ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 202: การถอนอุทธรณ์
ตัวบทกฎหมาย
ผู้อุทธรณ์มีอำนาจยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นก่อนส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ ในกรณีเช่นนี้ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตได้ เมื่อส่งสำนวนไปแล้ว ให้ยื่นต่อศาลอุทธรณ์หรือต่อศาลชั้นต้นเพื่อส่งไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อสั่ง ทั้งนี้ ต้องก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อถอนไปแล้ว ถ้าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมิได้อุทธรณ์ คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นย่อมเด็ดขาดเฉพาะผู้ถอน ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งอุทธรณ์ จะเด็ดขาดต่อเมื่อคดีถึงที่สุดโดยไม่มีการแก้คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้น
คำแปลภาษาอังกฤษ
The appellant has the power to file a request to withdraw the appeal with the court of first instance before the case file is forwarded to the Court of Appeal; in such case the court of first instance may grant permission. Once the file has been forwarded, the request shall be filed with the Court of Appeal, or with the court of first instance for transmission to the Court of Appeal for its order; provided that this must be done before the judgment of the Court of Appeal is read. Once the appeal has been withdrawn, if the other party has not appealed, the judgment or order of the court of first instance becomes final as against the withdrawing party only. If the other party has appealed, it becomes final only when the case reaches finality without any amendment to the judgment or order of the court of first instance.
คำแปลนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบโดยสำนักงาน โปรดอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก
หมายเหตุของสำนักงาน
มาตรา 202 กำหนดวิธีและเวลาที่คู่ความจะถอนอุทธรณ์ที่ยื่นไว้แล้ว โดยเวลาเป็นตัวกำหนดช่องทาง กล่าวคือก่อนส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเองได้ เมื่อส่งสำนวนไปแล้วต้องยื่นต่อศาลอุทธรณ์ และไม่ว่ากรณีใดต้องทำก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ บทนี้ยังกำหนดผลของการถอนว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นเด็ดขาดเฉพาะผู้ถอน และถ้าอีกฝ่ายอุทธรณ์ด้วยจะเด็ดขาดต่อเมื่อคดีถึงที่สุดโดยไม่มีการแก้ โดยผลของมาตรา 225 กลไกการถอนนี้ใช้ในชั้นฎีกาด้วย ศาลฎีกาย้ำว่าเฉพาะคู่ความในคดีเท่านั้นที่ถอนอุทธรณ์ได้ และคำร้องที่ยังโต้แย้งประเด็นในคำพิพากษาย่อมมิใช่การถอน
ความสำคัญในทางปฏิบัติ
การถอนอุทธรณ์เป็นการตัดสินใจที่มีผลถาวร เมื่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นเด็ดขาดต่อผู้ถอนแล้ว โทษหรือคำสั่งย่อมคงอยู่และไม่อาจโต้แย้งในชั้นอุทธรณ์ได้อีก ต้องระวังกำหนดเวลา เพราะสิทธิถอนสิ้นสุดเมื่ออ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เฉพาะคู่ความหรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนโดยชอบเท่านั้นที่ถอนได้ บุคคลภายนอกคดีถอนไม่ได้ หากกำลังชั่งใจว่าจะถอนอุทธรณ์หรือไม่ ควรปรึกษาก่อน เพราะการถอนเชิงกลยุทธ์เพื่อแลกกับการประนีประนอมหรือลดโทษต้องกำหนดเวลาและถ้อยคำให้ถูกต้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7212/2555 (2012)
การขอถอนอุทธรณ์ต้องกระทำโดยหรือเพื่อคู่ความที่ยื่นอุทธรณ์เท่านั้น เมื่อผู้ที่มิใช่คู่ความมายื่นถอนอุทธรณ์แทน ย่อมไม่มีผลเป็นการถอนอุทธรณ์ ไม่ชอบที่ศาลอุทธรณ์จะใช้ดุลพินิจอนุญาตตามมาตรา 202 คำสั่งอนุญาตให้ถอนจึงไม่ชอบ
ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นนายก อบต. คนใหม่พยายามถอนอุทธรณ์แทน อบต. ซึ่งมิใช่คู่ความในคดี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าไม่มีผลเป็นการถอนอุทธรณ์ พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่อนุญาตให้ถอน และให้พิจารณาอุทธรณ์ต่อไปตามรูปคดี
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9481/2553 (2010)
การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกา ในขณะที่ยังติดใจฎีกาในประเด็นการลดโทษและรอการลงโทษ ไม่อาจถือเป็นการยื่นคำร้องขอถอนฎีกาตามมาตรา 202 ประกอบมาตรา 225 เพราะจำเลยยังมิได้สละอุทธรณ์หรือฎีกา
จำเลยขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกาแต่ยังติดใจประเด็นลดโทษและรอการลงโทษ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามิใช่การแก้ไขคำให้การและมิใช่การถอนฎีกาตามมาตรา 202 ประกอบมาตรา 225 จึงวินิจฉัยฎีกาต่อไป โดยถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริง
คำพิพากษาที่คัดสรรและตรวจสอบเลขคดีจากฐานข้อมูลศาลฎีกา คำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา
มีคำพิพากษาศาลฎีกาอ้างถึงมาตรานี้ 30 คดี (พ.ศ. 2495 ถึง 2555)
ตัวอย่างคำพิพากษาที่อ้างถึง
- คำพิพากษาฎีกาที่ 9481/2553 (2010)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 2236/2551 (2008)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 4093/2530 (1987)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 1673/2522 (1979)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 1150/2533 (1990)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 1264/2533 (1990)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 1813/2533 (1990)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 2313/2533 (1990)
รายการนี้คัดเลือกโดยระบบ โดยให้น้ำหนักกับคำพิพากษาที่ยกมาตรานี้ขึ้นวินิจฉัย มากกว่าคำพิพากษาที่เพียงอ้างถึงตอนพิพากษาลงโทษ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยสำนักงาน
มักถูกอ้างถึงพร้อมกับ
- มาตรา 225 9
- มาตรา 245 8
- ป.อ. มาตรา 78 3
- ป.อ. มาตรา 83 3
มาตราที่ปรากฏร่วมกับมาตรานี้บ่อยที่สุดในคำพิพากษาเดียวกัน ตัวเลขคือจำนวนคดี
นับจากฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกาของสำนักงาน จำนวน 83,652 คดี (พ.ศ. 2464 ถึง 2569) จำนวนคดีนับครบถ้วน ส่วนช่วงปีที่แสดงได้ตัดปีที่มีคดีน้อยผิดปกติออก เพื่อให้สะท้อนช่วงเวลาที่มีการอ้างถึงจริง ตัวเลขนี้คำนวณโดยสำนักงานเอง ไม่ใช่สถิติทางการของศาล วิธีการนับและตรวจสอบ
คำถามที่พบบ่อย
ถอนอุทธรณ์ได้ถึงเมื่อใด
ตามมาตรา 202 ถอนอุทธรณ์ได้ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ก่อนส่งสำนวนศาลชั้นต้นอนุญาตได้ หลังจากนั้นต้องยื่นต่อศาลอุทธรณ์
เมื่อถอนอุทธรณ์แล้วจะเกิดผลอย่างไร
คำพิพากษาศาลชั้นต้นเด็ดขาดเฉพาะผู้ถอน หากอีกฝ่ายอุทธรณ์ด้วย จะเด็ดขาดต่อเมื่อคดีถึงที่สุดโดยไม่มีการแก้คำพิพากษา
บุคคลที่ไม่ใช่คู่ความถอนอุทธรณ์ได้หรือไม่
ไม่ได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเฉพาะคู่ความในคดีหรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนโดยชอบเท่านั้นที่ถอนอุทธรณ์ตามมาตรา 202 ได้
ผู้จัดการฝ่ายบน ThaiLawOnline
วิธีอ้างอิงมาตรานี้
-
อ้างอิงแบบทั่วไป
Criminal Procedure Code, s. 202 (Thailand) -
อ้างอิงแบบวิชาการ
Criminal Procedure Code (Thailand), s. 202. ThaiLawOnline, https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-202/ (accessed 1 กันยายน 2026). -
อ้างอิงแบบไทย
ป.วิ.อ. มาตรา 202 -
ลิงก์ถาวร
https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-202/ -
โค้ดสำหรับฝังในเว็บอื่น
<blockquote cite="https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-202/"><p>ผู้อุทธรณ์มีอำนาจยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นก่อนส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ ในกรณีเช่นนี้ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตได้ เมื่อส่งสำนวนไปแล้ว ให้ยื่นต่อศาลอุทธรณ์หรือต่อศาลชั้นต้นเพื่อส่งไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อสั่ง ทั้งนี้ ต้องก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อถอนไปแล้ว ถ้าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมิได้อุทธรณ์ คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นย่อมเด็ดขาดเฉพาะผู้ถอน ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งอุทธรณ์ จะเด็ดขาดต่อเมื่อคดีถึงที่สุดโดยไม่มีการแก้คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้น</p><footer>Criminal Procedure Code, s. 202 (Thailand): <a href="https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-202/">ไทยลอว์ออนไลน์</a></footer></blockquote>
ตัวบทภาษาไทยเป็นฉบับที่ใช้บังคับ คำแปลภาษาอังกฤษเป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการโดย ThaiLawOnline เผยแพร่ให้นำไปใช้ต่อได้โดยอ้างที่มา