Landmark คำพิพากษาสำคัญ Civil & Commercial Codeป.พ.พ. Decision 4969/2565 คำพิพากษาที่ 4969/2565 2022 (B.E. 2565)

Divorce by Consent Judgment Gives No Right to Compensation From the Spouse Under Section 1523 หย่าโดยคำพิพากษาตามยอมมิใช่หย่าเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) จึงเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสไม่ได้

CCC Sections: มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

1. CCC section 1523 paragraph one provides that "when the court decrees divorce on the ground in section 1516 (1), the wife or husband is entitled to compensation from the husband or wife and from the person maintained or honoured, or who caused the divorce". A divorce settled by compromise and entered by consent judgment is not decreed on the ground in section 1516 (1), so no compensation is due from the other spouse under paragraph one. 2. A loan taken by one spouse alone and used for the children's education as appropriate to the family's condition is a joint debt under section 1490 (1). Under section 291 the creditor may claim the whole from either spouse; section 1535, which divides joint debts equally on dissolution of the marriage, binds only the spouses between themselves. The borrowing spouse may not claim the other's half until the creditor has been paid in full.

1. ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) ภริยาหรือสามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามีหรือภริยาและจากผู้ซึ่งได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่อง หรือผู้ซึ่งเป็นเหตุแห่งการหย่านั้น" สิทธิได้รับค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายจึงมีเฉพาะกรณีที่ศาลพิพากษาให้หย่าเพราะเหตุดังกล่าว เมื่อคู่สมรสตกลงหย่ากันโดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างพิจารณาและศาลพิพากษาตามยอม การหย่านั้นมิใช่การที่ศาลพิพากษาให้หย่าเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายตามวรรคหนึ่ง 2. หนี้เงินกู้ที่คู่สมรสฝ่ายเดียวเป็นผู้กู้ แต่นำเงินไปใช้เกี่ยวกับการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ เป็นหนี้ร่วมตามมาตรา 1490 (1) ตามมาตรา 291 เจ้าหนี้จะเรียกชำระหนี้จากคู่สมรสคนใดคนหนึ่งโดยสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้จนกว่าหนี้จะระงับ ส่วนมาตรา 1535 ที่ให้แบ่งความรับผิดในหนี้ร่วมตามส่วนเท่ากันเมื่อการสมรสสิ้นสุดลง เป็นเรื่องระหว่างคู่สมรสเท่านั้น คู่สมรสผู้กู้จะเรียกให้อีกฝ่ายชำระส่วนของตนไม่ได้จนกว่าจะได้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ครบถ้วน

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

The wife sued her husband (the first defendant) and another woman (the second defendant) in the Rayong Juvenile and Family Court for divorce, child support, joint registration of property and 1,000,000 THB in compensation. On 15 May 2562 (2019), during the trial, the spouses signed a compromise covering the divorce, the children's expenses, land and cars and asked for judgment by consent, leaving only the compensation claim and the husband's debt claim. The trial court gave judgment on the compromise, ordered the wife to pay 683,000 THB towards marital debts and awarded compensation of 100,000 THB. The Court of Appeal for Specialised Cases set aside the compensation order against the husband and the order requiring the wife to share half of a savings cooperative loan. Both spouses appealed with leave. The Supreme Court affirmed. Under CCC section 1523 paragraph one a spouse may recover compensation from the other spouse only when the court decrees divorce on the ground in section 1516 (1); a divorce by consent judgment is not such a decree, and the wife had not adduced evidence of that ground. On the loan, the 1,566,600 THB used for the first child's university studies in Scotland was a joint debt under section 1490 (1), but because the husband had not yet repaid the cooperative he could not demand the wife's half: under section 291 the creditor could still claim the whole from either spouse, and section 1535 governs only the allocation between them.

ภริยาฟ้องสามี (จำเลยที่ 1) และหญิงอื่น (จำเลยที่ 2) ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยอง ขอหย่า เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ขอให้ใส่ชื่อภริยาเป็นเจ้าของร่วมในสินสมรส และเรียกค่าทดแทน 1,000,000 บาท สามีฟ้องแย้งขอหย่า ขออำนาจปกครอง ขอแบ่งทรัพย์สิน และให้ภริยาร่วมรับผิดหนี้ระหว่างสมรส ระหว่างพิจารณา วันที่ 15 พฤษภาคม 2562 คู่สมรสทำสัญญาประนีประนอมยอมความเรื่องการหย่า ค่าใช้จ่ายของบุตร ที่ดินและรถยนต์ และขอให้ศาลพิพากษาตามยอม คงเหลือเฉพาะประเด็นค่าทดแทนและหนี้สินตามฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ให้ภริยาร่วมรับผิดหนี้ระหว่างสมรส 683,000 บาท และกำหนดค่าทดแทน 100,000 บาท ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้ให้ยกคำขอค่าทดแทนในส่วนของสามี และยกฟ้องแย้งในส่วนที่ให้ภริยาร่วมรับผิดหนี้เงินกู้สหกรณ์ออมทรัพย์กึ่งหนึ่ง คู่สมรสทั้งสองฎีกาโดยได้รับอนุญาต ศาลฎีกาพิพากษายืน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง คู่สมรสมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายเฉพาะกรณีที่ศาลพิพากษาให้หย่าเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) การพิพากษาตามยอมมิใช่กรณีดังกล่าว ทั้งภริยามิได้นำสืบข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุหย่านั้น ส่วนหนี้เงินกู้ 1,566,600 บาท ที่นำไปใช้เป็นค่าศึกษาของบุตรคนแรกที่สกอตแลนด์เป็นหนี้ร่วมตามมาตรา 1490 (1) แต่เมื่อสามียังชำระหนี้แก่สหกรณ์ไม่ครบ จึงเรียกให้ภริยาชำระกึ่งหนึ่งไม่ได้ เพราะตามมาตรา 291 เจ้าหนี้ยังเรียกให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชำระหนี้ทั้งหมดได้ และมาตรา 1535 เป็นเพียงการแบ่งความรับผิดระหว่างคู่สมรส โดยไม่ตัดสิทธิสามีที่จะฟ้องเมื่อชำระหนี้ครบแล้ว

Facts of the Case ข้อเท็จจริง

The spouses married on 15 January 2542 (1999) and had two children, aged 19 and 17 at the time of the Supreme Court judgment. The wife sued for divorce, child support, joint registration of marital property and 1,000,000 THB in compensation from the husband and the second defendant. On 15 May 2562 (2019) the spouses made a compromise before the trial court covering the divorce, the children's expenses, three plots of land and two cars, and waived all other issues except the compensation claim and the debts in the counterclaim. The trial court entered judgment on the compromise, ordered the wife to pay 683,000 THB towards marital debts with interest from 28 January 2562 and awarded compensation of 100,000 THB. The Court of Appeal set aside the compensation order against the husband and the order to share half of the third cooperative loan. The husband had borrowed 2,500,000 THB from his employees' savings cooperative, of which 1,566,600 THB was spent on the first child's studies at the University of Glasgow. Both spouses appealed with leave.

คู่สมรสจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2542 มีบุตร 2 คน อายุ 19 ปีเศษ และ 17 ปีเศษ ในขณะศาลฎีกาพิพากษา ภริยาฟ้องขอหย่า เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ขอให้ใส่ชื่อเป็นเจ้าของร่วมในสินสมรส และเรียกค่าทดแทน 1,000,000 บาท จากสามีและจำเลยที่ 2 สามีฟ้องแย้งขอหย่า ขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองแต่ผู้เดียว เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจากภริยา ขอแบ่งที่ดิน เรียกเงินในบัญชีธนาคาร 783,000 บาท และให้ภริยาร่วมรับผิดหนี้ระหว่างสมรส 1,686,615 บาท วันที่ 15 พฤษภาคม 2562 คู่สมรสทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลชั้นต้น ตกลงหย่าและไปจดทะเบียนภายใน 7 วัน แบ่งกันชำระค่าใช้จ่ายการศึกษาปีสุดท้ายของบุตรคนแรกที่สกอตแลนด์และค่าใช้จ่ายรายเดือนของบุตรคนที่สอง แบ่งที่ดินสามแปลง และจัดสรรรถยนต์สองคัน โดยสละประเด็นอื่นทั้งหมดเว้นแต่ค่าทดแทนและหนี้สินตามฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ให้ภริยาร่วมรับผิดหนี้ระหว่างสมรส 683,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 28 มกราคม 2562 และกำหนดค่าทดแทน 100,000 บาท ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยกคำขอค่าทดแทนในส่วนของสามีและยกฟ้องแย้งในส่วนหนี้เงินกู้สหกรณ์ครั้งที่ 3 กึ่งหนึ่ง สามีกู้เงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงาน 2,500,000 บาท หักชำระหนี้เดิมแล้วคงเหลือ 1,566,600 บาท โอนให้ภริยาเพื่อซื้อที่ดิน แต่ภริยานำไปใช้เป็นค่าศึกษาของบุตรคนแรกที่มหาวิทยาลัยกลาสโกว์

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

1. CCC section 1523 paragraph one provides that "when the court decrees divorce on the ground in section 1516 (1), the wife or husband is entitled to compensation from the husband or wife and from the person maintained or honoured, or who caused the divorce". A divorce settled by compromise and entered by consent judgment is not decreed on the ground in section 1516 (1), so no compensation is due from the other spouse under paragraph one. 2. A loan taken by one spouse alone and used for the children's education as appropriate to the family's condition is a joint debt under section 1490 (1). Under section 291 the creditor may claim the whole from either spouse; section 1535, which divides joint debts equally on dissolution of the marriage, binds only the spouses between themselves. The borrowing spouse may not claim the other's half until the creditor has been paid in full.
1. ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) ภริยาหรือสามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามีหรือภริยาและจากผู้ซึ่งได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่อง หรือผู้ซึ่งเป็นเหตุแห่งการหย่านั้น" สิทธิได้รับค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายจึงมีเฉพาะกรณีที่ศาลพิพากษาให้หย่าเพราะเหตุดังกล่าว เมื่อคู่สมรสตกลงหย่ากันโดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างพิจารณาและศาลพิพากษาตามยอม การหย่านั้นมิใช่การที่ศาลพิพากษาให้หย่าเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายตามวรรคหนึ่ง 2. หนี้เงินกู้ที่คู่สมรสฝ่ายเดียวเป็นผู้กู้ แต่นำเงินไปใช้เกี่ยวกับการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ เป็นหนี้ร่วมตามมาตรา 1490 (1) ตามมาตรา 291 เจ้าหนี้จะเรียกชำระหนี้จากคู่สมรสคนใดคนหนึ่งโดยสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้จนกว่าหนี้จะระงับ ส่วนมาตรา 1535 ที่ให้แบ่งความรับผิดในหนี้ร่วมตามส่วนเท่ากันเมื่อการสมรสสิ้นสุดลง เป็นเรื่องระหว่างคู่สมรสเท่านั้น คู่สมรสผู้กู้จะเรียกให้อีกฝ่ายชำระส่วนของตนไม่ได้จนกว่าจะได้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ครบถ้วน

Legal Analysis การวิเคราะห์ทางกฎหมาย

The Supreme Court, Juvenile and Family Division, limited itself to the two points on which leave to appeal had been granted. On the wife's claim for 100,000 THB from the husband, the Court quoted CCC section 1523 paragraph one and explained that compensation from the other spouse is confined to the case where the court decrees divorce on the ground in section 1516 (1). Here the spouses had agreed to divorce under a compromise dated 15 May 2562 (2019) and asked for judgment by consent. A consent judgment granting divorce is not a judgment decreeing divorce because of a ground under section 1516 (1), and the wife had not adduced evidence of that ground. She therefore had no right to compensation from the husband. On the husband's counterclaim for 783,300 THB, half of the third cooperative loan, the net proceeds of 1,566,600 THB had been handed to the wife and spent on the first child's university education in Scotland. It was a debt for the children's education as appropriate to the family's condition, a joint debt under section 1490 (1). Although only the husband had signed as borrower, the wife was bound as a joint debtor towards the cooperative. Under section 291 the creditor may demand performance in whole or in part from either joint debtor until the debt is discharged. Section 1535, which divides joint debts equally on dissolution of the marriage, concerns only the spouses and does not affect the creditor. Because the husband had not yet repaid the cooperative in full, he could not require the wife to pay her share to him: if she did, she could still be pursued by the creditor for the same debt. The Court affirmed, without prejudice to the husband's right to sue once he has paid the cooperative or the debt is extinguished.

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยเฉพาะสองประเด็นที่อนุญาตให้ฎีกา ประเด็นแรก ค่าทดแทน 100,000 บาท ที่ภริยาเรียกจากสามี ศาลฎีกาอ้าง ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง และอธิบายว่าสิทธิได้รับค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายมีเฉพาะกรณีที่ศาลพิพากษาให้หย่าเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) คือ การอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ จึงต้องประกอบด้วยสองเงื่อนไข คือ มีการกระทำดังกล่าว และศาลพิพากษาให้หย่าเพราะเหตุนั้น คดีนี้คู่สมรสตกลงหย่ากันตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 และขอให้ศาลพิพากษาตามยอม การพิพากษาตามยอมให้หย่ามิใช่การพิพากษาให้หย่าเพราะมีเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) ทั้งภริยามิได้นำสืบข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุแห่งการหย่านั้น ภริยาจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามี ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยกคำขอส่วนนี้ชอบแล้ว ประเด็นที่สอง ฟ้องแย้งของสามีเรียกเงิน 783,300 บาท กึ่งหนึ่งของหนี้เงินกู้สหกรณ์ครั้งที่ 3 ข้อเท็จจริงยุติว่าเงินสุทธิ 1,566,600 บาท ถูกโอนให้ภริยาและนำไปใช้เป็นค่าศึกษาของบุตรคนแรกในระดับมหาวิทยาลัยที่สกอตแลนด์ หนี้นี้จึงเป็นหนี้เกี่ยวกับการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ เป็นหนี้ร่วมตามมาตรา 1490 (1) แม้สามีเป็นผู้กู้แต่เพียงลำพังและภริยามิได้เป็นผู้กู้ร่วมหรือผู้ค้ำประกัน ภริยาก็ผูกพันในฐานะลูกหนี้ร่วมต่อสหกรณ์ ตามมาตรา 291 เจ้าหนี้จะเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้ร่วมคนใดคนหนึ่งโดยสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ และทั้งสองยังคงผูกพันจนกว่าหนี้จะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิง ส่วนมาตรา 1535 ที่ให้แบ่งความรับผิดในหนี้ร่วมตามส่วนเท่ากันเมื่อการสมรสสิ้นสุดลง เป็นเรื่องการแบ่งความรับผิดระหว่างคู่สมรสเท่านั้น ไม่กระทบสิทธิของเจ้าหนี้ แม้คู่สมรสจะไม่ได้เป็นสามีภริยากันแล้ว เมื่อสามียังชำระหนี้แก่สหกรณ์ไม่ครบถ้วน จึงเรียกให้ภริยาชำระส่วนของภริยาแก่ตนไม่ได้ เพราะหากภริยาชำระแล้ว ภริยายังอาจถูกเจ้าหนี้เรียกให้ชำระหนี้เดียวกันอีกได้ ศาลฎีกาพิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิสามีที่จะฟ้องเรียกให้ภริยาชำระ 783,300 บาท หลังจากชำระหนี้แก่สหกรณ์ครบถ้วนหรือหนี้ระงับแล้ว

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 4969/2565. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4969/2565 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

English translation is being prepared and will be available soon.

การเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายนั้น ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า "เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) ภริยาหรือสามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามีหรือภริยาและจากผู้ซึ่งได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่อง หรือผู้ซึ่งเป็นเหตุแห่งการหย่านั้น" ซึ่งบทบัญญัติตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ให้ภริยาหรือสามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามีหรือภริยาซึ่งเป็นคู่สมรสอีกฝ่ายได้เฉพาะกรณีที่ศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) คือ กรณีที่สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือฉันสามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ ดังนั้น การที่โจทก์จะมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ในกรณีนี้ นอกจากจำเลยที่ 1 จะอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยาหรือเป็นชู้หรือร่วมประเวณีกันเป็นอาจิณอันเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) แล้วยังต้องเป็นกรณีที่ศาลพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่ากันเพราะเหตุดังกล่าวด้วย เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 และเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ด้วย แต่เมื่อในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงหย่ากันโดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 และขอให้ศาลพิพากษาตามยอม ซึ่งการที่ศาลพิพากษาตามยอมให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่ากันนี้ไม่ใช่กรณีที่ศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะมีเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) ทั้งโจทก์ไม่ได้นำสืบถึงข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุแห่งการหย่าตามมาตรา 1516 (1) โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง
แม้การกู้ยืมเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานนี้เฉพาะจำเลยที่ 1 แต่เพียงลำพังที่เป็นผู้กู้ โดยที่โจทก์มิได้ผูกพันเป็นผู้กู้ร่วมหรือค้ำประกันในหนี้จำนวนนี้กับสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงาน ผู้ให้กู้ด้วยก็ตาม แต่เมื่อโจทก์นำเงินดังกล่าวไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนบุตรคนแรก การกู้ยืมเงินดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่จำเลยที่ 1 นำมาใช้เกี่ยวกับการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นลูกหนี้ร่วมกันตามมาตรา 1490 (1) ในจำนวนเงิน 1,566,600 บาท และต้องผูกพันชำระหนี้จนกว่าหนี้จะระงับและเจ้าหนี้จะเรียกชำระหนี้จากโจทก์หรือจำเลยที่ 1 แต่คนใดคนหนึ่งในฐานะลูกหนี้ร่วมให้ชำระหนี้โดยสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือกตามมาตรา 291 ส่วนกรณีตามมาตรา 1535 เมื่อการสมรสสิ้นสุดลง ให้แบ่งความรับผิดในหนี้ที่จะต้องรับผิดด้วยกันตามส่วนเท่ากัน ก็เป็นเรื่องการแบ่งความรับผิดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น ซึ่งไม่กระทบต่อสิทธิของเจ้าหนี้ที่ยังมีสิทธิเรียกร้องให้ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ร่วมชำระหนี้ได้ แม้โจทก์กับจำเลยที่ 1 จะไม่ได้เป็นสามีภริยากันแล้วก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ยังชำระหนี้เงินกู้ยืมจำนวนดังกล่าวให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานไม่ครบถ้วน จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจเรียกให้โจทก์ชำระหนี้ในส่วนที่โจทก์ต้องร่วมรับผิดแก่ตนได้ เพราะหากให้โจทก์ชำระหนี้จำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว แต่จำเลยที่ 1 ยังไม่ชำระหนี้ในจำนวนที่เป็นหนี้ร่วมให้แก่เจ้าหนี้จนสิ้นเชิง โจทก์ในฐานะลูกหนี้ร่วมก็ยังอาจถูกเจ้าหนี้เรียกให้ชำระหนี้เงินกู้จำนวนดังกล่าวอีกได้จนกว่าหนี้จำนวนนี้จะระงับสิ้นไป
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองในชั้นมัธยมศึกษาคนละ 10,000 บาท ต่อเดือน และชั้นอุดมศึกษาคนละ 15,000 บาท ต่อเดือน นับแต่วันพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าบุตรทั้งสองจะสำเร็จการศึกษาชั้นอุดมศึกษา ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในสินสมรสตามฟ้องโดยให้ใส่ชื่อโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกัน หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 หากไม่สามารถตกลงแบ่งกันได้ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดและนำเงินมาแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 1,000,000 บาท
จำเลยที่ 1 ให้การ แก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 กับโจทก์หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรทั้งสองของโจทก์ และให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองเพียงฝ่ายเดียว ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองคนละ 10,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าบุตรทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ ให้โจทก์จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 107206 (ที่ถูก 107000) พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 63/31 (ที่ถูก 62/31) ให้แก่จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง หากจดทะเบียนแบ่งแยกไม่ได้ให้ขายทอดตลาดและนำเงินมาแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง ให้โจทก์เบิกถอนเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) บัญชีชื่อโจทก์ นำมาแบ่งให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 783,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่นำเงินเข้าฝากจนกว่าจะชำระเสร็จ หากโจทก์ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ หากมีเงินฝากในบัญชีไม่ครบจำนวนให้โจทก์ชำระเงิน 783,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 และให้โจทก์ร่วมรับผิดชำระหนี้ระหว่างสมรสกึ่งหนึ่ง 1,686,615 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1
จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง
โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง
ระหว่างพิจารณา โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 มีข้อความว่า
ข้อ 1. โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงหย่าขาดจากกัน โดยจะไปจดทะเบียนหย่ากันภายใน 7 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดนัดไม่ปฏิบัติ ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนของฝ่ายที่ผิดนัด
ข้อ 2. โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงชำระค่าเลี้ยงดูบุตร โดยในส่วนของบุตรคนแรกซึ่งศึกษาอยู่ที่เขตการปกครองสกอตแลนด์ อีก 1 ปี มีค่าใช้จ่าย 1,290,000 บาท โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงแบ่งชำระเงินจำนวนดังกล่าวคนละครึ่งหนึ่ง ดังนี้
2.1 ชำระเป็นค่าเทอมคนละ 500,000 บาท ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2562
2.2 ชำระเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือนคนละ 10,000 บาท ทุกเดือนจนกว่าบุตรคนแรกจะจบการศึกษา โดยจะชำระภายในวันสิ้นเดือนของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกสิ้นเดือนพฤษภาคม 2562
2.3 ชำระค่าเดินทางของบุตรคนแรกคนละ 25,000 บาท ภายในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2562
การชำระเงินดังกล่าวโจทก์และจำเลยที่ 1 จะโอนเงินเข้าบัญชีให้แก่บุตรคนแรกชื่อบัญชีนายฉัตรมงคล
ข้อ 3. โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงชำระค่าเลี้ยงดูบุตรในส่วนของบุตรคนที่สอง ดังนี้
3.1 ชำระค่าใช้จ่ายรายเดือนคนละ 8,000 บาท ทุกเดือนจนถึงเดือนมีนาคม 2563 โดยจะชำระภายในวันสิ้นเดือนของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกสิ้นเดือนพฤษภาคม 2562
3.2 เมื่อบุตรคนที่สองเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีชำระค่าใช้จ่ายรายเดือนคนละ 8,000 บาท เริ่มเดือนเมษายน 2563 จนจบชั้นปีที่ 1 หลังจากนั้นหากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงชำระคนละครึ่งหนึ่งตามความเป็นจริงจนกว่าบุตรคนที่สองจะจบปริญญาชั้นสูงสุดที่บุตรคนที่สองจะสามารถเรียนได้
การชำระเงินดังกล่าวโจทก์และจำเลยที่ 1 จะโอนเงินเข้าบัญชีให้แก่บุตรคนที่สองชื่อบัญชีนางสาวพชรวรรณ
ข้อ 4. หากโจทก์และจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามข้อ 2. และข้อ 3. ยินยอมให้ฝ่ายที่มิได้ผิดนัดบังคับคดีได้ทันที
ข้อ 5. สำหรับที่ดิน ภ.บ.ท. 5 ซึ่งตั้งอยู่ที่หน่วยที่ 1 เลขสำรวจที่ 270 หมู่ที่ 7 เนื้อที่ประมาณ 37 ไร่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 10443 เนื้อที่ประมาณ 45 ไร่ 27 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 10396 เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ 3 งาน 88 ตารางวา โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงแบ่งกันคนละครึ่ง โดยจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ไปยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกภายใน 2 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 จะออกชำระค่าใช้จ่ายคนละครึ่ง ทั้งนี้หากจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินการหรือไม่สามารถตกลงแบ่งกันได้ ให้นำที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวออกขายนำเงินที่ได้มาแบ่งกันคนละครึ่ง
ข้อ 6. โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงว่ารถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน กน 2xxx มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครอง ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 จะไปจดทะเบียนโอนรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนของจำเลยที่ 1 ส่วนรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน กม 1xxx มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครอง ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1
โจทก์และจำเลยที่ 1 แถลงขอให้พิพากษาตามยอมและขอสละประเด็นข้อพิพาทอื่นทั้งหมด คงให้เหลือเฉพาะประเด็นเรื่องค่าทดแทนที่โจทก์เรียกจากจำเลยทั้งสอง 1,000,000 บาท และเรื่องหนี้สินของจำเลยที่ 1 ที่จะให้โจทก์ร่วมรับผิดชอบคนละกึ่งหนึ่งตามคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ข้อ 3.1 ถึง 3.5 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จะพิพากษาตามยอมพร้อมกับคำพิพากษาส่วนอื่น
ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 และให้โจทก์ร่วมรับผิดชำระหนี้ระหว่างสมรสแก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 683,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งวันที่ 28 มกราคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วน ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ 100,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ส่วนที่ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทดแทนและยกคำขอฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ในส่วนที่ให้โจทก์ร่วมรับผิดชำระหนี้ระหว่างสมรสกึ่งหนึ่งในหนี้เงินกู้ยืมของสหกรณ์ออมทรัพย์ พ. ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ทั้งสองศาลให้เป็นพับและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้โดยยุติว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2542 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นายฉัตรมงคล อายุ 19 ปีเศษ และนางสาวพชรวรรณ อายุ 17 ปีเศษ โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลชั้นต้นเกี่ยวการหย่าขาด การอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองคนและการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยากันตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 และศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอม คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยที่ 1 เฉพาะประเด็นตามที่ศาลฎีกาอนุญาตให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 จำนวน 100,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ และจำเลยที่ 1 มีสิทธิฟ้องขอให้บังคับโจทก์รับผิดชำระหนี้เงินกู้สหกรณ์ออมทรัพย์ พ. ในครั้งที่ 3 จำนวนกึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 783,300 บาท ตามฟ้องแย้งหรือไม่
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 จำนวน 100,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า การเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า "เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) ภริยาหรือสามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามีหรือภริยาและจากผู้ซึ่งได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่อง หรือผู้ซึ่งเป็นเหตุแห่งการหย่านั้น" ซึ่งบทบัญญัติตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ให้ภริยาหรือสามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามีหรือภริยาซึ่งเป็นคู่สมรสอีกฝ่ายได้เฉพาะกรณีที่ศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) คือ กรณีที่สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือฉันสามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ ดังนั้น การที่โจทก์จะมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ในกรณีนี้นอกจากจำเลยที่ 1 จะอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยาหรือเป็นชู้หรือร่วมประเวณีกันเป็นอาจิณ อันเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) แล้ว ยังต้องเป็นกรณีที่ศาลพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่ากันเพราะเหตุดังกล่าวด้วย เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 และเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ด้วย แต่เมื่อในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงหย่ากันโดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 และขอให้ศาลพิพากษาตามยอม ซึ่งการที่ศาลพิพากษาตามยอมให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่ากันนี้ไม่ใช่กรณีที่ศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะมีเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) ทั้งโจทก์ไม่ได้นำสืบถึงข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุแห่งการหย่าตามมาตรา 1516 (1) โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ส่วนจึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิฟ้องขอให้บังคับโจทก์รับผิดชำระหนี้เงินกู้สหกรณ์ออมทรัพย์ พ. ในครั้งที่ 3 จำนวนกึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 783,300 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามฟ้องแย้งหรือไม่ โดยข้อเท็จจริงในส่วนนี้รับฟังได้โดยยุติแล้วว่า หนี้จำนวนดังกล่าวเป็นหนี้เงินกู้ที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมจากสหกรณ์ออมทรัพย์ พ. ในครั้งที่ 3 จำนวนเงิน 2,500,000 บาท แต่มีการหักชำระหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 ในครั้งก่อนแล้วคงเหลือเงินจำนวน 1,566,600 บาท โดยหลังจากจำเลยที่ 1 ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้วได้โอนเงินที่ได้รับทั้งหมดให้โจทก์เพื่อนำไปซื้อที่ดิน แต่ในระหว่างนั้นบุตรคนแรกของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ต้องไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ เขตการปกครองสกอตแลนด์ โจทก์จึงนำเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนบุตรคนแรก โดยไม่ได้ซื้อที่ดิน ดังนั้น เงินกู้ยืมในจำนวน 1,566,600 บาท ที่จำเลยที่ 1 ได้รับมาจากการกู้ยืมเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์ พ. จึงเป็นหนี้ที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมนำมาใช้เกี่ยวกับการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นหนี้ที่โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (1) เมื่อการสมรสสิ้นสุดลง มาตรา 1535 ให้แบ่งความรับผิดในหนี้ที่จะต้องรับผิดด้วยกันตามส่วนเท่ากัน โจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดร่วมกันคนละกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 783,300 บาท นั้น เห็นว่าแม้การกู้ยืมเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ พ. นี้เฉพาะจำเลยที่ 1 แต่เพียงลำพังที่เป็นผู้กู้โดยที่โจทก์มิได้ผูกพันเป็นเป็นผู้กู้ร่วมหรือค้ำประกันในหนี้จำนวนนี้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ พ. ผู้ให้กู้ด้วยก็ตาม แต่โจทก์ในฐานะลูกหนี้ร่วมในจำนวนเงิน 1,566,600 บาท ก็ยังผูกพันมีหน้าที่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อสหกรณ์ออมทรัพย์ พ. เจ้าหนี้ โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ร่วมยังคงต้องผูกพันชำระหนี้จำนวนนี้อยู่จนกว่าหนี้จะระงับ และเจ้าหนี้จะเรียกชำระหนี้จากโจทก์หรือจำเลยที่ 1 แต่คนใดคนหนึ่งในฐานะลูกหนี้ร่วมให้ชำระหนี้โดยสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก ซึ่งโจทก์กับจำเลยที่ 1 ก็ยังคงต้องผูกพันอยู่จนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิงตามมาตรา 291 ส่วนกรณีตามมาตรา 1535 เมื่อการสมรสสิ้นสุดลง ให้แบ่งความรับผิดในหนี้ที่จะต้องรับผิดด้วยกันตามส่วนเท่ากัน ก็เป็นเรื่องการแบ่งความรับผิดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น ซึ่งจะไม่กระทบต่อสิทธิของเจ้าหนี้ที่ยังมีสิทธิเรียกให้ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ร่วมให้ชำระหนี้ได้ แม้โจทก์กับจำเลย 1 จะไม่ได้เป็นสามีภริยากันแล้วก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ยังชำระหนี้เงินกู้ยืมจำนวนดังกล่าวให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ พ. เจ้าหนี้ยังไม่ครบถ้วน จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจเรียกให้โจทก์ชำระหนี้ในส่วนที่โจทก์ต้องร่วมรับผิดให้แก่ตนได้ เพราะหากให้โจทก์ชำระหนี้จำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว แต่จำเลยที่ 1 ยังไม่ชำระหนี้ในจำนวนที่เป็นหนี้ร่วมให้แก่เจ้าหนี้จนสิ้นเชิง โจทก์ในฐานะลูกหนี้ร่วมก็ยังอาจถูกเจ้าหนี้เรียกให้ชำระหนี้เงินกู้จำนวนดังกล่าวอีกได้จนกว่าหนี้จำนวนนี้จะระงับสิ้นไป เมื่อจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ชำระหนี้ที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ต้องร่วมกันรับผิดในจำนวนดังกล่าวให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ พ. จำเลยที่ 1 จึงยังไม่อาจเรียกร้องให้โจทก์ชำระหนี้ในส่วนที่โจทก์ต้องร่วมรับผิดให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกคำขอฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้จึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิจำเลยที่ 1 ที่จะฟ้องเรียกให้โจทก์ชำระหนี้ร่วมที่โจทก์จะต้องร่วมรับผิดจำนวน 783,300 บาท หลังจากที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้จำนวนนี้ให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ พ. ครบถ้วน หรือหนี้ระงับแล้ว ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

💡 What This Means for You 💡 สิ่งที่หมายถึงสำหรับคุณ

Many foreigners in a Thai divorce want two things at once: a quick, agreed end to the marriage and compensation for the spouse's affair. This decision shows that the two can be incompatible. Compensation from your spouse under section 1523 paragraph one is available only if the court itself decrees the divorce on the ground in section 1516 (1). If you settle the divorce by compromise during the case, the claim against your spouse is lost, although a claim against the third party under paragraph two may still be pursued. If compensation matters, either prove the ground and obtain a judgment on it, or build the compensation into the settlement itself. On debts, the decision is a warning for the spouse who borrowed alone: you cannot recover your former spouse's half of a joint marital debt until you have actually paid the lender, and the lender can still pursue either of you for the whole.

ชาวต่างชาติจำนวนมากในคดีหย่าของไทยต้องการสองสิ่งพร้อมกัน คือ ยุติการสมรสโดยเร็วด้วยความตกลง และได้รับค่าทดแทนจากการที่คู่สมรสมีชู้ คำพิพากษานี้แสดงว่าสองสิ่งนี้อาจขัดกัน ค่าทดแทนจากคู่สมรสตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง มีได้เฉพาะเมื่อศาลพิพากษาให้หย่าเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) เท่านั้น หากตกลงหย่ากันโดยสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างพิจารณา สิทธิเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสย่อมหมดไป แม้การเรียกค่าทดแทนจากบุคคลภายนอกตามวรรคสองยังอาจดำเนินต่อไปได้ หากค่าทดแทนเป็นสาระสำคัญ ต้องนำสืบให้ได้เหตุหย่าและให้ศาลพิพากษาเพราะเหตุนั้น หรือกำหนดค่าทดแทนไว้ในข้อตกลงเสียเอง ในเรื่องหนี้สิน คำพิพากษานี้เป็นคำเตือนสำหรับคู่สมรสที่กู้เงินฝ่ายเดียว ท่านจะเรียกส่วนของอดีตคู่สมรสในหนี้ร่วมคืนไม่ได้จนกว่าจะได้ชำระหนี้แก่ผู้ให้กู้จริง และผู้ให้กู้ยังเรียกให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชำระหนี้ทั้งหมดได้

Frequently Asked Questions คำถามที่พบบ่อย

If my spouse and I agree to divorce during the court case, can I still claim compensation for the affair? หากตกลงหย่ากันระหว่างพิจารณาคดี ยังเรียกค่าทดแทนเรื่องชู้ได้หรือไม่

Not from your spouse. In Decision 4969/2565 the spouses settled the divorce by compromise on 15 May 2562 (2019) and the court gave judgment by consent, reserving only the compensation claim. The Supreme Court held that CCC section 1523 paragraph one gives a right to compensation from the other spouse only when the court decrees divorce on the ground in section 1516 (1). A consent judgment is not such a decree, and the wife had not proved the ground, so the award of 100,000 THB against the husband was set aside.

จากคู่สมรสไม่ได้ ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4969/2565 คู่สมรสตกลงหย่ากันตามสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 และศาลพิพากษาตามยอม โดยคงเหลือเฉพาะประเด็นค่าทดแทน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ให้สิทธิได้รับค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายเฉพาะเมื่อศาลพิพากษาให้หย่าเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) คำพิพากษาตามยอมมิใช่กรณีดังกล่าว และภริยามิได้นำสืบเหตุหย่านั้น คำขอค่าทดแทน 100,000 บาท จากสามีจึงถูกยก

What is the difference between section 1523 paragraph one and paragraph two? มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง กับวรรคสอง ต่างกันอย่างไร

Paragraph one gives the wronged spouse compensation from the other spouse, and from the third party, when the court decrees divorce on the ground in section 1516 (1). Paragraph two allows compensation from a third party who openly displays an adulterous relationship and does not depend on a divorce. Decision 4969/2565 dealt only with paragraph one and only with the claim against the husband: because the divorce was by consent judgment, the wife had no claim against him under that paragraph.

วรรคหนึ่งให้คู่สมรสฝ่ายที่เสียหายได้รับค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายและจากบุคคลภายนอก เมื่อศาลพิพากษาให้หย่าเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) ส่วนวรรคสองให้เรียกค่าทดแทนจากบุคคลภายนอกที่แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาว โดยไม่ขึ้นอยู่กับการหย่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4969/2565 วินิจฉัยเฉพาะวรรคหนึ่งและเฉพาะคำขอต่อสามี เมื่อการหย่าเป็นไปโดยคำพิพากษาตามยอม ภริยาจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากสามีตามวรรคนั้น

Who has to repay a loan taken by one spouse for the children's education after a Thai divorce? หนี้เงินกู้ที่คู่สมรสฝ่ายเดียวกู้มาเพื่อการศึกษาของบุตร หลังหย่าแล้วใครต้องชำระ

Both spouses, as far as the lender is concerned. In Decision 4969/2565 the husband alone borrowed from his savings cooperative and 1,566,600 THB was spent on the first child's university studies in Scotland. The Supreme Court held that this was a joint debt under CCC section 1490 (1), that under section 291 the creditor may claim the whole from either spouse, and that section 1535, which splits joint debts equally on dissolution of the marriage, governs only the position between the spouses.

ทั้งสองฝ่ายในสายตาของเจ้าหนี้ ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4969/2565 สามีกู้เงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์แต่เพียงลำพัง และเงิน 1,566,600 บาท ถูกนำไปใช้เป็นค่าศึกษาของบุตรคนแรกในระดับมหาวิทยาลัยที่สกอตแลนด์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นหนี้ร่วมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (1) ตามมาตรา 291 เจ้าหนี้เรียกให้คู่สมรสคนใดคนหนึ่งชำระหนี้ทั้งหมดได้ และมาตรา 1535 ที่ให้แบ่งหนี้ร่วมตามส่วนเท่ากันเมื่อการสมรสสิ้นสุดลง เป็นเรื่องระหว่างคู่สมรสเท่านั้น

Can my former spouse make me pay half of a joint debt before the lender has been paid? อดีตคู่สมรสจะบังคับให้เราชำระหนี้ร่วมกึ่งหนึ่งก่อนที่เจ้าหนี้จะได้รับชำระได้หรือไม่

No. In Decision 4969/2565 the husband counterclaimed for 783,300 THB, half of a joint cooperative loan, while the loan was still outstanding. The Supreme Court held that he could not demand the wife's share until he had repaid the cooperative in full or the debt was otherwise extinguished, because she could otherwise pay him and still be pursued by the creditor. The Court affirmed the dismissal but expressly preserved his right to sue once the debt was paid.

ไม่ได้ ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4969/2565 สามีฟ้องแย้งเรียกเงิน 783,300 บาท ซึ่งเป็นกึ่งหนึ่งของหนี้เงินกู้สหกรณ์อันเป็นหนี้ร่วม ขณะที่หนี้ยังค้างชำระอยู่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสามีจะเรียกส่วนของภริยาไม่ได้จนกว่าจะชำระหนี้แก่สหกรณ์ครบถ้วนหรือหนี้ระงับ เพราะมิฉะนั้นภริยาอาจชำระให้สามีแล้วยังถูกเจ้าหนี้เรียกให้ชำระอีก ศาลพิพากษายืนตามที่ยกฟ้องแย้ง แต่ไม่ตัดสิทธิสามีที่จะฟ้องเมื่อชำระหนี้แล้ว

divorce by consent compensation Thailand section 1523 compensation from spouse Thailand Thai divorce compromise agreement in court joint marital debt Thailand divorce section 1490 joint debt Thai law adultery compensation Thailand consent divorce

📖 Further Reading on ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline

Sebastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Foreign Legal Consultant
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Thai Attorney and Notary

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Scroll to Top
WhatsApp LINE Call Book