ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 229/1: การยื่นบัญชีระบุพยานและกำหนดเวลา
ตัวบทกฎหมาย
ภายใต้บังคับมาตรา ๑๗๓/๑
ในการไต่สวนมูลฟ้องหรือการพิจารณาโจทก์ต้องยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐาน
โดยแสดงถึงประเภทและลักษณะของวัตถุ สถานที่พอสังเขปหรือเอกสารเท่าที่จะระบุได้
รวมทั้งรายชื่อ ที่อยู่ของบุคคลหรือผู้เชี่ยวชาญ
ซึ่งโจทก์ประสงค์จะนำสืบหรือขอให้ศาลไปตรวจหรือแต่งตั้งต่อศาลไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนวันไต่สวนมูลฟ้องหรือวันสืบพยาน
พร้อมทั้งสำเนาบัญชีระบุพยานหลักฐานดังกล่าวในจำนวนที่เพียงพอเพื่อให้จำเลยรับไป
ส่วนจำเลยให้ยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานพร้อมสำเนาก่อนวันสืบพยานจำเลยในการไต่สวนกรณีร้องขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบหรือกรณีร้องขอให้ศาลริบทรัพย์ให้บุคคลที่เกี่ยวข้องยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานต่อศาลไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนวันไต่สวนพร้อมทั้งสำเนาบัญชีระบุพยานหลักฐานดังกล่าวในจำนวนที่เพียงพอ
เพื่อให้บุคคลที่เกี่ยวข้องอื่น ถ้ามี รับไปเมื่อระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง
แล้วแต่กรณีได้สิ้นสุดลง
ถ้าคู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องซึ่งได้ยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานไว้แล้วมีเหตุอันสมควรแสดงได้ว่าตนไม่สามารถทราบได้ว่าต้องนำพยานหลักฐานบางอย่างมาสืบ
หรือไม่ทราบว่าพยานหลักฐานบางอย่างได้มีอยู่ หรือมีเหตุสมควรอื่นใด
หรือถ้าคู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องฝ่ายใดซึ่งมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานเช่นว่านั้นแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลได้ว่า
มีเหตุอันสมควรที่ไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานตามกำหนดเวลาดังกล่าวได้
คู่ความหรือบุคคลเช่นว่านั้น อาจร้องขออนุญาตอ้างพยานหลักฐานดังกล่าวต่อศาล
พร้อมกับบัญชีระบุพยานหลักฐานและสำเนาบัญชีระบุพยานหลักฐานนั้นไม่ว่าเวลาใดๆ
ก่อนเสร็จสิ้นการสืบพยานของฝ่ายนั้นสำหรับกรณีที่คู่ความหรือบุคคลเช่นว่านั้นได้ยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานไว้แล้ว
หรือก่อนเสร็จสิ้นการพิจารณาสำหรับกรณีที่คู่ความหรือบุคคลเช่นว่านั้นไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานและถ้าศาลเห็นว่าจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานดังกล่าว
เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรมให้ศาลมีอำนาจอนุญาตให้สืบและรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้ห้ามมิให้ศาลอนุญาตให้สืบและรับฟังพยานหลักฐานใดซึ่งคู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องซึ่งอ้างพยานหลักฐานนั้นมิได้แสดงความจำนงจะอ้างอิงพยานหลักฐานนั้นตามวรรคหนึ่ง
วรรคสอง หรือวรรคสาม หรือตามมาตรา ๑๗๓/๑ วรรคสองหรือวรรคสาม
แต่ถ้าศาลเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องคุ้มครองพยาน
หรือจะต้องสืบพยานหลักฐานดังกล่าวเพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรม
หรือเพื่อให้โอกาสแก่จำเลยในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่
ให้ศาลมีอำนาจอนุญาตให้สืบและรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้
คำแปลภาษาอังกฤษ
ภายใต้บังคับมาตรา ๑๗๓/๑ ในการไต่สวนมูลฟ้องหรือการพิจารณาโจทก์ต้องยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐาน โดยแสดงถึงประเภทและลักษณะของวัตถุ สถานที่พอสังเขปหรือเอกสารเท่าที่จะระบุได้ รวมทั้งรายชื่อ ที่อยู่ของบุคคลหรือผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งโจทก์ประสงค์จะนำสืบหรือขอให้ศาลไปตรวจหรือแต่งตั้งต่อศาลไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนวันไต่สวนมูลฟ้องหรือวันสืบพยาน พร้อมทั้งสำเนาบัญชีระบุพยานหลักฐานดังกล่าวในจำนวนที่เพียงพอเพื่อให้จำเลยรับไป ส่วนจำเลยให้ยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานพร้อมสำเนาก่อนวันสืบพยานจำเลยในการไต่สวนกรณีร้องขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบหรือกรณีร้องขอให้ศาลริบทรัพย์ให้บุคคลที่เกี่ยวข้องยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานต่อศาลไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนวันไต่สวนพร้อมทั้งสำเนาบัญชีระบุพยานหลักฐานดังกล่าวในจำนวนที่เพียงพอ เพื่อให้บุคคลที่เกี่ยวข้องอื่น ถ้ามี รับไปเมื่อระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง แล้วแต่กรณีได้สิ้นสุดลง ถ้าคู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องซึ่งได้ยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานไว้แล้วมีเหตุอันสมควรแสดงได้ว่าตนไม่สามารถทราบได้ว่าต้องนำพยานหลักฐานบางอย่างมาสืบ หรือไม่ทราบว่าพยานหลักฐานบางอย่างได้มีอยู่ หรือมีเหตุสมควรอื่นใด หรือถ้าคู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องฝ่ายใดซึ่งมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานเช่นว่านั้นแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลได้ว่า มีเหตุอันสมควรที่ไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานตามกำหนดเวลาดังกล่าวได้ คู่ความหรือบุคคลเช่นว่านั้น อาจร้องขออนุญาตอ้างพยานหลักฐานดังกล่าวต่อศาล พร้อมกับบัญชีระบุพยานหลักฐานและสำเนาบัญชีระบุพยานหลักฐานนั้นไม่ว่าเวลาใดๆ ก่อนเสร็จสิ้นการสืบพยานของฝ่ายนั้นสำหรับกรณีที่คู่ความหรือบุคคลเช่นว่านั้นได้ยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานไว้แล้ว หรือก่อนเสร็จสิ้นการพิจารณาสำหรับกรณีที่คู่ความหรือบุคคลเช่นว่านั้นไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานและถ้าศาลเห็นว่าจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานดังกล่าว เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรมให้ศาลมีอำนาจอนุญาตให้สืบและรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้ห้ามมิให้ศาลอนุญาตให้สืบและรับฟังพยานหลักฐานใดซึ่งคู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องซึ่งอ้างพยานหลักฐานนั้นมิได้แสดงความจำนงจะอ้างอิงพยานหลักฐานนั้นตามวรรคหนึ่ง วรรคสอง หรือวรรคสาม หรือตามมาตรา ๑๗๓/๑ วรรคสองหรือวรรคสาม แต่ถ้าศาลเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องคุ้มครองพยาน หรือจะต้องสืบพยานหลักฐานดังกล่าวเพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรม หรือเพื่อให้โอกาสแก่จำเลยในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ ให้ศาลมีอำนาจอนุญาตให้สืบและรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้
คำแปลนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบโดยสำนักงาน โปรดอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก
หมายเหตุของสำนักงาน
มาตรา 229/1 กำหนดการเปิดเผยพยานหลักฐานก่อนพิจารณาในคดีอาญา อยู่ในภาค 5 หมวดหลักทั่วไป กำหนดเวลายื่นบัญชีระบุพยาน ได้แก่ โจทก์อย่างน้อยสิบห้าวันก่อนวันไต่สวนมูลฟ้องหรือวันสืบพยาน จำเลยก่อนวันสืบพยานของตน และผู้เกี่ยวข้องในคดีริบทรัพย์อย่างน้อยเจ็ดวัน วรรคสามเปิดช่องยื่นล่าช้าเมื่อมีเหตุอันสมควรและเพื่อความยุติธรรม วรรคสี่เป็นบทตัดพยาน คือพยานที่ไม่เคยระบุไว้ตามมาตรานี้หรือมาตรา 173/1 ต้องห้ามรับฟัง เว้นแต่เพื่อคุ้มครองพยาน เพื่อการวินิจฉัยที่เที่ยงธรรม หรือเพื่อให้จำเลยต่อสู้คดีได้เต็มที่ ทำงานร่วมกับมาตรา 173/1 และมาตรา 240
ความสำคัญในทางปฏิบัติ
การพลาดกำหนดยื่นบัญชีระบุพยานเป็นความเสี่ยงจริง ตามวรรคสี่ พยานที่ไม่ระบุไว้โดยหลักรับฟังไม่ได้ และคู่ความอีกฝ่ายอาจยกขึ้นคัดค้านแม้ในชั้นฎีกาได้เพราะเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย หากพบพยานสำคัญล่าช้า ควรรีบร้องขอตามวรรคสามโดยแสดงเหตุอันสมควรก่อนที่ฝ่ายท่านจะสืบพยานเสร็จ ศาลยังมีดุลพินิจรับฟังได้เมื่อความยุติธรรมต้องการหรือเพื่อให้จำเลยต่อสู้คดีได้เต็มที่ ควรจดกำหนดเวลาเหล่านี้กับทนายตั้งแต่ต้นคดี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3477/2565 (2022)
เอกสารย่อมไม่เป็นพยานหลักฐานที่ต้องห้ามมิให้รับฟังตามมาตรา 229/1 วรรคสี่ เมื่อได้ระบุไว้ในบัญชีระบุพยานตามความในวรรคหนึ่งอยู่แล้ว เมื่อโจทก์ร่วมถือเอาบัญชีระบุพยานของโจทก์ซึ่งมีเอกสารนั้นรวมอยู่ด้วย ย่อมถือว่าเอกสารดังกล่าวได้ระบุไว้ในบัญชีระบุพยานแล้วและรับฟังได้
จำเลยโต้แย้งว่าสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานที่โจทก์ร่วมอ้างมิได้ระบุไว้ในบัญชีระบุพยาน จึงต้องห้ามมิให้รับฟังตามมาตรา 229/1 วรรคสี่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ารับฟังได้ เพราะเอกสารดังกล่าวอยู่ในบัญชีระบุพยานของโจทก์ซึ่งโจทก์ร่วมถือเอาเป็นของตนอยู่แล้ว จึงมิใช่พยานหลักฐานที่ต้องห้าม ทั้งเอกสารนั้นบันทึกว่าผู้รับมอบอำนาจช่วงมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อยื่นหนังสือมอบอำนาจช่วงและกล่าวโทษดำเนินคดีแก่จำเลย อันสนับสนุนว่าการร้องทุกข์ การสอบสวน และการฟ้องคดีชอบด้วยกฎหมาย
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1270/2563 (2020)
แม้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานน้อยกว่าเจ็ดวันอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 173/1 วรรคสอง หากไม่ทำให้จำเลยเสียโอกาสในการต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจอนุญาตให้สืบและรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้ตามมาตรา 229/1 วรรคท้าย และไม่จำต้องนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. เรื่องการยื่นบัญชีระบุพยานมาใช้บังคับแก่คดีอาญาตามมาตรา 15
โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานน้อยกว่าเจ็ดวัน อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 173/1 วรรคสอง แต่จำเลยทั้งสองได้รับสำเนาโดยไม่ได้คัดค้าน ทั้งทนายจำเลยทั้งสองยังซักค้านพยานที่โจทก์ระบุไว้ด้วย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการฝ่าฝืนดังกล่าวมิได้ทำให้จำเลยทั้งสองเสียโอกาสในการต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจอนุญาตให้สืบและรับฟังพยานหลักฐานนั้นได้ตามมาตรา 229/1 วรรคท้าย และเมื่อคดีอาญามีมาตรการตรวจพยานหลักฐานเพื่อให้การพิจารณาเป็นไปโดยรวดเร็วต่อเนื่องและเป็นธรรมอยู่แล้ว จึงไม่จำต้องนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. เรื่องการยื่นบัญชีระบุพยานมาใช้บังคับตามมาตรา 15
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3276/2561 (2018)
แม้พยานเอกสารที่ไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานตามมาตรา 229/1 วรรคหนึ่ง โดยหลักต้องห้ามตามวรรคสี่และมาตรา 240 วรรคสาม แต่ศาลยังมีดุลพินิจรับฟังได้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมเมื่อจำเป็น
โจทก์ไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานสำหรับเอกสารที่ไม่อยู่ในสำนวนการสอบสวน ศาลวินิจฉัยว่าแม้มาตรา 229/1 วรรคสี่ และมาตรา 240 วรรคสาม ห้ามรับฟัง แต่การรับฟังยังเป็นดุลพินิจของศาลเมื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมต้องการให้สืบพยานนั้น
คำพิพากษาที่คัดสรรและตรวจสอบเลขคดีจากฐานข้อมูลศาลฎีกา คำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา
มีคำพิพากษาศาลฎีกาอ้างถึงมาตรานี้ 4 คดี (พ.ศ. 2557 ถึง 2565)
ตัวอย่างคำพิพากษาที่อ้างถึง
- คำพิพากษาฎีกาที่ 3477/2565 (2022)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 1270/2563 (2020)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 8379/2557 (2014)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 3276/2561 (2018)
รายการนี้คัดเลือกโดยระบบ โดยให้น้ำหนักกับคำพิพากษาที่ยกมาตรานี้ขึ้นวินิจฉัย มากกว่าคำพิพากษาที่เพียงอ้างถึงตอนพิพากษาลงโทษ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยสำนักงาน
มักถูกอ้างถึงพร้อมกับ
มาตราที่ปรากฏร่วมกับมาตรานี้บ่อยที่สุดในคำพิพากษาเดียวกัน ตัวเลขคือจำนวนคดี
นับจากฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกาของสำนักงาน ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2569 จำนวน 83,652 คดี (พ.ศ. 2464 ถึง 2569) จำนวนคดีนับครบถ้วน ส่วนช่วงปีที่แสดงได้ตัดปีที่มีคดีน้อยผิดปกติออก เพื่อให้สะท้อนช่วงเวลาที่มีการอ้างถึงจริง ตัวเลขนี้คำนวณโดยสำนักงานเอง ไม่ใช่สถิติทางการของศาล วิธีการนับและตรวจสอบ
คำถามที่พบบ่อย
โจทก์ต้องยื่นบัญชีระบุพยานเมื่อใด
ตามมาตรา 229/1 โจทก์ต้องยื่นบัญชีระบุพยานอย่างน้อยสิบห้าวันก่อนวันไต่สวนมูลฟ้องหรือวันสืบพยาน พร้อมสำเนาเพียงพอให้จำเลย
พยานที่ไม่ได้ระบุในบัญชีจะเป็นอย่างไร
ตามวรรคสี่ พยานที่ไม่ระบุไว้โดยหลักรับฟังไม่ได้ และคัดค้านได้แม้ในชั้นฎีกา แต่ศาลอาจรับฟังได้เมื่อจำเป็นเพื่อการวินิจฉัยที่เที่ยงธรรม การคุ้มครองพยาน หรือให้จำเลยต่อสู้คดีเต็มที่
ยื่นพยานเพิ่มหลังพ้นกำหนดได้หรือไม่
ได้ หากแสดงเหตุอันสมควรตามวรรคสาม เช่น ไม่ทราบว่ามีพยานนั้นอยู่ และร้องขอก่อนฝ่ายท่านสืบพยานเสร็จ ศาลอาจอนุญาตได้เมื่อจำเป็นเพื่อการวินิจฉัยที่เที่ยงธรรม
วิธีอ้างอิงมาตรานี้
-
อ้างอิงแบบทั่วไป
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 229/1 -
อ้างอิงแบบวิชาการ
Criminal Procedure Code (Thailand), s. 229/1. ThaiLawOnline, https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-229-1/ (accessed 12 ตุลาคม 2026). -
อ้างอิงแบบไทย
ป.วิ.อ. มาตรา 229/1 -
ลิงก์ถาวร
https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-229-1/ -
โค้ดสำหรับฝังในเว็บอื่น
<blockquote cite="https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-229-1/"><p>ภายใต้บังคับมาตรา ๑๗๓/๑ ในการไต่สวนมูลฟ้องหรือการพิจารณาโจทก์ต้องยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐาน โดยแสดงถึงประเภทและลักษณะของวัตถุ สถานที่พอสังเขปหรือเอกสารเท่าที่จะระบุได้ รวมทั้งรายชื่อ ที่อยู่ของบุคคลหรือผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งโจทก์ประสงค์จะนำสืบหรือขอให้ศาลไปตรวจหรือแต่งตั้งต่อศาลไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนวันไต่สวนมูลฟ้องหรือวันสืบพยาน พร้อมทั้งสำเนาบัญชีระบุพยานหลักฐานดังกล่าวในจำนวนที่เพียงพอเพื่อให้จำเลยรับไป ส่วนจำเลยให้ยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานพร้อมสำเนาก่อนวันสืบพยานจำเลยในการไต่สวนกรณีร้องขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบหรือกรณีร้องขอให้ศาลริบทรัพย์ให้บุคคลที่เกี่ยวข้องยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานต่อศาลไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนวันไต่สวนพร้อมทั้งสำเนาบัญชีระบุพยานหลักฐานดังกล่าวในจำนวนที่เพียงพอ เพื่อให้บุคคลที่เกี่ยวข้องอื่น ถ้ามี รับไปเมื่อระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง แล้วแต่กรณีได้สิ้นสุดลง ถ้าคู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องซึ่งได้ยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานไว้แล้วมีเหตุอันสมควรแสดงได้ว่าตนไม่สามารถทราบได้ว่าต้องนำพยานหลักฐานบางอย่างมาสืบ หรือไม่ทราบว่าพยานหลักฐานบางอย่างได้มีอยู่ หรือมีเหตุสมควรอื่นใด หรือถ้าคู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องฝ่ายใดซึ่งมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานเช่นว่านั้นแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลได้ว่า มีเหตุอันสมควรที่ไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานตามกำหนดเวลาดังกล่าวได้ คู่ความหรือบุคคลเช่นว่านั้น อาจร้องขออนุญาตอ้างพยานหลักฐานดังกล่าวต่อศาล พร้อมกับบัญชีระบุพยานหลักฐานและสำเนาบัญชีระบุพยานหลักฐานนั้นไม่ว่าเวลาใดๆ ก่อนเสร็จสิ้นการสืบพยานของฝ่ายนั้นสำหรับกรณีที่คู่ความหรือบุคคลเช่นว่านั้นได้ยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานไว้แล้ว หรือก่อนเสร็จสิ้นการพิจารณาสำหรับกรณีที่คู่ความหรือบุคคลเช่นว่านั้นไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานและถ้าศาลเห็นว่าจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานดังกล่าว เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรมให้ศาลมีอำนาจอนุญาตให้สืบและรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้ห้ามมิให้ศาลอนุญาตให้สืบและรับฟังพยานหลักฐานใดซึ่งคู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องซึ่งอ้างพยานหลักฐานนั้นมิได้แสดงความจำนงจะอ้างอิงพยานหลักฐานนั้นตามวรรคหนึ่ง วรรคสอง หรือวรรคสาม หรือตามมาตรา ๑๗๓/๑ วรรคสองหรือวรรคสาม แต่ถ้าศาลเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องคุ้มครองพยาน หรือจะต้องสืบพยานหลักฐานดังกล่าวเพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรม หรือเพื่อให้โอกาสแก่จำเลยในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ ให้ศาลมีอำนาจอนุญาตให้สืบและรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้</p><footer>ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 229/1 <a href="https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-229-1/">ไทยลอว์ออนไลน์</a></footer></blockquote>
ตัวบทภาษาไทยเป็นฉบับที่ใช้บังคับ คำแปลภาษาอังกฤษเป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการโดย ThaiLawOnline เผยแพร่ให้นำไปใช้ต่อได้โดยอ้างที่มา