ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 130: เริ่มการสอบสวนโดยไม่ชักช้า
ตัวบทกฎหมาย
ให้เริ่มการสอบสวนโดยมิชักช้า จะทำการในที่ใด เวลาใด แล้วแต่จะเห็นสมควร โดยผู้ต้องหาไม่จำต้องอยู่ด้วย
คำแปลภาษาอังกฤษ
The investigation shall begin without delay. It may be conducted at any place and at any time as the investigating officer sees fit, and the accused need not be present.
คำแปลนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบโดยสำนักงาน โปรดอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก
หมายเหตุของสำนักงาน
บทบัญญัตินี้อยู่ในหมวด 1 การสอบสวนสามัญ วางหลักปฏิบัติของการสอบสวน คือต้องเริ่มโดยไม่ชักช้า และพนักงานสอบสวนมีความยืดหยุ่นเรื่องสถานที่และเวลา ที่สำคัญคือผู้ต้องหาไม่จำต้องอยู่ด้วย ทำให้ตรวจสถานที่เกิดเหตุและรวบรวมพยานหลักฐานได้แต่เนิ่น ๆ ก่อนทราบตัวหรือจับผู้ต้องสงสัย บทนี้ทำงานร่วมกับมาตรา 131 (หน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิด) และบทว่าด้วยอำนาจในมาตรา 121 และ 128 แนวคำพิพากษายืนยันว่าเมื่อมีการแจ้งเหตุ พนักงานสอบสวนเริ่มสอบสวนได้ทันที เช่น ออกไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ
ความสำคัญในทางปฏิบัติ
มาตรานี้อธิบายว่าเหตุใดตำรวจจึงดำเนินการที่เกิดเหตุและรวบรวมพยานหลักฐานได้ก่อนทราบตัวผู้ต้องสงสัย และเหตุใดการที่ผู้ต้องหาไม่อยู่ด้วยในขั้นต้นจึงไม่ทำให้การสอบสวนเสียไปในตัวเอง สำหรับจำเลย ประเด็นมิใช่ว่าการรวบรวมพยานหลักฐานแต่เนิ่นไม่ชอบ แต่ความชอบขึ้นอยู่กับเขตอำนาจและอำนาจของเจ้าพนักงานตามบทมาตราแวดล้อม หากเชื่อว่าพยานหลักฐานถูกรวบรวมโดยไม่ชอบ ควรตรวจสอบกับทนาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 29/2564 (2021)
เมื่อมีการแจ้งเหตุต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนย่อมเริ่มการสอบสวนได้ทันทีตามมาตรา 130 เช่น ออกไปตรวจสถานที่เกิดเหตุและรวบรวมพยานหลักฐาน เมื่อได้ดำเนินการเช่นนั้น ย่อมมีการสอบสวนโดยชอบและอัยการมีอำนาจฟ้องตามมาตรา 120
ผู้เสียหายโทรศัพท์แจ้งเหตุต่อพนักงานสอบสวน เท่ากับมีการกล่าวโทษที่ทำให้พนักงานสอบสวนทราบว่ามีการกระทำผิด ศาลฎีกาเห็นว่าพนักงานสอบสวนเริ่มการสอบสวนได้ทันทีตามมาตรา 130 และเมื่อออกไปตรวจสถานที่เกิดเหตุและรวบรวมพยานหลักฐาน ย่อมมีการสอบสวนโดยชอบ อัยการจึงมีอำนาจฟ้องตามมาตรา 120
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13537/2553 (2010)
เจ้าพนักงานซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นพนักงานสืบสวนสอบสวนของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนผู้รับผิดชอบ ย่อมมีอำนาจสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่าง ๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาและเพื่อพิสูจน์ให้เห็นความผิด ตามมาตรา ๑๒๑, ๑๓๐ และ ๑๓๑ แต่อำนาจทั่วไปดังกล่าวมิใช่ที่มาของอำนาจยึดหรืออายัดทรัพย์สิน เมื่อในความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรและฐานฟอกเงิน บัญชีเงินฝากของผู้ถูกกล่าวหาเป็นหลักฐานอันเกี่ยวกับการกระทำความผิดที่อาจพิสูจน์ความผิดได้ อำนาจยึดหรืออายัดเงินในบัญชีไว้ตรวจสอบย่อมเป็นไปตามมาตรา ๘๕ วรรคสาม และมาตรา ๑๓๒
โจทก์ฟ้องเจ้าพนักงานตำรวจกรณีอายัดบัญชีเงินฝากในการสืบสวนสอบสวนคดีค้าน้ำมันเถื่อนและฟอกเงิน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจสืบสวนคดีอาญา เมื่อแสวงหาข้อเท็จจริงจนทราบว่าโจทก์เป็นผู้ต้องสงสัยหรือมีส่วนเกี่ยวข้อง ย่อมกล่าวโทษได้ตามมาตรา ๒ (๘), ๑๗, ๑๘, ๑๒๕ และ ๑๒๗ และเมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นพนักงานสืบสวนสอบสวนของคณะพนักงานผู้รับผิดชอบ ย่อมมีอำนาจสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดตามมาตรา ๑๒๑, ๑๓๐ และ ๑๓๑ ส่วนบัญชีเงินฝากของโจทก์เป็นหลักฐานอันเกี่ยวกับการกระทำความผิด อำนาจยึดหรืออายัดเงินในบัญชีไว้ตรวจสอบเป็นไปตามมาตรา ๘๕ วรรคสาม และมาตรา ๑๓๒ ทั้งความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรโดยค้าน้ำมันเถื่อนเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา ๓ (๗) แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค ๑
คำพิพากษาที่คัดสรรและตรวจสอบเลขคดีจากฐานข้อมูลศาลฎีกา คำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา
มีคำพิพากษาศาลฎีกาอ้างถึงมาตรานี้ 5 คดี (พ.ศ. 2532 ถึง 2564)
ตัวอย่างคำพิพากษาที่อ้างถึง
- คำพิพากษาฎีกาที่ 430/2546 (2003)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 1680/2532 (1989)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 29/2564 (2021)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 13537/2553 (2010)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 13536/2553 (2010)
รายการนี้คัดเลือกโดยระบบ โดยให้น้ำหนักกับคำพิพากษาที่ยกมาตรานี้ขึ้นวินิจฉัย มากกว่าคำพิพากษาที่เพียงอ้างถึงตอนพิพากษาลงโทษ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยสำนักงาน
มักถูกอ้างถึงพร้อมกับ
มาตราที่ปรากฏร่วมกับมาตรานี้บ่อยที่สุดในคำพิพากษาเดียวกัน ตัวเลขคือจำนวนคดี
นับจากฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกาของสำนักงาน จำนวน 83,652 คดี (พ.ศ. 2464 ถึง 2569) จำนวนคดีนับครบถ้วน ส่วนช่วงปีที่แสดงได้ตัดปีที่มีคดีน้อยผิดปกติออก เพื่อให้สะท้อนช่วงเวลาที่มีการอ้างถึงจริง ตัวเลขนี้คำนวณโดยสำนักงานเอง ไม่ใช่สถิติทางการของศาล วิธีการนับและตรวจสอบ
คำถามที่พบบ่อย
ผู้ต้องหาต้องอยู่ด้วยขณะสอบสวนหรือไม่
ไม่ ตามมาตรา 130 ผู้ต้องหาไม่จำต้องอยู่ด้วย และการสอบสวนทำได้ในที่ใดเวลาใดตามที่พนักงานสอบสวนเห็นสมควร
การสอบสวนเริ่มได้เมื่อใด
โดยไม่ชักช้า มาตรา 130 กำหนดให้เริ่มการสอบสวนโดยไม่ชักช้า เมื่อมีการแจ้งเหตุ พนักงานสอบสวนดำเนินการได้ทันที เช่น ออกไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ
ผู้จัดการฝ่ายบน ThaiLawOnline
วิธีอ้างอิงมาตรานี้
-
อ้างอิงแบบทั่วไป
Criminal Procedure Code, s. 130 (Thailand) -
อ้างอิงแบบวิชาการ
Criminal Procedure Code (Thailand), s. 130. ThaiLawOnline, https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-130/ (accessed 1 กันยายน 2026). -
อ้างอิงแบบไทย
ป.วิ.อ. มาตรา 130 -
ลิงก์ถาวร
https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-130/ -
โค้ดสำหรับฝังในเว็บอื่น
<blockquote cite="https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-130/"><p>ให้เริ่มการสอบสวนโดยมิชักช้า จะทำการในที่ใด เวลาใด แล้วแต่จะเห็นสมควร โดยผู้ต้องหาไม่จำต้องอยู่ด้วย</p><footer>Criminal Procedure Code, s. 130 (Thailand): <a href="https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-130/">ไทยลอว์ออนไลน์</a></footer></blockquote>
ตัวบทภาษาไทยเป็นฉบับที่ใช้บังคับ คำแปลภาษาอังกฤษเป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการโดย ThaiLawOnline เผยแพร่ให้นำไปใช้ต่อได้โดยอ้างที่มา