ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

237 — การอ่านและการถือเอาคำเบิกความพยาน

คนบทกฎหมาย

บันทึกคำเบิกความพยานชั้นไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณานั้น ให้ศาลอ่านให้พยานฟังต่อหน้าจำเลย เว้นแต่ในกรณีดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๖๕ วรรคสามในกรณีที่คู่ความตกลงกัน ศาลอาจอนุญาตให้ถือเอาบันทึกคำเบิกความพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความพยานในชั้นพิจารณา โดยพยานไม่ต้องเบิกความใหม่หรือให้พยานเบิกความตอบคำถามค้านของจำเลยไปทันทีได้ เว้นแต่ในข้อหาความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น

คำแปลภาษาไทย

The record of a witness's testimony at the preliminary hearing or at the trial shall be read by the court to the witness in the presence of the defendant, except in the cases provided in Section 165 paragraph three. Where the parties agree, the court may allow the record of a witness's testimony taken at the preliminary hearing to stand as that witness's testimony at trial, without the witness having to give evidence anew, or it may allow the witness to answer the defendant's cross-examination at once, except in a charge for which the law prescribes a minimum penalty of imprisonment of five years or more, or a heavier penalty.

คำแปลนี้ยังไม่เป็นที่ทราบจากสำนักงาน — กรุณาอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก

หมายเหตุสำนักงาน

มาตรา 237 กำกับทั้งการบันทึกและการนำคำเบิกความพยานกลับมาใช้ตามภาค 5 หมวด 2 วรรคหนึ่งกำหนดให้ศาลอ่านบันทึกคำเบิกความให้พยานฟังต่อหน้าจำเลย เพื่อความถูกต้องและให้จำเลยได้สังเกต โดยมีข้อยกเว้นตามมาตรา 165 วรรคสาม ส่วนวรรคสองเปิดทางลัดว่า หากคู่ความตกลงกัน คำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องอาจถือเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณาได้ เพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อน แต่ห้ามในข้อหาร้ายแรงที่มีโทษจำคุกขั้นต่ำตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปซึ่งต้องสืบพยานใหม่ บทบัญญัตินี้เกี่ยวพันกับกฎเกณฑ์ชั้นไต่สวนมูลฟ้องและสิทธิถามค้านของจำเลย

ความสำคัญต่อ

ในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์หรือคดีที่ผ่านชั้นไต่สวนมูลฟ้อง การตกลงให้ถือเอาคำเบิกความเดิมช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย แต่ก็เท่ากับสละโอกาสฟังพยานเบิกความสดในชั้นพิจารณา ควรชั่งน้ำหนักให้ดี และวิธีนี้ใช้ไม่ได้เลยกับข้อหาที่มีโทษจำคุกขั้นต่ำห้าปี เนื่องจากข้อตกลงกระทบสิทธิในการนำสืบหักล้างพยาน จึงควรปรึกษาก่อนให้ความยินยอม

คำตัดสินศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้

  1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4173/2562 (2019)

    มาตรา 237 วรรคสอง ให้ถือเอาคำเบิกความพยานชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความชั้นพิจารณาได้เฉพาะเมื่อคู่ความตกลงกัน และต้องพิจารณาตามบทบัญญัติที่ใช้บังคับขณะศาลชั้นต้นสืบพยาน

    จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์รับฟังพยานหลักฐานโจทก์ชั้นไต่สวนมูลฟ้องโดยไม่ชอบด้วยมาตรา 237 วรรคสอง ศาลฎีกาพิเคราะห์ตามบทบัญญัติมาตรา 237 วรรคสองที่ใช้บังคับขณะศาลชั้นต้นสืบพยาน ซึ่งให้ถือเอาคำเบิกความชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความชั้นพิจารณาได้เมื่อคู่ความตกลงกัน

  2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2113/2557 (2014)

    ตามมาตรา 237 วรรคสอง คำเบิกความพยานชั้นไต่สวนมูลฟ้องจะถือเป็นคำเบิกความชั้นพิจารณาได้ต่อเมื่อคู่ความตกลงกันก่อนนำพยานปากนั้นมาเบิกความในชั้นพิจารณา อันมีความหมายอยู่ในตัวว่าต้องมีข้อตกลงของคู่ความก่อน

    ประเด็นคือคำเบิกความของพยานชั้นไต่สวนมูลฟ้องนำมาเป็นคำเบิกความชั้นพิจารณาได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามาตรา 237 วรรคสอง มีความหมายว่า ก่อนที่คู่ความจะนำพยานที่เคยเบิกความชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาเบิกความชั้นพิจารณา คู่ความต้องตกลงกันว่าให้ถือเอาคำเบิกความเดิมแทนการเบิกความใหม่

คำพิพากษาที่คัดเลือกการพิจารณาคดีจากเทคโนโลยีศาลฎีกาคำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา

เลย

คำเบิกความชั้นไต่สวนมูลฟ้องใช้ในชั้นพิจารณาได้หรือไม่

ได้ หากคู่ความตกลงกัน ตามมาตรา 237 วรรคสอง ศาลอาจให้ถือเอาคำเบิกความชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความชั้นพิจารณา เว้นแต่ข้อหาที่มีโทษจำคุกขั้นต่ำห้าปีขึ้นไป

ศาลต้องอ่านคำเบิกความให้พยานฟังหรือไม่

ต้อง มาตรา 237 วรรคหนึ่งกำหนดให้ศาลอ่านบันทึกคำเบิกความให้พยานฟังต่อหน้าจำเลย เว้นแต่กรณีตามมาตรา 165 วรรคสาม

ผู้จัดการฝ่ายบน ThaiLawOnline

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนที่จะนำไปใช้กับการดำเนินคดีจริง

เลื่อนขึ้น