ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 134: การแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหา
ตัวบทกฎหมาย
เมื่อผู้ต้องหาถูกเรียก หรือส่งตัวมา
หรือเข้าหาพนักงานสอบสวนเอง
หรือปรากฏว่าผู้ใดซึ่งมาอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนเป็นผู้ต้องหา ให้ถามชื่อตัว
ชื่อรอง ชื่อสกุล สัญชาติ บิดามารดา อายุ อาชีพ ที่อยู่ ที่เกิด
และแจ้งให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิด
แล้วจึงแจ้งข้อหาให้ทราบการแจ้งข้อหาตามวรรคหนึ่ง
จะต้องมีหลักฐานตามสมควรว่าผู้นั้นน่าจะได้กระทำผิดตามข้อหานั้นผู้ต้องหามีสิทธิได้รับการสอบสวนด้วยความรวดเร็ว
ต่อเนื่อง และเป็นธรรมพนักงานสอบสวนต้องให้โอกาสผู้ต้องหาที่จะแก้ข้อหาและที่จะแสดงข้อเท็จจริงอันเป็นประโยชน์แก่ตนได้เมื่อได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว
ถ้าผู้ต้องหาไม่ใช่ผู้ถูกจับและยังไม่ได้มีการออกหมายจับแต่พนักงานสอบสวนเห็นว่ามีเหตุที่จะออกหมายขังผู้นั้นได้ตามมาตรา
๗๑ พนักงานสอบสวนมีอำนาจสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อขอออกหมายขังโดยทันที
แต่ถ้าขณะนั้นเป็นเวลาที่ศาลปิดหรือใกล้จะปิดทำการ
ให้พนักงานสอบสวนสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลในโอกาสแรกที่ศาลเปิดทำการ
กรณีเช่นว่านี้ให้นำมาตรา ๘๗ มาใช้บังคับแก่การพิจารณาออกหมายขังโดยอนุโลม หากผู้ต้องหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานสอบสวนดังกล่าว
ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจจับผู้ต้องหานั้นได้
โดยถือว่าเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่จะจับผู้ต้องหาได้โดยไม่มีหมายจับ
และมีอำนาจปล่อยชั่วคราวหรือควบคุมตัวผู้ต้องหานั้นไว้
คำแปลภาษาอังกฤษ
เมื่อผู้ต้องหาถูกเรียก หรือส่งตัวมา หรือเข้าหาพนักงานสอบสวนเอง หรือปรากฏว่าผู้ใดซึ่งมาอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนเป็นผู้ต้องหา ให้ถามชื่อตัว ชื่อรอง ชื่อสกุล สัญชาติ บิดามารดา อายุ อาชีพ ที่อยู่ ที่เกิด และแจ้งให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิด แล้วจึงแจ้งข้อหาให้ทราบการแจ้งข้อหาตามวรรคหนึ่ง จะต้องมีหลักฐานตามสมควรว่าผู้นั้นน่าจะได้กระทำผิดตามข้อหานั้นผู้ต้องหามีสิทธิได้รับการสอบสวนด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรมพนักงานสอบสวนต้องให้โอกาสผู้ต้องหาที่จะแก้ข้อหาและที่จะแสดงข้อเท็จจริงอันเป็นประโยชน์แก่ตนได้เมื่อได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ถ้าผู้ต้องหาไม่ใช่ผู้ถูกจับและยังไม่ได้มีการออกหมายจับแต่พนักงานสอบสวนเห็นว่ามีเหตุที่จะออกหมายขังผู้นั้นได้ตามมาตรา ๗๑ พนักงานสอบสวนมีอำนาจสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อขอออกหมายขังโดยทันที แต่ถ้าขณะนั้นเป็นเวลาที่ศาลปิดหรือใกล้จะปิดทำการ ให้พนักงานสอบสวนสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลในโอกาสแรกที่ศาลเปิดทำการ กรณีเช่นว่านี้ให้นำมาตรา ๘๗ มาใช้บังคับแก่การพิจารณาออกหมายขังโดยอนุโลม หากผู้ต้องหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานสอบสวนดังกล่าว ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจจับผู้ต้องหานั้นได้ โดยถือว่าเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่จะจับผู้ต้องหาได้โดยไม่มีหมายจับ และมีอำนาจปล่อยชั่วคราวหรือควบคุมตัวผู้ต้องหานั้นไว้
คำแปลนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบโดยสำนักงาน โปรดอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก
หมายเหตุของสำนักงาน
มาตรานี้เป็นแกนของขั้นตอนการแจ้งข้อหาในหมวด 1 การสอบสวนสามัญ โดยลำดับหน้าที่ของพนักงานสอบสวนคือ สอบถามประวัติตัวบุคคล แล้วแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำ แล้วจึงแจ้งข้อหา ซึ่งวรรคสองกำหนดให้ต้องมีหลักฐานตามสมควรว่าผู้นั้นน่าจะได้กระทำผิด มาตรานี้รับรองสิทธิผู้ต้องหาในการได้รับการสอบสวนที่รวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม และสิทธิในการแก้ข้อหา วรรคต่อมาให้พนักงานสอบสวนสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อขอออกหมายขังตามมาตรา 71 โดยนำมาตรา 87 มาใช้โดยอนุโลม และให้จับได้โดยไม่มีหมายหากผู้ต้องหาไม่ปฏิบัติตาม ใช้ประกอบกับมาตรา 134/1 เรื่องสิทธิมีทนายความ และมาตรา 134/3 และ 134/4 เรื่องการแจ้งสิทธิก่อนสอบปากคำ
ความสำคัญในทางปฏิบัติ
ในฐานะผู้ต้องหา ท่านมีสิทธิได้รับแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหา มิใช่เพียงชื่อข้อหา และมีสิทธิที่จะแก้ข้อหาและแสดงข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์แก่ตน อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาวางแนวว่าการสอบสวนไม่เสียไปโดยอัตโนมัติเพียงเพราะบันทึกการแจ้งข้อหากล่าวไว้โดยย่อ ข้อบกพร่องจึงพิจารณาตามพฤติการณ์ หากท่านถูกเรียกมาแจ้งข้อหา การรู้สิทธิของตนก่อนเป็นเรื่องสำคัญและควรเลือกทนายความแต่เนิ่น ๆ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 429/2567 (2024)
ตามมาตรา 134 วรรคหนึ่ง พนักงานสอบสวนต้องแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหา ปัญหาคือได้แจ้งข้อเท็จจริงหรือไม่ มิใช่เพียงระบุชื่อข้อหา
จำเลยฎีกาว่าบันทึกคำให้การระบุเพียงข้อหารับของโจร แต่ไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำผิดตามมาตรา 134 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาพิจารณาว่าได้แจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาแก่จำเลยตามที่วรรคหนึ่งกำหนดหรือไม่
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 108/2566 (2023)
มาตรา 134 วรรคหนึ่ง กำหนดลำดับการแจ้งข้อหา คือพนักงานสอบสวนสอบถามประวัติตัวผู้ต้องหาก่อน แล้วแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหา แล้วจึงแจ้งข้อหา
ในประเด็นอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาอธิบายหน้าที่ตามมาตรา 134 วรรคหนึ่งในชั้นแจ้งข้อหา ให้พนักงานสอบสวนสอบถามประวัติตัวผู้ต้องหาก่อน แล้วแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำ แล้วจึงแจ้งข้อหา ก่อนถามเรื่องทนายความตามมาตรา 134/1
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1172/2566 (2023)
การแจ้งข้อหาและการสอบปากคำผู้ต้องหาตามมาตรา 134 เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน แต่กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ผู้มีหน้าที่สอบสวนทุกคนต้องอยู่ร่วมในขณะนั้น
เมื่อพนักงานอัยการที่ได้รับมอบหมายให้ร่วมสอบสวนไม่ได้อยู่ร่วมขณะแจ้งข้อหาและสอบปากคำจำเลย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามาตรา 134 กำหนดให้การแจ้งข้อหาและการสอบปากคำเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน แต่ไม่ได้บังคับให้ผู้มีหน้าที่สอบสวนทุกคนอยู่ร่วมกัน การไม่อยู่ร่วมจึงไม่ทำให้การสอบสวนเสียไป
คำพิพากษาที่คัดสรรและตรวจสอบเลขคดีจากฐานข้อมูลศาลฎีกา คำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา
มีคำพิพากษาศาลฎีกาอ้างถึงมาตรานี้ 90 คดี (พ.ศ. 2490 ถึง 2567)
ตัวอย่างคำพิพากษาที่อ้างถึง
- คำพิพากษาฎีกาที่ 429/2567 (2024)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 93/2565 (2022)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 659/2563 (2020)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 4265/2561 (2018)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 14570/2558 (2015)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 4765/2558 (2015)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 7123/2557 (2014)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 11959/2556 (2013)
รายการนี้คัดเลือกโดยระบบ โดยให้น้ำหนักกับคำพิพากษาที่ยกมาตรานี้ขึ้นวินิจฉัย มากกว่าคำพิพากษาที่เพียงอ้างถึงตอนพิพากษาลงโทษ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยสำนักงาน
มักถูกอ้างถึงพร้อมกับ
- ป.อ. มาตรา 91 38
- ป.อ. มาตรา 78 37
- ป.อ. มาตรา 83 30
- มาตรา 120 21
- ป.อ. มาตรา 33 19
- ป.อ. มาตรา 90 14
มาตราที่ปรากฏร่วมกับมาตรานี้บ่อยที่สุดในคำพิพากษาเดียวกัน ตัวเลขคือจำนวนคดี
นับจากฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกาของสำนักงาน ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2569 จำนวน 83,652 คดี (พ.ศ. 2464 ถึง 2569) จำนวนคดีนับครบถ้วน ส่วนช่วงปีที่แสดงได้ตัดปีที่มีคดีน้อยผิดปกติออก เพื่อให้สะท้อนช่วงเวลาที่มีการอ้างถึงจริง ตัวเลขนี้คำนวณโดยสำนักงานเอง ไม่ใช่สถิติทางการของศาล วิธีการนับและตรวจสอบ
คำถามที่พบบ่อย
ก่อนแจ้งข้อหา พนักงานสอบสวนต้องบอกอะไรบ้าง
ตามมาตรา 134 พนักงานสอบสวนต้องสอบถามประวัติตัวบุคคลก่อน แล้วแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหา แล้วจึงแจ้งข้อหา ซึ่งต้องมีหลักฐานตามสมควร
การแจ้งข้อหาต้องมีหลักฐานหรือไม่
ต้องมี มาตรา 134 วรรคสองกำหนดให้ต้องมีหลักฐานตามสมควรว่าผู้นั้นน่าจะได้กระทำผิดตามข้อหาก่อนจึงแจ้งข้อหาได้
ผู้ต้องหามีสิทธิใดในระหว่างการสอบสวน
มาตรา 134 ให้ผู้ต้องหามีสิทธิได้รับการสอบสวนด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม และมีโอกาสแก้ข้อหาและแสดงข้อเท็จจริงอันเป็นประโยชน์แก่ตน
คู่มือที่เกี่ยวข้องบน ThaiLawOnline
วิธีอ้างอิงมาตรานี้
-
อ้างอิงแบบทั่วไป
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 -
อ้างอิงแบบวิชาการ
Criminal Procedure Code (Thailand), s. 134. ThaiLawOnline, https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-134/ (accessed 12 ตุลาคม 2026). -
อ้างอิงแบบไทย
ป.วิ.อ. มาตรา 134 -
ลิงก์ถาวร
https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-134/ -
โค้ดสำหรับฝังในเว็บอื่น
<blockquote cite="https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-134/"><p>เมื่อผู้ต้องหาถูกเรียก หรือส่งตัวมา หรือเข้าหาพนักงานสอบสวนเอง หรือปรากฏว่าผู้ใดซึ่งมาอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนเป็นผู้ต้องหา ให้ถามชื่อตัว ชื่อรอง ชื่อสกุล สัญชาติ บิดามารดา อายุ อาชีพ ที่อยู่ ที่เกิด และแจ้งให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิด แล้วจึงแจ้งข้อหาให้ทราบการแจ้งข้อหาตามวรรคหนึ่ง จะต้องมีหลักฐานตามสมควรว่าผู้นั้นน่าจะได้กระทำผิดตามข้อหานั้นผู้ต้องหามีสิทธิได้รับการสอบสวนด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรมพนักงานสอบสวนต้องให้โอกาสผู้ต้องหาที่จะแก้ข้อหาและที่จะแสดงข้อเท็จจริงอันเป็นประโยชน์แก่ตนได้เมื่อได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ถ้าผู้ต้องหาไม่ใช่ผู้ถูกจับและยังไม่ได้มีการออกหมายจับแต่พนักงานสอบสวนเห็นว่ามีเหตุที่จะออกหมายขังผู้นั้นได้ตามมาตรา ๗๑ พนักงานสอบสวนมีอำนาจสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อขอออกหมายขังโดยทันที แต่ถ้าขณะนั้นเป็นเวลาที่ศาลปิดหรือใกล้จะปิดทำการ ให้พนักงานสอบสวนสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลในโอกาสแรกที่ศาลเปิดทำการ กรณีเช่นว่านี้ให้นำมาตรา ๘๗ มาใช้บังคับแก่การพิจารณาออกหมายขังโดยอนุโลม หากผู้ต้องหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานสอบสวนดังกล่าว ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจจับผู้ต้องหานั้นได้ โดยถือว่าเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่จะจับผู้ต้องหาได้โดยไม่มีหมายจับ และมีอำนาจปล่อยชั่วคราวหรือควบคุมตัวผู้ต้องหานั้นไว้</p><footer>ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 <a href="https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-134/">ไทยลอว์ออนไลน์</a></footer></blockquote>
ตัวบทภาษาไทยเป็นฉบับที่ใช้บังคับ คำแปลภาษาอังกฤษเป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการโดย ThaiLawOnline เผยแพร่ให้นำไปใช้ต่อได้โดยอ้างที่มา