ตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา · ใบอนุญาตทนายความเลขที่ 3149/2556 +66 87 225 1340 (EN/FR) +66 87 414 9288 (TH) WhatsApp

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 112: การสาบานตนหรือปฏิญาณของพยาน

ตัวบทกฎหมาย

ก่อนเบิกความพยานทุกคนต้องสาบานตนตามลัทธิศาสนาหรือจารีตประเพณีแห่งชาติของตน หรือกล่าวคำปฏิญาณว่าจะให้การตามความสัตย์จริงเสียก่อน เว้นแต่
(๑) พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
(๒) บุคคลที่มีอายุต่ำกว่าสิบห้าปี หรือบุคคลที่ศาลเห็นว่าหย่อนความรู้สึกผิดและชอบ
(๓) พระภิกษุและสามเณรในพุทธศาสนา
(๔) บุคคลซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าไม่ต้องให้สาบานหรือกล่าวคำปฏิญาณ

คำแปลภาษาอังกฤษ

ก่อนเบิกความพยานทุกคนต้องสาบานตนตามลัทธิศาสนาหรือจารีตประเพณีแห่งชาติของตน หรือกล่าวคำปฏิญาณว่าจะให้การตามความสัตย์จริงเสียก่อน เว้นแต่
(๑) พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
(๒) บุคคลที่มีอายุต่ำกว่าสิบห้าปี หรือบุคคลที่ศาลเห็นว่าหย่อนความรู้สึกผิดและชอบ
(๓) พระภิกษุและสามเณรในพุทธศาสนา
(๔) บุคคลซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าไม่ต้องให้สาบานหรือกล่าวคำปฏิญาณ

คำแปลนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบโดยสำนักงาน โปรดอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก

หมายเหตุของสำนักงาน

มาตรา 112 วางหลักทั่วไปว่าการเบิกความต้องกระทำภายใต้คำสาบานหรือคำปฏิญาณ อันเป็นหลักประกันความสัตย์จริงซึ่งเป็นรากฐานของคุณค่าพยานบุคคลในหมวด 2 ข้อยกเว้นสี่ประการสะท้อนความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และพระภิกษุสงฆ์ ความสามารถที่จำกัดของเด็กและผู้หย่อนความรู้สึกผิดชอบ และเจตนาของคู่ความที่ตกลงสละแบบพิธี คำสาบานหรือปฏิญาณเป็นไปตามศาสนาหรือจารีตของพยานเอง จึงไม่บังคับรูปแบบเดียว บทนี้เชื่อมกับมาตรา 113 เรื่องการเบิกความด้วยวาจาและมาตรา 116 เรื่องคำถามเบื้องต้น และใช้กับคดีอาญาด้วยตามมาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ความสำคัญในทางปฏิบัติ

การสาบานไม่ใช่เพียงพิธีการ คำเบิกความที่ไม่มีการสาบานหรือปฏิญาณตามที่กฎหมายกำหนดอาจถูกโต้แย้งว่ารับฟังโดยไม่ชอบ ซึ่งอาจทำให้พยานของฝ่ายนั้นเสียเปรียบในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา ควรตรวจสอบว่าพยานทุกปากสาบานตนไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา และหากพยานเข้าข้อยกเว้นก็ควรบันทึกเหตุไว้ หากคู่ความตกลงว่าพยานไม่ต้องสาบาน ควรบันทึกข้อตกลงนั้นไว้เพื่อป้องกันข้อโต้แย้งภายหลัง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้

  1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7988/2551 (2008)

    ถ้อยคำของบุคคลที่นำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานลงโทษผู้อื่นต้องกระทำภายใต้คำสาบานหรือคำปฏิญาณตามมาตรา 112 ถ้อยคำที่ไม่ได้สาบานเป็นการรับฟังโดยไม่ชอบและใช้เป็นฐานวินิจฉัยไม่ได้

    ในคดีละเมิดอำนาจศาลที่มิได้กระทำต่อหน้าศาล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลสอบถามปากคำผู้กล่าวหาแล้วนำคำบอกเล่ามาลงโทษผู้ถูกกล่าวหา ทั้งที่ผู้กล่าวหามิได้สาบานตนหรือปฏิญาณตามมาตรา 112 (เดิม) ประกอบมาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการรับฟังถ้อยคำที่ไม่ได้สาบานโดยไม่ชอบ

  2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1760/2540 (1997)

    หน้าที่สาบานหรือปฏิญาณตามมาตรา 112 และการซักถามพยานตามมาตรา 117 เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อมีการสืบพยานจริง เมื่อศาลงดสืบพยานเพราะข้อเท็จจริงเพียงพอแล้ว ก็ไม่มีการสาบานหรือการซักถามพยานอีก

    เมื่อคู่ความรับข้อเท็จจริงและศาลแรงงานเห็นว่าพยานหลักฐานเพียงพอจึงงดสืบพยาน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อไม่มีการสืบพยานก็ย่อมไม่มีการสาบานหรือปฏิญาณและการซักถามพยานตามมาตรา 112 และมาตรา 117

คำพิพากษาที่คัดสรรและตรวจสอบเลขคดีจากฐานข้อมูลศาลฎีกา คำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา

มีคำพิพากษาศาลฎีกาอ้างถึงมาตรานี้ 9 คดี (พ.ศ. 2508 ถึง 2558)

ตัวอย่างคำพิพากษาที่อ้างถึง

  • คำพิพากษาฎีกาที่ 12751/2558 (2015)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 7988/2551 (2008)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 2962/2547 (2004)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 1275-1278/2545 (2002)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 1760/2540 (1997)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 1159/2526 (1983)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 2347/2519 (1976)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 1604/2511 (1968)

รายการนี้คัดเลือกโดยระบบ โดยให้น้ำหนักกับคำพิพากษาที่ยกมาตรานี้ขึ้นวินิจฉัย มากกว่าคำพิพากษาที่เพียงอ้างถึงตอนพิพากษาลงโทษ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยสำนักงาน

มักถูกอ้างถึงพร้อมกับ

มาตราที่ปรากฏร่วมกับมาตรานี้บ่อยที่สุดในคำพิพากษาเดียวกัน ตัวเลขคือจำนวนคดี

นับจากฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกาของสำนักงาน ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2569 จำนวน 83,652 คดี (พ.ศ. 2464 ถึง 2569) จำนวนคดีนับครบถ้วน ส่วนช่วงปีที่แสดงได้ตัดปีที่มีคดีน้อยผิดปกติออก เพื่อให้สะท้อนช่วงเวลาที่มีการอ้างถึงจริง ตัวเลขนี้คำนวณโดยสำนักงานเอง ไม่ใช่สถิติทางการของศาล วิธีการนับและตรวจสอบ

คำถามที่พบบ่อย

พยานต้องสาบานตนก่อนเบิกความในศาลไทยหรือไม่

ต้อง มาตรา 112 กำหนดให้พยานทุกคนสาบานตนตามศาสนาหรือจารีตประเพณีของตน หรือกล่าวคำปฏิญาณว่าจะให้การตามความจริง เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นสี่ประการที่ระบุไว้

ใครได้รับยกเว้นไม่ต้องสาบานตนเป็นพยาน

มาตรา 112 ยกเว้นพระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการ ผู้มีอายุต่ำกว่าสิบห้าปีหรือผู้ที่ศาลเห็นว่าหย่อนความรู้สึกผิดชอบ พระภิกษุและสามเณร และบุคคลที่คู่ความทั้งสองฝ่ายตกลงว่าไม่ต้องสาบาน

คู่มือที่เกี่ยวข้องบน ThaiLawOnline

วิธีอ้างอิงมาตรานี้

  • อ้างอิงแบบทั่วไป ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 112 (ประเทศไทย)
  • อ้างอิงแบบวิชาการ Civil Procedure Code (Thailand), s. 112. ThaiLawOnline, https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-112/ (accessed 13 ตุลาคม 2026).
  • อ้างอิงแบบไทย ป.วิ.พ. มาตรา 112
  • ลิงก์ถาวร https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-112/
  • โค้ดสำหรับฝังในเว็บอื่น <blockquote cite="https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-112/"><p>ก่อนเบิกความพยานทุกคนต้องสาบานตนตามลัทธิศาสนาหรือจารีตประเพณีแห่งชาติของตน หรือกล่าวคำปฏิญาณว่าจะให้การตามความสัตย์จริงเสียก่อน เว้นแต่ (๑) พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (๒) บุคคลที่มีอายุต่ำกว่าสิบห้าปี หรือบุคคลที่ศาลเห็นว่าหย่อนความรู้สึกผิดและชอบ (๓) พระภิกษุและสามเณรในพุทธศาสนา (๔) บุคคลซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าไม่ต้องให้สาบานหรือกล่าวคำปฏิญาณ</p><footer>ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 112 (ประเทศไทย): <a href="https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-112/">ไทยลอว์ออนไลน์</a></footer></blockquote>

ตัวบทภาษาไทยเป็นฉบับที่ใช้บังคับ คำแปลภาษาอังกฤษเป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการโดย ThaiLawOnline เผยแพร่ให้นำไปใช้ต่อได้โดยอ้างที่มา

เนื้อหานี้จัดทำเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนนำไปใช้กับกรณีจริง

เลื่อนขึ้น
WhatsApp LINE โทร จอง