ อันเป็นหลักประกันความสัตย์จริงซึ่งเป็นรากฐานของคุณค่าพยานบุคคลในหมวด 2 ข้อยกเว้นสี่ประการสะท้อนความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และพระภิกษุสงฆ์ ความสามารถที่จำกัดของเด็กและผู้หย่อนความรู้สึกผิดชอบ และเจตนาของคู่ความที่ตกลงสละแบบพิธี คำสาบานหรือปฏิญาณเป็นไปตามศาสนาหรือจารีตของพยานเอง จึงไม่บังคับรูปแบบเดียว บทนี้เชื่อมกับมาตรา 113 เรื่องการเบิกความด้วยวาจาและมาตรา 116 เรื่องคำถามเบื้องต้น และใช้กับคดีอาญาด้วยตามมาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ความสำคัญต่อ

การสาบานไม่ใช่เพียงพิธีการ คำเบิกความที่ไม่มีการสาบานหรือปฏิญาณตามที่กฎหมายกำหนดอาจถูกโต้แย้งว่ารับฟังโดยไม่ชอบ ซึ่งอาจทำให้พยานของฝ่ายนั้นเสียเปรียบในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา ควรตรวจสอบว่าพยานทุกปากสาบานตนไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา และหากพยานเข้าข้อยกเว้นก็ควรบันทึกเหตุไว้ หากคู่ความตกลงว่าพยานไม่ต้องสาบาน ควรบันทึกข้อตกลงนั้นไว้เพื่อป้องกันข้อโต้แย้งภายหลัง

คำตัดสินศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้

  1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7988/2551 (2008)

    ถ้อยคำของบุคคลที่นำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานลงโทษผู้อื่นต้องกระทำภายใต้คำสาบานหรือคำปฏิญาณตามมาตรา 112 ถ้อยคำที่ไม่ได้สาบานเป็นการรับฟังโดยไม่ชอบและใช้เป็นฐานวินิจฉัยไม่ได้

    ในคดีละเมิดอำนาจศาลที่มิได้กระทำต่อหน้าศาล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลสอบถามปากคำผู้กล่าวหาแล้วนำคำบอกเล่ามาลงโทษผู้ถูกกล่าวหา ทั้งที่ผู้กล่าวหามิได้สาบานตนหรือปฏิญาณตามมาตรา 112 (เดิม) ประกอบมาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการรับฟังถ้อยคำที่ไม่ได้สาบานโดยไม่ชอบ

  2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1760/2540 (1997)

    หน้าที่สาบานหรือปฏิญาณตามมาตรา 112 และการซักถามพยานตามมาตรา 117 เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อมีการสืบพยานจริง เมื่อศาลงดสืบพยานเพราะข้อเท็จจริงเพียงพอแล้ว ก็ไม่มีการสาบานหรือการซักถามพยานอีก

    เมื่อคู่ความรับข้อเท็จจริงและศาลแรงงานเห็นว่าพยานหลักฐานเพียงพอจึงงดสืบพยาน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อไม่มีการสืบพยานก็ย่อมไม่มีการสาบานหรือปฏิญาณและการซักถามพยานตามมาตรา 112 และมาตรา 117

คำพิพากษาที่คัดเลือกการพิจารณาคดีจากเทคโนโลยีศาลฎีกาคำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา

เลย

พยานต้องสาบานตนก่อนเบิกความในศาลไทยหรือไม่

ต้อง มาตรา 112 กำหนดให้พยานทุกคนสาบานตนตามศาสนาหรือจารีตประเพณีของตน หรือกล่าวคำปฏิญาณว่าจะให้การตามความจริง เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นสี่ประการที่ระบุไว้

ใครได้รับยกเว้นไม่ต้องสาบานตนเป็นพยาน

มาตรา 112 ยกเว้นพระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการ ผู้มีอายุต่ำกว่าสิบห้าปีหรือผู้ที่ศาลเห็นว่าหย่อนความรู้สึกผิดชอบ พระภิกษุและสามเณร และบุคคลที่คู่ความทั้งสองฝ่ายตกลงว่าไม่ต้องสาบาน

ผู้จัดการฝ่ายบน ThaiLawOnline

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนที่จะนำไปใช้กับการดำเนินคดีจริง

เลื่อนขึ้น