มาตรา 140 — การทำและการอ่านคำพิพากษาและคำสั่ง
คนบทกฎหมาย
การทำคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ดำเนินตามข้อบังคับต่อไปนี้
(๑) ศาลจะต้องประกอบครบถ้วนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยเขตอำนาจศาล และอำนาจผู้พิพากษา
(๒) ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๑๓ ถ้าคำพิพากษาหรือคำสั่งจะต้องทำโดยผู้พิพากษาหลายคน คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นจะต้องบังคับตามความเห็นของฝ่ายข้างมาก ในศาลชั้นต้นและศาลชั้นอุทธรณ์ ถ้าผู้พิพากษาคนใดมีความเห็นแย้งก็ให้ผู้พิพากษาคนนั้นเขียนใจความแห่งความเห็นแย้งและเหตุผลของตนกลัดไว้ในสำนวน
ในศาลชั้นอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ถ้าประธานของศาลชั้นอุทธรณ์หรือประธานศาลฎีกา แล้วแต่กรณี เห็นสมควร จะให้มีการวินิจฉัยปัญหาใดในคดีเรื่องใดโดยที่ประชุมใหญ่หรือที่ประชุมแผนกคดีก็ได้ หรือถ้ามีกฎหมายกำหนดให้วินิจฉัยปัญหาใดหรือคดีเรื่องใดโดยที่ประชุมใหญ่หรือที่ประชุมแผนกคดีก็ให้วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่หรือที่ประชุมแผนกคดี แล้วแต่กรณี
ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๑๓ ในกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ที่ประชุมใหญ่หรือที่ประชุมแผนกคดีของศาลชั้นอุทธรณ์หรือศาลฎีกานั้น ให้ประกอบด้วยผู้พิพากษาทุกคนซึ่งอยู่ปฏิบัติหน้าที่ แต่ต้องไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้พิพากษาในศาลนั้นหรือในแผนกคดีที่มีการประชุม และให้ประธานของศาลชั้นอุทธรณ์หรือประธานศาลฎีกา ประธานแผนกคดีของศาลชั้นอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี หรือผู้ทำการแทน เป็นประธาน
คำวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่หรือที่ประชุมแผนกคดีให้เป็นไปตามเสียงข้างมาก และถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานแห่งที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
ในคดีซึ่งที่ประชุมใหญ่หรือที่ประชุมแผนกคดีได้วินิจฉัยปัญหาแล้ว คำพิพากษาหรือคำสั่งต้องเป็นไปตามคำวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่หรือที่ประชุมแผนกคดี และต้องระบุไว้ด้วยว่าปัญหาข้อใดได้วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่หรือที่ประชุมแผนกคดี ผู้พิพากษาที่เข้าประชุมแม้มิใช่เป็นผู้นั่งพิจารณาก็ให้มีอำนาจพิพากษาหรือทำคำสั่งในคดีนั้นได้ และเฉพาะในศาลชั้นอุทธรณ์ให้ทำความเห็นแย้งพร้อมเหตุผลได้ด้วย
ในกรณีที่ปัญหาใดในคดีเรื่องใด ได้มีคำวินิจฉัยโดยที่ประชุมแผนกคดีแล้ว หากประธานของศาลชั้นอุทธรณ์หรือประธานศาลฎีกา แล้วแต่กรณี เห็นสมควรจะให้มีการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยที่ประชุมใหญ่อีกก็ได้
(๓) การอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง ให้อ่านข้อความทั้งหมดในศาลโดยเปิดเผย ตามเวลาที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายนี้ ต่อหน้าคู่ความทั้งสองฝ่าย หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ในกรณีเช่นว่านี้ ให้ศาลจดลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งหรือในรายงานซึ่งการอ่านนั้น และให้คู่ความที่มาศาลลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญถ้าคู่ความไม่มาศาล ศาลจะงดการการอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ ให้ศาลจดแจ้งไว้ในรายงาน และให้ถือว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้อ่านตามกฎหมายแล้วเมื่อศาลที่พิพากษาคดี หรือที่ได้รับคำสั่งจากศาลสูงให้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งตามบทบัญญัติในมาตรานี้วันใด ให้ถือว่าวันนั้นเป็นวันที่พิพากษาหรือมีคำสั่งคดีนั้น
คำแปลภาษาไทย
The making of a judgment or order of the court shall follow these rules:
(1) The court must be fully constituted in accordance with the provisions of law on the jurisdiction of courts and the authority of judges.
(2) Subject to the provisions of Section 13, if a judgment or order must be made by several judges, that judgment or order must follow the opinion of the majority. In the court of first instance and the appeal court, if any judge dissents, that judge shall write the substance of the dissenting opinion and its reasons and attach it to the case file.
In the appeal court or the Supreme Court, if the president of the appeal court or the President of the Supreme Court, as the case may be, considers it appropriate, a question in any case may be decided by the full court or by the division; and if a law requires a question or a case to be decided by the full court or the division, it shall be decided by the full court or the division, as the case may be.
Subject to the provisions of Section 13, in the absence of any law providing otherwise, the full court or the division of the appeal court or the Supreme Court shall consist of all the judges on duty, but not fewer than one half of the number of judges in that court or in the division holding the meeting, and the president of the appeal court or the President of the Supreme Court, the president of the division of the appeal court or the Supreme Court, as the case may be, or the person acting in that capacity, shall preside.
The decision of the full court or the division shall follow the majority of votes, and if the votes are equal, the president of the meeting shall cast an additional deciding vote.
In a case in which the full court or the division has decided a question, the judgment or order must follow the decision of the full court or the division, and it must state which questions were decided by the full court or the division. Judges who attended the meeting, even if they were not the judges who sat at the trial, have the power to give judgment or make the order in that case, and, only in the appeal court, may also make a dissenting opinion with reasons.
Where a question in any case has been decided by the division, if the president of the appeal court or the President of the Supreme Court, as the case may be, considers it appropriate, that question may be decided again by the full court.
(3) The reading of a judgment or order shall be a reading of the whole text in open court, at the time fixed in this Code, before both parties or one of them. In such a case, the court shall note it in the judgment or order or in a report of the reading, and the parties present in court shall sign as evidence. If the parties do not come to court, the court may dispense with the reading of the judgment or order; in such a case the court shall record it in a report, and the judgment or order shall be deemed to have been read according to law. On the day the court that decided the case, or that was ordered by a higher court to read the judgment or order, reads the judgment or order under this section, that day shall be deemed the day of judgment or order in that case.
คำแปลนี้ยังไม่เป็นที่ทราบจากสำนักงาน — กรุณาอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก
หมายเหตุสำนักงาน
มาตรา 140 กำหนดแบบพิธีในการทำและอ่านคำพิพากษาและคำสั่ง อันเป็นหลักสำคัญของหมวดว่าด้วยข้อความและผลแห่งคำพิพากษา อนุมาตรา (1) ให้ศาลต้องประกอบครบถ้วน อนุมาตรา (2) ว่าด้วยการถือเสียงข้างมาก การบันทึกความเห็นแย้ง และการวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่หรือแผนกคดีในชั้นอุทธรณ์และฎีกา ภายใต้มาตรา 13 และอนุมาตรา (3) ว่าด้วยการอ่านคำพิพากษา ข้ออ่านนี้สำคัญเพราะวันที่อ่าน หรือถือว่าอ่านเมื่อคู่ความไม่มา เป็นวันพิพากษาซึ่งเป็นจุดเริ่มนับกำหนดอุทธรณ์และความถึงที่สุดตามมาตรา 147 เป็นต้นไป คำพิพากษาฎีกาส่วนใหญ่ในมาตรานี้เป็นเรื่องอนุมาตรา (3)
ความสำคัญต่อ
สำหรับคู่ความ หัวใจในทางปฏิบัติของมาตรานี้คืออนุมาตรา (3) วันที่อ่านคำพิพากษา หรือถือว่าอ่านเมื่อท่านไม่มาศาล เป็นจุดเริ่มนับกำหนดอุทธรณ์และความถึงที่สุด หากได้รับแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาแล้วไม่มา ศาลดำเนินการต่อได้และถือว่าอ่านแล้ว การขาดนัดจึงไม่ทำให้กำหนดเวลาหยุด ควรจดวันนัดฟังคำพิพากษาให้ดี และหากไม่แน่ใจเรื่องกำหนดอุทธรณ์ให้รีบปรึกษาทนาย
คำตัดสินศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6112/2554 (2011)
ในคดีแพ่ง หากคู่ความทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล ศาลจะงดการอ่านคำพิพากษาตามมาตรา 140 (3) โดยจดแจ้งในรายงานก็ได้ และให้ถือว่าคำพิพากษานั้นได้อ่านตามกฎหมายแล้วนับแต่วันนัด
ศาลอธิบายว่าเมื่อคู่ความทราบนัดโดยชอบแต่ไม่มาในวันอ่าน มาตรา 140 (3) ให้ศาลงดการอ่านและจดแจ้งไว้ หลังจากนั้นให้ถือว่าคำพิพากษาได้อ่านตามกฎหมายแล้วนับแต่วันนั้น เป็นขั้นตอนให้กระบวนพิจารณาคดีแพ่งดำเนินต่อไปจนเสร็จ
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3302/2551 (2008)
ตราบใดที่ยังมิได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังตามมาตรา 140 (3) วรรคท้าย ต้องถือว่าคดียังอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ คำสั่งที่ทำในระหว่างนั้นจึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา
เพราะศาลชั้นต้นยังมิได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีจึงยังอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 140 (3) วรรคท้าย คำสั่งให้เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มจึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ฎีกาแยกในระหว่างพิจารณาไม่ได้
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8957/2556 (2013)
การอ่านคำพิพากษาตามมาตรา 140 (3) หมายถึงการอ่านข้อความทั้งหมดในศาลโดยเปิดเผยต่อหน้าคู่ความ และความหมายของบทบัญญัตินี้เป็นประเด็นในการวินิจฉัยว่ามีเหตุเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่
ผู้คัดค้านขอเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยโต้เถียงความหมายของมาตรา 140 (3) ซึ่งบัญญัติให้อ่านข้อความทั้งหมดในศาลโดยเปิดเผยต่อหน้าคู่ความและให้ผู้มาศาลลงลายมือชื่อ ศาลพิจารณาบทบัญญัติดังกล่าวในการวินิจฉัยว่ามีเหตุเพิกถอนการอ่านหรือไม่
คำพิพากษาที่คัดเลือกการพิจารณาคดีจากเทคโนโลยีศาลฎีกาคำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา
เลย
หากคู่ความไม่มาฟังคำพิพากษาจะเป็นอย่างไร
ตามมาตรา 140 (3) ศาลงดการอ่านได้ โดยจดแจ้งในรายงาน และให้ถือว่าคำพิพากษาได้อ่านตามกฎหมายแล้ว กำหนดเวลาต่าง ๆ จึงยังเดินอยู่
วันพิพากษากำหนดเมื่อใด
ตามมาตรา 140 (3) วันที่ศาลอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง หรือวันที่ถือว่าอ่านแล้ว เป็นวันพิพากษาคดีนั้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มนับกำหนดอุทธรณ์และความถึงที่สุด
หากผู้พิพากษาหลายคนเห็นต่างกัน ตัดสินอย่างไร
ตามมาตรา 140 (2) คำพิพากษาให้ถือเสียงข้างมาก และผู้พิพากษาที่เห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือชั้นอุทธรณ์ต้องเขียนความเห็นแย้งและเหตุผลไว้ในสำนวน