ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 172 ตรี — การสืบพยานที่เป็นเด็ก

คนบทกฎหมาย

เว้นแต่ในกรณีที่จำเลยอ้างตนเองเป็นพยาน
ในการสืบพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี
ให้ศาลจัดให้พยานอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็ก
และศาลอาจปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
(๑) ศาลเป็นผู้ถามพยานเอง
โดยแจ้งให้พยานนั้นทราบประเด็นและข้อเท็จจริงซึ่งต้องการสืบแล้วให้พยานเบิกความในข้อนั้น ๆ
หรือศาลจะถามผ่านนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ก็ได้
(๒) ให้คู่ความถาม ถามค้าน
หรือถามติงผ่านนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ในการเบิกความของพยานดังกล่าวตามวรรคหนึ่ง
ให้มีการถ่ายทอดภาพและเสียงไปยังห้องพิจารณาด้วย
และเป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องแจ้งให้นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ทราบก่อนการสืบพยานตามวรรคหนึ่ง
ถ้าศาลเห็นสมควรหรือถ้าพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีหรือคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอโดยมีเหตุผลอันสมควรซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าจะเป็นผลร้ายแก่เด็กถ้าไม่อนุญาตตามที่ร้องขอ
ให้ศาลจัดให้มีการถ่ายทอดภาพและเสียงคำให้การของผู้เสียหายหรือพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีที่ได้บันทึกไว้ในชั้นสอบสวนตามมาตรา
๑๓๓ ทวิ หรือชั้นไต่สวนมูลฟ้องตามมาตรา ๑๗๑ วรรคสอง
ต่อหน้าคู่ความและในกรณีเช่นนี้ให้ถือสื่อภาพและเสียงคำให้การของพยานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของคำเบิกความของพยานนั้นในชั้นพิจารณาของศาล
โดยให้คู่ความถามพยานเพิ่มเติม ถามค้านหรือถามติงพยานได้ ทั้งนี้
เท่าที่จำเป็นและภายในขอบเขตที่ศาลเห็นสมควรในกรณีที่ไม่ได้ตัวพยานมาเบิกความตามวรรคหนึ่งเพราะมีเหตุจำเป็นอย่างยิ่งให้ศาลรับฟังสื่อภาพและเสียงคำให้การของพยานนั้นในชั้นสอบสวนตามมาตรา
๑๓๓ ทวิ หรือชั้นไต่สวนมูลฟ้องตามมาตรา ๑๗๑ วรรคสอง
เสมือนหนึ่งเป็นคำเบิกความของพยานนั้นในชั้นพิจารณาของศาล
และให้ศาลรับฟังประกอบพยานอื่นในการพิจารณาพิพากษาคดีได้

คำแปลภาษาไทย

Except where the defendant offers himself as a witness, in taking the evidence of a witness who is a child not over eighteen years of age, the court shall arrange for the witness to be in a place suitable for children, and the court may take one of the following courses: (1) the court itself questions the witness, informing the witness of the issues and facts to be examined and then having the witness testify on those matters, or the court may put questions through a psychologist or a social worker; (2) the parties conduct examination, cross-examination, or re-examination through a psychologist or a social worker. In the taking of the evidence of such a witness under paragraph one, the image and sound shall be transmitted to the courtroom, and it is the court's duty to inform the psychologist or social worker before the taking of evidence under paragraph one. If the court considers it appropriate, or if the child witness not over eighteen years of age or a party so requests with reasonable grounds and it appears on consideration that it would harm the child not to allow the request, the court shall arrange for the transmission of the image and sound of the statement of the injured person or witness who is a child not over eighteen years of age recorded at the investigation stage under Section 133 bis or at the preliminary-hearing stage under Section 171 paragraph two, before the parties; and in such a case the image-and-sound medium of that witness's statement shall be treated as part of that witness's testimony in the trial before the court, and the parties may put additional questions to, cross-examine, or re-examine the witness, but only so far as necessary and within the scope the court considers appropriate. Where the witness cannot be produced to testify under paragraph one because of an extreme necessity, the court shall admit the image-and-sound medium of that witness's statement at the investigation stage under Section 133 bis or at the preliminary-hearing stage under Section 171 paragraph two as if it were that witness's testimony in the trial before the court, and the court may admit it in support of other evidence in deciding the case.

คำแปลนี้ยังไม่เป็นที่ทราบจากสำนักงาน — กรุณาอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก

หมายเหตุสำนักงาน

บทบัญญัตินี้อยู่ในลักษณะว่าด้วยการพิจารณา วางระบบพิเศษในการสืบพยานเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี เพื่อไม่ให้เด็กถูกซักถามแบบเผชิญหน้าตามปกติ โดยใช้สถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็ก ถามผ่านผู้เชี่ยวชาญ และถ่ายทอดภาพและเสียงไปยังห้องพิจารณา วรรคสามให้คำให้การที่บันทึกไว้ของผู้เสียหายหรือพยานเด็กในชั้นสอบสวนตามมาตรา ๑๓๓ ทวิ หรือชั้นไต่สวนมูลฟ้องตามมาตรา ๑๗๑ วรรคสอง มีสถานะเป็นส่วนหนึ่งของคำเบิกความเมื่อถ่ายทอดต่อหน้าคู่ความ โดยถามเพิ่มได้เท่าที่จำเป็น วรรคท้ายให้ใช้บันทึกแทนการเบิกความเมื่อไม่อาจนำเด็กมาเบิกความได้เพราะมีเหตุจำเป็นอย่างยิ่ง โดยรับฟังประกอบพยานอื่น เนื่องจากบันทึกดังกล่าวถือเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณา ศาลฎีกาจึงวางแนวว่าไม่ใช่พยานบอกเล่า

ความสำคัญต่อ

ในคดีที่มีพยานเด็ก โดยเฉพาะคดีทางเพศและการทารุณ พึงคาดหมายว่าคำให้การที่บันทึกไว้ของเด็กในชั้นสอบสวนจะถูกเปิดและถือเป็นส่วนหนึ่งของคำเบิกความ ซึ่งจำกัดการถามค้านเด็กโดยตรงของจำเลย หากฝ่ายใดต้องการใช้บันทึกแทนการเบิกความสด ต้องแสดงเหตุจำเป็นอย่างยิ่ง ลำพังความประสงค์จะอ้างอิงไม่พอ ทั้งฝ่ายจำเลยและโจทก์ควรเตรียมคดีบนพื้นฐานว่าบันทึกมีน้ำหนักและไม่ถือเป็นพยานบอกเล่า ควรปรึกษาทนายความเพื่อวางแนวทางเฉพาะคดี

คำตัดสินศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้

  1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1903/2565 (2022)

    เมื่อศาลชั้นต้นจัดให้มีการถ่ายทอดภาพและเสียงคำให้การของผู้เสียหายที่พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ตามมาตรา 133 ทวิ วรรคสี่ ต่อหน้าคู่ความ ต้องถือสื่อภาพและเสียงนั้นเป็นส่วนหนึ่งของคำเบิกความของผู้เสียหายในชั้นพิจารณาตามมาตรา 172 ตรี วรรคสาม

    หลังศาลชั้นต้นเปิดสื่อภาพและเสียงคำให้การของผู้เสียหายให้คู่ความฟัง ศาลฎีกาเห็นว่าตามมาตรา 172 ตรี วรรคสาม สื่อดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของคำเบิกความของผู้เสียหายในชั้นพิจารณา จึงถือว่าผู้เสียหายเบิกความถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยในชั้นพิจารณาแล้ว

  2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6247/2562 (2019)

    เมื่อผู้เสียหายที่เป็นเด็กมาเบิกความแต่ไม่ให้ความร่วมมือตอบคำถาม และศาลให้ถ่ายทอดภาพและเสียงคำให้การชั้นสอบสวนต่อหน้าคู่ความ ภาพและเสียงนั้นเป็นส่วนหนึ่งของคำเบิกความของเด็กในชั้นพิจารณาตามมาตรา 172 ตรี วรรคสาม และไม่ใช่พยานบอกเล่า

    ผู้เสียหายที่เป็นเด็กมาเบิกความเองแต่ระหว่างสืบพยานไม่ให้ความร่วมมือตอบคำถาม ศาลชั้นต้นจึงให้ถ่ายทอดภาพและเสียงคำให้การชั้นสอบสวนต่อหน้าคู่ความ ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำเบิกความของเด็กในชั้นพิจารณาตามมาตรา 172 ตรี วรรคสาม และไม่ใช่พยานบอกเล่า จึงรับฟังประกอบพยานอื่นได้

  3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8595/2563 (2020)

    การจะรับฟังบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของเด็กแทนการเบิกความสดตามมาตรา 172 ตรี วรรคท้าย ต้องแสดงเหตุจำเป็นอย่างยิ่ง ลำพังการอ้างว่าควรรับฟังบันทึกโดยไม่โต้เถียงถึงเหตุจำเป็นย่อมไม่เพียงพอ

    เมื่อโจทก์ไม่สามารถนำผู้เสียหายซึ่งเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความ และจำเลยปฏิเสธมาตลอด พยานหลักฐานไม่พอลงโทษ ข้ออ้างของโจทก์ที่ขอให้รับฟังบันทึกคำให้การตามมาตรา 172 ตรี วรรคท้าย ตกไปเพราะไม่ได้แสดงว่ามีเหตุจำเป็นอย่างยิ่งตามที่บทบัญญัติกำหนด

คำพิพากษาที่คัดเลือกการพิจารณาคดีจากเทคโนโลยีศาลฎีกาคำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา

เลย

ศาลสืบพยานเด็กอย่างไร

ตามมาตรา 172 ตรี ศาลจัดให้เด็กอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสม และถามเด็กเองหรือถามผ่านนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ โดยถ่ายทอดภาพและเสียงไปยังห้องพิจารณา คู่ความถามเด็กผ่านบุคคลกลาง

คำให้การที่บันทึกไว้ของเด็กใช้แทนการเบิกความสดได้หรือไม่

ในกรณีที่สมควร บันทึกคำให้การถือเป็นส่วนหนึ่งของคำเบิกความ และเมื่อไม่อาจนำเด็กมาเบิกความได้เพราะมีเหตุจำเป็นอย่างยิ่ง มาตรา 172 ตรี ให้ศาลรับฟังบันทึกเสมือนคำเบิกความในชั้นพิจารณาประกอบพยานอื่นได้

ผู้จัดการฝ่ายบน ThaiLawOnline

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนที่จะนำไปใช้กับการดำเนินคดีจริง

เลื่อนขึ้น