กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

39 — การเลื่อนคดีเพื่อรอผลคำวินิจฉัยอื่น

คนบทกฎหมาย

ถ้าการที่จะชี้ขาดตัดสินคดีเรื่องใดที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลใดจำต้องอาศัยทั้งหมดหรือแต่บางส่วนซึ่งคำชี้ขาดตัดสินบางข้อที่ศาลนั้นเองหรือศาลอื่นจะต้องกระทำเสียก่อน หรือจำต้องรอให้เจ้าพนักงานฝ่ายธุรการวินิจฉัยชี้ขาดในข้อเช่นนั้นเสียก่อน หรือถ้าปรากฏว่าได้มีการกระทำผิดอาญาเกิดขึ้นซึ่งอาจมีการฟ้องร้องอันอาจกระทำให้การชี้ขาดตัดสินคดีที่พิจารณาอยู่นั้นเปลี่ยนแปลงไป หรือในกรณีอื่นใดซึ่งศาลเห็นว่าถ้าได้เลื่อนการพิจารณาไปจักทำให้ความยุติธรรมดำเนินไปด้วยดี เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความที่เกี่ยวข้องร้องขอ ศาลจะมีคำสั่งเลื่อนการนั่งพิจารณาต่อไปจนกว่าจะได้มีการพิพากษาหรือชี้ขาดในข้อนั้น ๆ แล้วหรือภายในระยะเวลาใด ๆ ตามที่ศาลเห็นสมควรก็ได้ถ้าศาลมีคำสั่งให้เลื่อนการนั่งพิจารณาดังกล่าวแล้วโดยไม่มีกำหนด เมื่อศาลเห็นสมควรหรือคู่ความที่เกี่ยวข้องร้องขอ ศาลจะมีคำสั่งให้เริ่มการนั่งพิจารณาต่อไปในวันใด ๆ ตามที่เห็นสมควรก็ได้

คำแปลภาษาไทย

If the adjudication of a case pending before a court must depend, wholly or in part, upon the decision of certain points which that court itself or another court must first render, or must await the determination of such points by an administrative official, or if it appears that a criminal offence has been committed which may be prosecuted and which may cause the adjudication of the case under consideration to be altered, or in any other case in which the court is of the opinion that a postponement of the proceedings would further the proper administration of justice, then, when the court thinks fit or upon the application of a party concerned, the court may order the hearing to be postponed until judgment or a decision has been given upon such points, or for any period as the court thinks fit. If the court has ordered such a postponement of the hearing for an indefinite period, then, when the court thinks fit or upon the application of a party concerned, the court may order the hearing to be resumed on any day as it thinks fit.

คำแปลนี้ยังไม่เป็นที่ทราบจากสำนักงาน — กรุณาอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก

หมายเหตุสำนักงาน

มาตรา 39 ให้อำนาจศาลสั่งเลื่อนการนั่งพิจารณาเมื่อผลของคดีต้องอาศัยข้อวินิจฉัยเบื้องต้นที่ต้องกระทำเสียก่อนในที่อื่น ไม่ว่าจะเป็นศาลเดียวกัน ศาลอื่น เจ้าพนักงานฝ่ายธุรการ หรือผลคดีอาญาที่อาจเปลี่ยนแปลงการชี้ขาดคดีแพ่ง ทั้งยังมีเหตุปลายเปิดให้เลื่อนได้ในกรณีอื่นใดที่จะทำให้ความยุติธรรมดำเนินไปด้วยดี และให้เลื่อนแบบไม่มีกำหนดแล้วสั่งเริ่มพิจารณาต่อในวันใดก็ได้ อำนาจนี้เป็นดุลพินิจมิใช่บทบังคับ ศาลจึงไม่จำต้องรอผลคดีอื่นทุกคดี บทนี้ใช้ร่วมกับหลักการขอเลื่อนคดีของคู่ความตามมาตรา 40 และ 41 และมักถูกอ้างประกอบกฎหมายวิธีพิจารณาพิเศษ เช่น กฎหมายล้มละลายและการฟื้นฟูกิจการ

ความสำคัญต่อ

หากคดีแพ่งของท่านเกี่ยวพันกับคดีอื่น คดีอาญา หรือคำวินิจฉัยทางปกครองที่ยังไม่ถึงที่สุด ท่านอาจขอให้ศาลเลื่อนคดีตามมาตรา 39 เพื่อไม่ให้ถูกผูกพันด้วยผลที่อาจขัดกัน แต่พึงระลึกว่าการเลื่อนเป็นดุลพินิจ ท่านต้องแสดงให้เห็นว่าการรอผลคดีอื่นจะทำให้ความยุติธรรมดำเนินไปด้วยดีจริง และศาลอาจไม่อนุญาตแล้วพิจารณาต่อไปได้ คำสั่งไม่รอผลคดีอื่นเป็นดุลพินิจในการบริหารคดีที่มักโต้แย้งในชั้นอุทธรณ์ฎีกาได้ยาก จึงควรเรียงคำร้องอย่างรอบคอบโดยปรึกษาทนายความ

คำตัดสินศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้

  1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8898/2561 (2018)

    เมื่อประเด็นข้อพิพาทเป็นประเด็นเดียวกับที่ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดในอีกคดีหนึ่งแล้ว การชี้ขาดคดีนี้ย่อมต้องอาศัยคำชี้ขาดในคดีนั้น การเลื่อนคดีตามมาตรา 39 วรรคหนึ่งจึงทำให้ความยุติธรรมดำเนินไปด้วยดี

    โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมีประเด็นข้อพิพาทเดียวกับที่ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดในอีกคดีหนึ่งแล้ว ผลคดีนี้จึงต้องอาศัยคำชี้ขาดในคดีดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นว่าหากศาลชั้นต้นเลื่อนคดีนี้ไว้จนกว่าคดีดังกล่าวจะถึงที่สุดตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง ย่อมทำให้ความยุติธรรมดำเนินไปด้วยดี ต่อมาคดีดังกล่าวถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7384/2561 ว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งย่อมผูกพันคู่ความ

  2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3051/2548 (2005)

    การสั่งเลื่อนคดีเพื่อรอฟังผลคดีอื่นตามมาตรา 39 เป็นดุลพินิจของศาลจะสั่งตามที่เห็นสมควร มิใช่บทบังคับให้ต้องรอฟังผลคดีอื่นทุกคดี การโต้แย้งดุลพินิจดังกล่าวเป็นปัญหาข้อเท็จจริง

    จำเลยฎีกาขอให้งดการอ่านคำพิพากษาไว้ก่อนจนกว่าคดีที่ขอเพิกถอนการขายทอดตลาดจะถึงที่สุด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการสั่งรอฟังผลคดีอื่นตามมาตรา 39 เป็นดุลพินิจของศาลจะสั่งตามที่เห็นสมควร หาใช่บทบังคับให้ต้องรอฟังผลคดีอื่นทุกคดีไม่ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามมาตรา 248 วรรคสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

  3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3562/2563 (2020)

    เมื่อศาลต้องงดพิจารณาในส่วนคำฟ้องตามกฎหมายฟื้นฟูกิจการ ศาลย่อมมีเหตุสมควรงดการพิจารณาในส่วนฟ้องแย้งไว้ด้วยตามมาตรา 39 เพื่อให้ยกคำฟ้องและฟ้องแย้งขึ้นพิจารณาต่อไปพร้อมกันเมื่อการฟื้นฟูกิจการเสร็จสิ้น

    เนื่องจากต้องงดพิจารณาในส่วนคำฟ้องตามพระราชบัญญัติล้มละลาย มาตรา 90/12 (4) และคำฟ้องกับฟ้องแย้งต้องพิจารณาไปในทางเดียวกัน ศาลฎีกาเห็นสมควรงดการพิจารณาในส่วนฟ้องแย้งไว้ด้วยตามมาตรา 39 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มาตรา 7 หากต่อมาคดีฟื้นฟูกิจการสิ้นสุดหรือศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้ดำเนินคดีในส่วนโจทก์ต่อไป จึงยกคำฟ้องและฟ้องแย้งขึ้นพิจารณาต่อไปพร้อมกัน

คำพิพากษาที่คัดเลือกการพิจารณาคดีจากเทคโนโลยีศาลฎีกาคำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา

เลย

เราขอให้ศาลรอผลคดีอื่นที่เกี่ยวข้องได้หรือไม่

ได้ ตามมาตรา 39 หากการชี้ขาดคดีต้องอาศัยข้อที่ศาลอื่นหรือเจ้าพนักงานต้องวินิจฉัยก่อน หรือขึ้นกับคดีอาญาที่เกี่ยวข้อง ท่านขอให้ศาลเลื่อนไว้จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยในข้อนั้นได้ โดยศาลเป็นผู้พิจารณาว่าการเลื่อนจะทำให้ความยุติธรรมดำเนินไปด้วยดีหรือไม่

ศาลต้องรอผลคดีอื่นเสมอไปหรือไม่

ไม่ อำนาจเลื่อนคดีตามมาตรา 39 เป็นดุลพินิจของศาล มิใช่บทบังคับ ศาลไม่จำต้องรอผลคดีอื่นทุกคดี และอาจไม่อนุญาตให้เลื่อนแล้วพิจารณาต่อไปได้

ผู้จัดการฝ่ายบน ThaiLawOnline

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนที่จะนำไปใช้กับการดำเนินคดีจริง

เลื่อนขึ้น