ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 30: อำนาจศาลในการรักษาความเรียบร้อย
ตัวบทกฎหมาย
ให้ศาลมีอำนาจออกข้อกำหนดใด ๆ แก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือแก่บุคคลภายนอกที่อยู่ต่อหน้าศาลตามที่เห็นจำเป็น เพื่อรักษาความเรียบร้อยในบริเวณศาล และเพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปตามเที่ยงธรรมและรวดเร็ว อำนาจเช่นว่านี้ ให้รวมถึงการสั่งห้ามคู่ความมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในทางก่อความรำคาญ หรือในทางประวิงให้ชักช้าหรือในทางฟุ่มเฟือยเกินสมควร
คำแปลภาษาอังกฤษ
ให้ศาลมีอำนาจออกข้อกำหนดใด ๆ แก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือแก่บุคคลภายนอกที่อยู่ต่อหน้าศาลตามที่เห็นจำเป็น เพื่อรักษาความเรียบร้อยในบริเวณศาล และเพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปตามเที่ยงธรรมและรวดเร็ว อำนาจเช่นว่านี้ ให้รวมถึงการสั่งห้ามคู่ความมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในทางก่อความรำคาญ หรือในทางประวิงให้ชักช้าหรือในทางฟุ่มเฟือยเกินสมควร
คำแปลนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบโดยสำนักงาน โปรดอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก
หมายเหตุของสำนักงาน
มาตรา 30 ให้อำนาจทั่วไปแก่ศาลในการรักษาความเรียบร้อยในบริเวณศาลและควบคุมการดำเนินกระบวนพิจารณา ทั้งต่อคู่ความและบุคคลภายนอกที่อยู่ต่อหน้าศาล โดยครอบคลุมถึงการกระทำที่ก่อความรำคาญ ประวิงคดี หรือฟุ่มเฟือยเกินสมควร บทนี้เป็นฐานของความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามมาตรา 31 (1) กล่าวคือ การขัดขืนข้อกำหนดที่ออกตามมาตรา 30 หรือการประพฤติไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล อาจเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลซึ่งลงโทษตามมาตรา 33 อำนาจนี้มีความสำคัญแต่มีขอบเขต คำสั่งจะชอบต่อเมื่อรักษาความเรียบร้อยหรือความเที่ยงธรรมและรวดเร็วของคดีอย่างแท้จริง
ความสำคัญในทางปฏิบัติ
สำหรับคู่ความและทนายความ มาตรา 30 กำหนดกรอบความประพฤติที่ยอมรับได้ในศาล การขัดขืนข้อกำหนดที่ชอบด้วยกฎหมายหรือการก่อความวุ่นวายในบริเวณศาล เสี่ยงต่อความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามมาตรา 31 (1) และถูกลงโทษตามมาตรา 33 ในขณะเดียวกันอำนาจศาลก็ไม่ไร้ขอบเขต คำสั่งห้ามคู่ความดำเนินกระบวนพิจารณาย่อมไม่ชอบหากการกระทำนั้นมิได้ก่อความรำคาญหรือประวิงคดีจริง หากเห็นว่าคำสั่งควบคุมนั้นไม่ชอบ ก็อาจโต้แย้งได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1715/2548 (2005)
มาตรา 30 ให้ศาลออกข้อกำหนดรักษาความเรียบร้อยและห้ามการกระทำที่ก่อความรำคาญหรือประวิงคดีได้ ส่วนการประพฤติไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอาจเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามมาตรา 31 (1) ได้ในตัวเอง โดยไม่จำต้องมีข้อกำหนดตามมาตรา 30 ก่อน
ผู้ถูกกล่าวหาข่มขู่พยานในบริเวณศาลก่อนพยานเข้าเบิกความ อันเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลซึ่งเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ศาลไม่รับข้อโต้แย้งที่ว่าความผิดตามมาตรา 31 (1) ต้องอาศัยข้อกำหนดตามมาตรา 30 ประกอบเสมอไป โดยอธิบายว่ามาตรา 30 เป็นเรื่องการออกข้อกำหนดเพื่อรักษาความเรียบร้อย ส่วนการประพฤติไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลเป็นความผิดในตัวเอง
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5346/2547 (2004)
โจทก์อ้างว่าข้อกำหนดของศาลแรงงานกลางที่ห้ามมิให้ยื่นเอกสารในลักษณะเดิมอีก ไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 30 ถึงมาตรา 33 แต่ศาลฎีกามิได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าว โดยวินิจฉัยว่า การสั่งคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาซึ่งอ้างว่าเป็นการผิดระเบียบในชั้นฎีกาเป็นอำนาจของศาลฎีกา การที่ศาลล่างสั่งยกคำร้องเสียเองโดยไม่ส่งมาให้ศาลฎีกาสั่งจึงไม่ชอบ และเมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติให้คำสั่งในเรื่องดังกล่าวเป็นที่สุด การสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งนั้นก็ไม่ชอบเช่นกัน ส่วนเนื้อหาของคำร้อง คำพิพากษาศาลฎีกาย่อมถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านให้คู่ความฟัง จะเพิ่มเติมแก้ไขมิได้ เว้นแต่มีข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย เมื่อคำพิพากษานั้นวินิจฉัยครบถ้วนตามประเด็นในอุทธรณ์แล้ว ย่อมไม่มีข้อผิดพลาดที่จะแก้ไขได้
ภายหลังศาลฎีกาพิพากษายืนให้ยกฟ้องคดีแรงงาน โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลแรงงานกลางขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลฎีกาโดยอ้างว่าผิดระเบียบ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งยกคำร้องโดยอ้างว่าคดีถึงที่สุดแล้ว ไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง และออกข้อกำหนดห้ามโจทก์ยื่นเอกสารในลักษณะเดียวกันอีก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการสั่งคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่อ้างว่าผิดระเบียบในชั้นฎีกาเป็นอำนาจของศาลฎีกา ศาลแรงงานกลางชอบที่จะส่งคำร้องมาให้ศาลฎีกาสั่ง มิใช่สั่งยกเสียเอง ทั้งไม่มีกฎหมายให้คำสั่งเช่นนั้นเป็นที่สุด การไม่รับอุทธรณ์จึงไม่ชอบ จึงให้ยกคำสั่งทั้งสอง และเมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้วจึงวินิจฉัยคำร้องไปเลยว่า คำพิพากษาศาลฎีกาถึงที่สุดตั้งแต่วันอ่านให้คู่ความฟัง จะเพิ่มเติมแก้ไขมิได้ เว้นแต่มีข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย เมื่อคำพิพากษาเดิมวินิจฉัยครบถ้วนแล้วว่าอุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 54 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ จึงไม่มีข้อผิดพลาดที่จะแก้ไข ให้ยกคำร้อง
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8912/2551 (2008)
ศาลจะออกข้อกำหนดตามมาตรา ๓๐ ได้ก็แต่ในสองกรณี คือ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในศาลให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปโดยเที่ยงธรรมและรวดเร็ว หรือเพื่อสั่งห้ามคู่ความมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในทางก่อความรำคาญ ประวิงให้ชักช้า หรือฟุ่มเฟือยเกินสมควร ข้อกำหนดที่ออกตามมาตรา ๓๖ (๒) มิใช่ข้อกำหนดตามมาตรา ๓๐ การฝ่าฝืนจึงไม่เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามมาตรา ๓๑ (๑) ประกอบมาตรา ๓๐
ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามีกรณีที่จำเป็นเพื่อรักษาความเรียบร้อยในบริเวณศาล หรือมีการดำเนินกระบวนพิจารณาในทางก่อความรำคาญ ประวิงให้ชักช้า หรือฟุ่มเฟือยเกินสมควร จึงไม่เข้ากรณีใดตามมาตรา ๓๐ ทั้งข้อกำหนดที่ศาลชั้นต้นออกนั้นเป็นข้อกำหนดตามมาตรา ๓๖ (๒) มิใช่ข้อกำหนดตามมาตรา ๓๐ ดังนั้น แม้ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ จะนำเทปที่คัดลอกไปให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๒ เปิดเผยหรือไม่ ก็ไม่ทำให้การกระทำเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามมาตรา ๓๑ (๑) ประกอบมาตรา ๓๐ ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยซึ่งศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ และพิพากษาแก้เป็นว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ ไม่มีความผิดฐานดังกล่าว ส่วนปัญหาว่าการฝ่าฝืนข้อกำหนดตามมาตรา ๓๖ (๒) จะเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลหรือไม่ ศาลล่างทั้งสองมิได้วินิจฉัย จึงไม่เป็นประเด็นในชั้นฎีกา
คำพิพากษาที่คัดสรรและตรวจสอบเลขคดีจากฐานข้อมูลศาลฎีกา คำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา
มีคำพิพากษาศาลฎีกาอ้างถึงมาตรานี้ 27 คดี (พ.ศ. 2491 ถึง 2561)
ตัวอย่างคำพิพากษาที่อ้างถึง
- คำพิพากษาฎีกาที่ 6271/2554 (2011)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 2100/2553 (2010)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 8912/2551 (2008)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 1715/2548 (2005)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 7333/2544 (2001)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 7183/2544 (2001)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 7-8/2543 (2000)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 2271/2537 (1994)
รายการนี้คัดเลือกโดยระบบ โดยให้น้ำหนักกับคำพิพากษาที่ยกมาตรานี้ขึ้นวินิจฉัย มากกว่าคำพิพากษาที่เพียงอ้างถึงตอนพิพากษาลงโทษ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยสำนักงาน
มักถูกอ้างถึงพร้อมกับ
- มาตรา 31 13
- มาตรา 33 10
- ป.วิ.อาญา มาตรา 15 6
- มาตรา 145 3
มาตราที่ปรากฏร่วมกับมาตรานี้บ่อยที่สุดในคำพิพากษาเดียวกัน ตัวเลขคือจำนวนคดี
นับจากฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกาของสำนักงาน ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2569 จำนวน 83,652 คดี (พ.ศ. 2464 ถึง 2569) จำนวนคดีนับครบถ้วน ส่วนช่วงปีที่แสดงได้ตัดปีที่มีคดีน้อยผิดปกติออก เพื่อให้สะท้อนช่วงเวลาที่มีการอ้างถึงจริง ตัวเลขนี้คำนวณโดยสำนักงานเอง ไม่ใช่สถิติทางการของศาล วิธีการนับและตรวจสอบ
คำถามที่พบบ่อย
ศาลมีอำนาจควบคุมความประพฤติในห้องพิจารณาอย่างไร
ตามมาตรา 30 ศาลอาจออกข้อกำหนดใด ๆ ที่เห็นจำเป็นแก่คู่ความหรือบุคคลภายนอกที่อยู่ต่อหน้าศาล เพื่อรักษาความเรียบร้อยและให้การพิจารณาเที่ยงธรรมและรวดเร็ว รวมถึงห้ามการกระทำที่ก่อความรำคาญ ประวิงคดี หรือฟุ่มเฟือยเกินสมควร
หากขัดขืนข้อกำหนดของศาลตามมาตรา 30 จะเป็นอย่างไร
การขัดขืนข้อกำหนดที่ชอบตามมาตรา 30 หรือประพฤติไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล อาจเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามมาตรา 31 (1) ซึ่งลงโทษตามมาตรา 33
คู่มือที่เกี่ยวข้องบน ThaiLawOnline
วิธีอ้างอิงมาตรานี้
-
อ้างอิงแบบทั่วไป
Civil Procedure Code, s. 30 (Thailand) -
อ้างอิงแบบวิชาการ
Civil Procedure Code (Thailand), s. 30. ThaiLawOnline, https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-30/ (accessed 13 ตุลาคม 2026). -
อ้างอิงแบบไทย
ป.วิ.พ. มาตรา 30 -
ลิงก์ถาวร
https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-30/ -
โค้ดสำหรับฝังในเว็บอื่น
<blockquote cite="https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-30/"><p>ให้ศาลมีอำนาจออกข้อกำหนดใด ๆ แก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือแก่บุคคลภายนอกที่อยู่ต่อหน้าศาลตามที่เห็นจำเป็น เพื่อรักษาความเรียบร้อยในบริเวณศาล และเพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปตามเที่ยงธรรมและรวดเร็ว อำนาจเช่นว่านี้ ให้รวมถึงการสั่งห้ามคู่ความมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในทางก่อความรำคาญ หรือในทางประวิงให้ชักช้าหรือในทางฟุ่มเฟือยเกินสมควร</p><footer>Civil Procedure Code, s. 30 (Thailand): <a href="https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-30/">ไทยลอว์ออนไลน์</a></footer></blockquote>
ตัวบทภาษาไทยเป็นฉบับที่ใช้บังคับ คำแปลภาษาอังกฤษเป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการโดย ThaiLawOnline เผยแพร่ให้นำไปใช้ต่อได้โดยอ้างที่มา