ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
233 — จำเลยอ้างตนเองเป็นพยาน
คนบทกฎหมาย
จำเลยอาจอ้างตนเองเป็นพยานได้ ในกรณีที่จำเลยอ้างตนเองเป็นพยานศาลจะให้เข้าสืบก่อนพยานอื่นฝ่ายจำเลยก็ได้ ถ้าคำเบิกความของจำเลยนั้นปรักปรำหรือเสียหายแก่จำเลยอื่น จำเลยอื่นนั้นซักค้านได้ในกรณีที่จำเลยเบิกความเป็นพยาน คำเบิกความของจำเลยย่อมใช้ยันจำเลยนั้นได้ และศาลอาจรับฟังคำเบิกความนั้นประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้
คำแปลภาษาไทย
The defendant may cite himself as a witness. Where the defendant cites himself as a witness, the court may allow him to be examined before the other defense witnesses. If the defendant's testimony incriminates or is prejudicial to another defendant, that other defendant may cross-examine. Where the defendant testifies as a witness, the defendant's testimony may be used against that defendant, and the court may admit that testimony together with other evidence of the prosecutor.
คำแปลนี้ยังไม่เป็นที่ทราบจากสำนักงาน — กรุณาอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก
หมายเหตุสำนักงาน
มาตรา 233 เป็นคู่กับมาตรา 232 กล่าวคือ แม้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยานไม่ได้ แต่จำเลยเลือกอ้างตนเองเป็นพยานได้ อยู่ในภาค 5 หมวด 2 พยานบุคคล มาตรานี้ให้จำเลยที่อ้างตนเองเข้าสืบก่อนพยานจำเลยอื่นได้ คุ้มครองสิทธิจำเลยอื่นในการซักค้านคำเบิกความที่ปรักปรำ และวรรคสองบัญญัติว่าคำเบิกความของจำเลยย่อมใช้ยันจำเลยนั้นและรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ นี่เป็นผลสำคัญของการเลือกเบิกความ คือเปิดช่องให้ถ้อยคำของจำเลยถูกชั่งน้ำหนักในทางที่เป็นประโยชน์แก่โจทก์ ทำงานร่วมกับมาตรา 84 เรื่องข้อจำกัดการรับฟังคำรับสารภาพชั้นจับกุม
ความสำคัญต่อ
การตัดสินใจว่าจะเบิกความหรือไม่ เป็นทางเลือกที่มีผลมากที่สุดอย่างหนึ่งของจำเลย ข้อดีคือได้เล่าเรื่องราวของตนโดยตรง ข้อเสียตามวรรคสองคือคำเบิกความใช้ยันตัวท่านและอ่านประกอบพยานโจทก์ได้ รวมถึงคำตอบในการถามค้าน หากมีจำเลยร่วม พึงจำไว้ว่าคำเบิกความของท่านอาจถูกจำเลยอื่นซักค้านหากทำให้เขาเสียหาย ควรชั่งน้ำหนักการตัดสินใจนี้กับทนายอย่างรอบคอบ เพราะเมื่อขึ้นเบิกความแล้ว สิ่งที่ท่านพูดกลายเป็นพยานหลักฐานในคดี
คำตัดสินศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8192/2561 (2018)
คำเบิกความของจำเลยย่อมใช้ยันจำเลยนั้นและรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ตามมาตรา 233 วรรคสอง แม้คำรับสารภาพชั้นจับกุมจะถูกจำกัดต่างหากตามมาตรา 84
ศาลวินิจฉัยว่าคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ย่อมใช้ยันจำเลยที่ 2 ได้ และรับฟังประกอบคำเบิกความของพยานผู้จับกุมซึ่งเป็นพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ตามมาตรา 233 วรรคสอง แยกต่างหากจากข้อจำกัดตามมาตรา 84 เรื่องคำรับสารภาพชั้นจับกุม
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 960/2559 (2016)
เมื่อจำเลยตอบคำถามค้านยอมรับว่าเคยต้องโทษมาก่อน คำเบิกความนั้นใช้ยันจำเลยได้ตามมาตรา 233 วรรคสอง และรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้
ศาลนำมาตรา 233 วรรคสองมาใช้ เมื่อจำเลยตอบโจทก์ถามค้านยอมรับว่าเคยถูกฟ้องและต้องโทษจำคุกมาก่อน โดยเห็นว่าคำเบิกความของจำเลยใช้ยันจำเลยและประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ในการพิจารณาว่าจะรอการลงโทษหรือไม่ได้
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 963/2517 (1974)
การไม่ให้จำเลยอื่นซักค้านจำเลยที่เบิกความเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบตามมาตรา 233 แต่ไม่ทำให้เสียเปรียบเมื่อศาลไม่ได้นำคำเบิกความนั้นมาวินิจฉัยให้เป็นโทษแก่จำเลยอื่น
ศาลชั้นต้นไม่ยอมให้ทนายจำเลยที่ 3 ซักค้านจำเลยที่ 1 และที่ 4 ที่เบิกความเป็นพยาน ศาลเห็นว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบตามมาตรา 233 แต่เมื่อไม่ได้นำคำเบิกความนั้นมาวินิจฉัยเป็นโทษแก่จำเลยที่ 3 จึงไม่ทำให้เสียเปรียบ
คำพิพากษาที่คัดเลือกการพิจารณาคดีจากเทคโนโลยีศาลฎีกาคำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา
เลย
จำเลยเลือกเบิกความในคดีอาญาไทยได้หรือไม่
ได้ มาตรา 233 ให้จำเลยอ้างตนเองเป็นพยานและเข้าสืบก่อนพยานจำเลยอื่นได้ แต่เป็นสิทธิที่จะเลือก มิใช่หน้าที่
คำเบิกความของจำเลยใช้ยันตัวจำเลยเองได้หรือไม่
ได้ ตามมาตรา 233 วรรคสอง หากจำเลยเบิกความ คำเบิกความย่อมใช้ยันจำเลยนั้นและรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ การตัดสินใจขึ้นเบิกความจึงมีความเสี่ยง
จำเลยอื่นซักค้านจำเลยที่เบิกความได้หรือไม่
ได้ ตามมาตรา 233 หากคำเบิกความของจำเลยปรักปรำหรือทำให้จำเลยอื่นเสียหาย จำเลยอื่นนั้นมีสิทธิซักค้านได้