ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 226/3 — หลักและข้อยกเว้นการรับฟังพยานบอกเล่า

คนบทกฎหมาย

ข้อความซึ่งเป็นการบอกเล่าที่พยานบุคคลใดนำมาเบิกความต่อศาลหรือที่บันทึกไว้ในเอกสารหรือวัตถุอื่นใดซึ่งอ้างเป็นพยานหลักฐานต่อศาล
หากนำเสนอเพื่อพิสูจน์ความจริงแห่งข้อความนั้น ให้ถือเป็นพยานบอกเล่าห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า
เว้นแต่
(๑) ตามสภาพ
ลักษณะ แหล่งที่มา
และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้นน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ หรือ
(จุ๊บ)
มีเหตุจำเป็น เนื่องจากไม่สามารถนำบุคคลซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน
หรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นด้วยตนเองโดยตรงมาเป็นพยานได้
และมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้นในกรณีที่ศาลเห็นว่าไม่ควรรับไว้ซึ่งพยานบอกเล่าใด
และคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องร้องคัดค้านก่อนที่ศาลจะดำเนินคดีต่อไป
ให้ศาลจดรายงานระบุนาม หรือชนิดและลักษณะของพยานบอกเล่าเหตุผลที่ไม่ยอมรับ
และข้อคัดค้านของคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องไว้
ส่วนเหตุผลที่คู่ความฝ่ายคัดค้านยกขึ้นอ้างนั้น
ให้ศาลใช้ดุลพินิจจดลงไว้ในรายงานหรือกำหนดให้คู่ความฝ่ายนั้นยื่นคำแถลงต่อศาลเพื่อรวมไว้ในสำนวน

คำแปลภาษาไทย

A statement of assertion that any witness brings to testify before the court, or that is recorded in a document or any other object adduced as evidence to the court, shall, if presented to prove the truth of that statement, be deemed hearsay. The court shall not admit hearsay evidence except: (1) where, by its condition, nature, source, and the surrounding facts, such hearsay is credible to prove the truth; or (2) where there is necessity, because the person who saw, heard, or knew the matter in the subject to be testified cannot personally be brought as a witness, and there is reasonable cause in the interest of justice to admit such hearsay. Where the court considers that any hearsay should not be admitted and the concerned party objects before the court proceeds further, the court shall record the name, or the type and nature, of the hearsay, the reason for refusal, and the objection of the concerned party. As for the grounds raised by the objecting party, the court shall in its discretion record them in the report or require that party to submit a statement to the court to be included in the case file.

คำแปลนี้ยังไม่เป็นที่ทราบจากสำนักงาน — กรุณาอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก

หมายเหตุสำนักงาน

มาตรา 226/3 เป็นบทบัญญัติหลักห้ามรับฟังพยานบอกเล่าในคดีอาญา อยู่ในภาค 5 หมวดหลักทั่วไปเรื่องพยานหลักฐาน วรรคหนึ่งนิยามพยานบอกเล่าโดยดูที่วัตถุประสงค์ คือข้อความที่นำเสนอเพื่อพิสูจน์ความจริงแห่งข้อความนั้น วรรคสองกำหนดสองประตูสู่การรับฟัง ได้แก่ ความน่าเชื่อถือตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และเหตุแวดล้อม กับความจำเป็นประกอบประโยชน์แห่งความยุติธรรม วรรคต่อมากำหนดหน้าที่ศาลต้องจดบันทึกเมื่อไม่รับพยานบอกเล่าและมีการคัดค้าน ทำงานใกล้ชิดกับมาตรา 227/1 ที่ให้ชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่าด้วยความระมัดระวัง

ความสำคัญต่อ

สำหรับคู่ความ หลักนี้ชี้ขาดว่าคำให้การชั้นสอบสวน บันทึกเอกสาร และคำบอกเล่าของผู้ที่ไม่มาศาลจะถึงมือผู้พิพากษาหรือไม่ หากคดีของท่านขึ้นอยู่กับพยานเช่นนี้ ประเด็นมักอยู่ที่ความน่าเชื่อถือและเหตุที่นำผู้รู้เห็นเดิมมาไม่ได้จริงหรือไม่ แม้รับฟังพยานบอกเล่าแล้ว มาตรา 227/1 กำหนดว่าศาลไม่ควรลงโทษโดยลำพัง หากจะคัดค้าน ควรคัดค้านก่อนที่ศาลจะดำเนินการต่อ เพื่อให้เหตุผลได้รับการจดบันทึกไว้สำหรับการอุทธรณ์

คำตัดสินศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้

  1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 685/2567 (2024)

    เมื่อพยานบอกเล่าน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ตามมาตรา 226/3 วรรคสอง (1) ศาลรับฟังได้ แต่ต้องชั่งน้ำหนักด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อโดยลำพังเว้นแต่มีเหตุผลหนักแน่น พฤติการณ์พิเศษ หรือพยานประกอบตามมาตรา 227/1

    ศาลเห็นว่าบันทึกถ้อยคำของจำเลยในชั้นซักถามและชั้นสอบสวนน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ตามมาตรา 226/3 วรรคสอง (1) จึงรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นตามมาตรา 227/1 โดยเน้นว่าต้องชั่งน้ำหนักด้วยความระมัดระวัง

  2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4943/2567 (2024)

    คำให้การที่ให้ด้วยความสมัครใจในชั้นจับกุมและสอบสวน ซึ่งน่าเชื่อตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อม เป็นพยานบอกเล่าที่รับฟังได้ตามมาตรา 226/3 วรรคสอง (1) ประกอบพยานอื่นของโจทก์

    ศาลเชื่อว่าผู้ให้ถ้อยคำให้การในชั้นจับกุมและสอบสวนด้วยความสมัครใจ เมื่อน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ตามมาตรา 226/3 วรรคสอง (1) จึงรับฟังประกอบมาตรา 227/1 เพื่อลงโทษจำเลยที่ 2

  3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4040/2567 (2024)

    คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยแม้เป็นพยานบอกเล่า ก็ไม่ต้องห้ามรับฟังเมื่อสภาพ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมทำให้น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ตามมาตรา 226/3 วรรคสอง (1)

    ในคดีองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ศาลวินิจฉัยว่าแม้คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อพิจารณาสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมแล้วน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังได้ตามมาตรา 226/3 วรรคสอง (1)

คำพิพากษาที่คัดเลือกการพิจารณาคดีจากเทคโนโลยีศาลฎีกาคำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา

เลย

อะไรถือเป็นพยานบอกเล่าในคดีอาญา

ตามมาตรา 226/3 พยานบอกเล่าคือข้อความ ไม่ว่าพยานเบิกความหรือปรากฏในเอกสารหรือวัตถุ ที่นำเสนอเพื่อพิสูจน์ความจริงแห่งข้อความนั้น มิใช่เพียงเพื่อแสดงว่ามีการกล่าวข้อความนั้น

ศาลรับฟังพยานบอกเล่าได้เมื่อใด

รับฟังได้เฉพาะเมื่อข้อความน่าเชื่อถือตามแหล่งที่มาและเหตุแวดล้อม หรือเมื่อไม่อาจนำผู้รู้เห็นเดิมมาเบิกความได้จริงและการรับฟังเป็นประโยชน์แห่งความยุติธรรม

ศาลลงโทษโดยอาศัยพยานบอกเล่าเพียงลำพังได้หรือไม่

ศาลไม่ควรลงโทษโดยอาศัยพยานบอกเล่าเพียงลำพัง เมื่ออ่านประกอบมาตรา 227/1 พยานบอกเล่าต้องมีเหตุผลหนักแน่น พฤติการณ์พิเศษ หรือพยานหลักฐานประกอบอิสระสนับสนุนจึงจะใช้ลงโทษได้

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนที่จะนำไปใช้กับการดำเนินคดีจริง

เลื่อนขึ้น