กฎหมายวิธีพิจารณาอาญา

233: จำเลยอ้างตนเองเป็นพยาน

แก้ไขโดย พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 28) พ.ศ. 2551

คนบทกฎหมาย

จำเลยอาจอ้างว่าเป็นตัวเองเป็นกรณีได้ในกรณีที่จำเลยที่พิสูจน์ตัวเองได้ในกรณีที่ต้องมีการสืบค้นก่อนที่จะสืบหาข้อมูลอื่นจำเลยก็ได้ไม่ว่าจะเป็นคำเบิกความของจำเลยนั้นปรักปรารภหรือความเสียหายแก่จำเลยอย่างอื่นจำเลยอย่างอื่นนั้นซักค้านได้ในกรณีที่จำเลยเบิกเป็นคำเบิกความของจำเลยย่อมใช้ยันฝ่ายจำเลยนั้นและได้พยานหลักฐานอาจตรวจสอบคำเบิกความนั้นประกอบการพิจารณาหลักฐานอื่นของโจทก์ได้

คำแปลภาษาไทย

จำเลยอาจอ้างตนเองเป็นพยานได้ หากจำเลยอ้างตนเองเป็นพยาน ศาลอาจอนุญาตให้สอบปากคำจำเลยก่อนพยานฝ่ายจำเลยคนอื่นๆ หากคำให้การของจำเลยเป็นการกล่าวโทษหรือเป็นผลเสียต่อจำเลยคนอื่น จำเลยคนนั้นอาจซักถามพยานได้ หากจำเลยให้การเป็นพยาน คำให้การของจำเลยอาจนำมาใช้เป็นหลักฐานต่อจำเลยคนนั้นได้ และศาลอาจรับฟังคำให้การนั้นพร้อมกับหลักฐานอื่นๆ ของฝ่ายโจทก์ได้.

คำแปลนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบโดยสำนักงาน โปรดอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก

หมายเหตุสำนักงาน

ส่วน 233 เป็นคู่กับมาตรา 232 คือโครงสร้างภายนอกโจทก์อ้างจำเลยเป็นข้อกำหนดไม่ได้จำเลยเลือกสรรค์เป็นเมนูได้อยู่ในภาค 5 หมวด 2 บุคคลภายนอกส่วนนี้ให้จำเลยที่ถือว่าเป็นตนเองเข้าสืบก่อนมีสิทธิ์จำอย่างอื่นได้ คุ้มครองสิทธิจำเลยอย่างอื่นในการซักค้านคำเบิกความที่ปรักปรำและคราสสองว่าคำวิจารณ์ความจำแต่เพียงอย่างเดียวใช้ยันจำเลยนั้นและรับฟังการประกอบ คือเปิดช่องให้ถ้อยคำของจำเลยถูกระบบควบคุมโดยตรงของโจทก์ในมาตรา 84 เรื่องการควบคุมการรับฟังคำรับสารภาพชั้นของระบบปฏิบัติการ

ความสำคัญต่อ

ค้นค้นความความหรือไม่ก็ได้ข้อดีที่สามารถพบได้มากที่สุดอย่างหนึ่งของจำเลย คือได้เล่าเรื่องราวโดยตรงในลักษณะที่เป็นประโยชน์ตามวรรคสองคือคำเบิกความใช้ยันตัวท่านและอ่านประกอบประกอบโจทได้ในส่วนของการตอบถามค้าน ออลจำเลยร่วม ใส่คำเบิกความความเป็นอันตรายที่อาจจำเลยอย่างอื่นซักค้าน หากจะช่วยให้เกิดการสืบค้นข้อมูลนี้กับนายพิสูจน์เมื่อขึ้นเบิกความความแล้วจึงท่านพูดจะกลายเป็นหลักฐานในคดี

คำตัดสินศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้

  1. คำตัดสินศาลฎีกาที่ 8192/2561 (2018)

    คำค้นความของจำเลยย่อมใช้ยันจำเลยนั้นและรับฟังประกอบการตรวจสอบอื่นๆ ของโจทก์ตามมาตรา 233 วรรคสองคำอ่านรับสารภาพชั้นที่ต้องใช้ข้อจำกัดเท่านั้นตามมาตรา 84

    ศาลวินิจฉัยว่าคำเบิกความความของจำเลยที่ 2 แน่นอนใช้ยันจำเลยที่ 2 ได้และได้รับฟังประกอบคำเบิกความของผู้ถือระบบและหลักฐานการตรวจสอบอื่นๆ ของโจทก์ได้ตามมาตรา 233 วรรคสองหาข้อมูลจากความเข้มข้นตามมาตรา 84 เรื่องคำรับสารภาพชั้นฐานข้อมูล

  2. คำพิพากษาฎีกาที่ 960/2559 (2016)

    ก่อนที่จะจำเลยผู้ค้านจะต้องเคยต้องมาก่อนคำความนั้นใช้ยันจำเลยตามมาตรา 233 และรับฟังประกอบการพิสูจน์สิ่งอื่นของโจทก์ได้

    ศาลนำมาตรา 233 วรรคสองมาเมื่อจำเลยตอบโจทก์ถามค้านไม่อาจคาดเดาได้และต้องสงสัยโดยพิจารณามาก่อนว่าคำเบิกความของจำเลยใช้ยันจำเลยและประกอบการตรวจสอบสิ่งอื่นของโจทก์ในการสอบสวนจะรอการลงโทษหรือไม่ได้

  3. คำตัดสินศาลฎีกาที่ 963/2517 (1974)

    การไม่จำเลยอย่างอื่นซักค้านจำเลยที่การตรวจสอบความเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบตามมาตรา 233 ทำให้เสียเปรียบเมื่อกระจกไม่ได้นำคำเบิกความนั้นมาวินิจฉัยให้เป็นจักรวาลแก่จำเลยอย่างอื่น

    ศาลชั้นต้นไม่ยอมให้นายจำเลยที่ 3 ซักค้านจำเลยที่ 1 และที่ 4 ที่เบิกความเป็นมาของความเชื่อถือว่าดำเนินไปในการพิจารณาที่ไม่ชอบตามมาตรา 233 ภายนอกไม่ได้นำคำความนั้นมาวินิจฉัยเป็นจักรวาลแก่จำเลยที่ 3 ทำให้เสียเปรียบ

คำพิพากษาที่คัดเลือกการพิจารณาคดีจากเทคโนโลยีศาลฎีกาคำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา

มีคำพิพากษาศาลฎีกาอ้างถึงมาตรานี้ 6 คดี (พ.ศ. 2517 ถึง 2562)

ตัวอย่างคำพิพากษาที่อ้างถึง

  • คำพิพากษาฎีกาที่ 960/2559 (2016)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 7540/2554 (2011)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 963/2517 (1974)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 7547/2542 (1999)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 8192/2561 (2018)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 2494-2495/2562 (2019)

รายการนี้คัดเลือกโดยระบบ โดยให้น้ำหนักกับคำพิพากษาที่ยกมาตรานี้ขึ้นวินิจฉัย มากกว่าคำพิพากษาที่เพียงอ้างถึงตอนพิพากษาลงโทษ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยสำนักงาน

มักถูกอ้างถึงพร้อมกับ

มาตราที่ปรากฏร่วมกับมาตรานี้บ่อยที่สุดในคำพิพากษาเดียวกัน ตัวเลขคือจำนวนคดี

นับจากฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกาของสำนักงาน จำนวน 83,652 คดี (พ.ศ. 2464 ถึง 2569) จำนวนคดีนับครบถ้วน ส่วนช่วงปีที่แสดงได้ตัดปีที่มีคดีน้อยผิดปกติออก เพื่อให้สะท้อนช่วงเวลาที่มีการอ้างถึงจริง ตัวเลขนี้คำนวณโดยสำนักงานเอง ไม่ใช่สถิติทางการของศาล วิธีการนับและตรวจสอบ

เลย

จำเลยเลือกเบิกความในคดีอาญาไทยได้เลย

ได้มาตรา 233 ให้จำเลยอ้างตนเองเป็นการวิจัยและสืบค้นก่อนที่จะจำอย่างอื่นเลยได้สิทธิที่จะเลือกมิใช่หน้าที่

คำเบิกความของจำเลยใช้ยันตัวจำเลยเองนั่นเอง

ได้ตามมาตรา 233 วรรคสองหากจำเลยความคำค้นความย่อมใช้ยันจำเลยนั้นและรับฟังการพิสูจน์หลักฐานอื่น ๆ ของโจทก์ได้ในลักษณะที่ต้องใช้ความชัดลึกจึงเป็นความลับ

จำเลยอย่างอื่นซักค้านจำได้เลยที่เบิกความได้นั่นเอง

ได้ตามมาตรา 233 หากคำค้นความของจำเลยปรักปรำหรือทำให้จำเลยอื่น ๆ ที่เพิ่มมากขึ้นจำเลยอย่างอื่นนั้นสิทธิซักค้านได้

วิธีอ้างอิงมาตรานี้

  • อ้างอิงแบบทั่วไป Criminal Procedure Code, s. 233 (Thailand)
  • อ้างอิงแบบวิชาการ Criminal Procedure Code (Thailand), s. 233. ThaiLawOnline, https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-233/ (accessed 11 สิงหาคม 2026).
  • อ้างอิงแบบไทย ป.วิ.อ. มาตรา 233
  • ลิงก์ถาวร https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-233/
  • โค้ดสำหรับฝังในเว็บอื่น <blockquote cite="https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-233/"><p>จำเลยอาจอ้างว่าเป็นตัวเองเป็นกรณีได้ในกรณีที่จำเลยที่พิสูจน์ตัวเองได้ในกรณีที่ต้องมีการสืบค้นก่อนที่จะสืบหาข้อมูลอื่นจำเลยก็ได้ไม่ว่าจะเป็นคำเบิกความของจำเลยนั้นปรักปรารภหรือความเสียหายแก่จำเลยอย่างอื่นจำเลยอย่างอื่นนั้นซักค้านได้ในกรณีที่จำเลยเบิกเป็นคำเบิกความของจำเลยย่อมใช้ยันฝ่ายจำเลยนั้นและได้พยานหลักฐานอาจตรวจสอบคำเบิกความนั้นประกอบการพิจารณาหลักฐานอื่นของโจทก์ได้</p><footer>Criminal Procedure Code, s. 233 (Thailand) — <a href="https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-233/">ไทยลอว์ออนไลน์</a></footer></blockquote>

ตัวบทภาษาไทยเป็นฉบับที่ใช้บังคับ คำแปลภาษาอังกฤษเป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการโดย ThaiLawOnline เผยแพร่ให้นำไปใช้ต่อได้โดยอ้างที่มา

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนที่จะนำไปใช้กับการดำเนินคดีจริง

เลื่อนขึ้น
WhatsApp LINE โทร จอง