ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 104: อำนาจศาลในการชั่งน้ำหนักพยาน
ตัวบทกฎหมาย
ให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบนั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอ ให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่ แล้วพิพากษาคดีไปตามนั้นในการวินิจฉัยว่าพยานบอกเล่าตามมาตรา ๙๕/๑ หรือบันทึกถ้อยคำที่ผู้ให้ถ้อยคำมิได้มาศาลตามมาตรา ๑๒๐/๑ วรรคสามและวรรคสี่ หรือบันทึกถ้อยคำตามมาตรา ๑๒๐/๒ จะมีน้ำหนักให้เชื่อได้หรือไม่เพียงใดนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังโดยคำนึงถึงสภาพ ลักษณะ และแหล่งที่มาของพยานบอกเล่าหรือบันทึกถ้อยคำนั้นด้วย
คำแปลภาษาอังกฤษ
The court shall have full power to decide whether the evidence adduced by the parties is relevant to the issues and is sufficient to be believed as conclusive, and to decide the case accordingly. In deciding whether, and to what extent, hearsay evidence under Section 95/1, or a record of the statements of a person who did not attend court under Section 120/1 paragraphs three and four, or a record of statements under Section 120/2, is to be given weight and believed, the court must act with caution, having regard also to the condition, nature and source of that hearsay evidence or record of statements.
คำแปลนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบโดยสำนักงาน โปรดอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก
หมายเหตุของสำนักงาน
มาตรา 104 เป็นบทหลักของประมวลกฎหมายว่าด้วยการที่ศาลชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานได้โดยอิสระ ศาลมีอำนาจเต็มที่ในการวินิจฉัยความเกี่ยวกับประเด็นและความเพียงพอ ว่าพยานหลักฐานเพียงพอให้เชื่อเป็นยุติหรือไม่ แล้วพิพากษาไปตามนั้น ดุลพินิจนี้กว้างและโดยทั่วไปถือเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ประโยคที่สองซึ่งเพิ่มมาพร้อมการปฏิรูปเรื่องพยานบอกเล่า จำกัดความอิสระนั้นสำหรับพยานที่มีน้ำหนักน้อยกว่า คือพยานบอกเล่าตามมาตรา 95/1 และบันทึกถ้อยคำตามมาตรา 120/1 และ 120/2 ของผู้ที่ไม่มาศาล ศาลต้องชั่งน้ำหนักด้วยความระมัดระวัง โดยคำนึงถึงสภาพ ลักษณะ และแหล่งที่มา มาตรานี้ทำงานควบคู่กับอำนาจทั่วไปของศาล มิใช่แทนที่
ความสำคัญในทางปฏิบัติ
เพราะการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานเป็นดุลพินิจข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้นเป็นสำคัญ การอุทธรณ์หรือฎีกาที่เพียงโต้เถียงว่าศาลชั่งน้ำหนักอย่างไรมักต้องห้ามเพราะเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงควรวางรูปคดีให้แข็งแรงที่สุดในศาลชั้นต้น หากเลี่ยงได้ อย่าพึ่งพาพยานบอกเล่าหรือคำแถลงเป็นหนังสือของพยานที่จะไม่มาศาล เพราะศาลต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวังและอาจให้น้ำหนักน้อย แต่หากศาลไม่ได้ชั่งน้ำหนักพยานของคู่ความเลย นั่นอาจเป็นข้อผิดพลาดทางกฎหมายที่ยกขึ้นว่ากล่าวได้ มิใช่เพียงการโต้แย้งข้อเท็จจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2906/2556 (2013)
ศาลชั้นต้นมีอำนาจเต็มที่ตามมาตรา 104 วรรคหนึ่ง ที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่นำสืบเกี่ยวกับประเด็นและเพียงพอให้เชื่อเป็นยุติได้หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงที่มีอยู่เพียงพอแก่การวินิจฉัยคดี ศาลย่อมยกคำร้องขอหมายเรียกพยานเพิ่มได้โดยชอบ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นมีอำนาจเต็มที่ตามมาตรา 104 วรรคหนึ่ง (ประกอบมาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา) ในการวินิจฉัยความเกี่ยวกับประเด็นและความเพียงพอ และการยกคำร้องขอหมายเรียกพยานเพิ่มเพราะข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้วนั้นชอบด้วยกฎหมาย
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2956/2554 (2011)
ตามมาตรา 104 วรรคหนึ่ง ศาลมีอำนาจเต็มที่วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบเกี่ยวกับประเด็นและเพียงพอให้เชื่อเป็นยุติได้หรือไม่ ฎีกาที่เพียงโต้เถียงการวินิจฉัยข้อเท็จจริงของศาลจึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง
ศาลฎีกายกมาตรา 104 วรรคหนึ่ง เรื่องอำนาจเต็มที่ของศาลในการวินิจฉัยความเกี่ยวกับประเด็นและความเพียงพอ และวินิจฉัยว่าการที่จำเลยโต้แย้งการชั่งน้ำหนักพยานของศาลอุทธรณ์เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงที่ต้องห้าม
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6446/2552 (2009)
ศาลที่มิได้นำพยานหลักฐานของคู่ความมาวินิจฉัยเพื่อชั่งน้ำหนักกับพยานหลักฐานของอีกฝ่าย ถือว่ามิได้ใช้อำนาจเต็มที่ในการวินิจฉัยความเกี่ยวกับประเด็นและความเพียงพอตามมาตรา 104 เป็นการไม่ชอบ
ศาลชั้นต้นมิได้นำพยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 มาวินิจฉัยชั่งน้ำหนักกับพยานหลักฐานของโจทก์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเท่ากับศาลมิได้ใช้อำนาจเต็มที่ตามมาตรา 104 ในการวินิจฉัยความเกี่ยวกับประเด็นและความเพียงพอ เป็นการไม่ชอบ และเห็นควรวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ค้างอยู่เองเพื่อความรวดเร็ว
คำพิพากษาที่คัดสรรและตรวจสอบเลขคดีจากฐานข้อมูลศาลฎีกา คำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา
มีคำพิพากษาศาลฎีกาอ้างถึงมาตรานี้ 57 คดี (พ.ศ. 2492 ถึง 2566)
ตัวอย่างคำพิพากษาที่อ้างถึง
- คำพิพากษาฎีกาที่ 4819/2566 (2023)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 15019/2558 (2015)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 2906/2556 (2013)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 11707/2554 (2011)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 2956/2554 (2011)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 752-780/2554 (2011)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 6446/2552 (2009)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 9340/2551 (2008)
รายการนี้คัดเลือกโดยระบบ โดยให้น้ำหนักกับคำพิพากษาที่ยกมาตรานี้ขึ้นวินิจฉัย มากกว่าคำพิพากษาที่เพียงอ้างถึงตอนพิพากษาลงโทษ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยสำนักงาน
มักถูกอ้างถึงพร้อมกับ
มาตราที่ปรากฏร่วมกับมาตรานี้บ่อยที่สุดในคำพิพากษาเดียวกัน ตัวเลขคือจำนวนคดี
นับจากฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกาของสำนักงาน จำนวน 83,652 คดี (พ.ศ. 2464 ถึง 2569) จำนวนคดีนับครบถ้วน ส่วนช่วงปีที่แสดงได้ตัดปีที่มีคดีน้อยผิดปกติออก เพื่อให้สะท้อนช่วงเวลาที่มีการอ้างถึงจริง ตัวเลขนี้คำนวณโดยสำนักงานเอง ไม่ใช่สถิติทางการของศาล วิธีการนับและตรวจสอบ
คำถามที่พบบ่อย
ใครเป็นผู้ตัดสินว่าพยานหลักฐานเพียงพอหรือไม่
ศาลเป็นผู้ตัดสิน มาตรา 104 ให้ศาลมีอำนาจเต็มที่วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานเกี่ยวกับประเด็นและเพียงพอให้เชื่อเป็นยุติได้หรือไม่ แล้วพิพากษาไปตามนั้น
พยานบอกเล่ามีน้ำหนักเท่าพยานโดยตรงหรือไม่
ไม่ สำหรับพยานบอกเล่าตามมาตรา 95/1 และบันทึกถ้อยคำตามมาตรา 120/1 และ 120/2 ศาลต้องชั่งน้ำหนักด้วยความระมัดระวัง โดยคำนึงถึงสภาพ ลักษณะ และแหล่งที่มา
อุทธรณ์เรื่องการชั่งน้ำหนักพยานของศาลได้หรือไม่
มักไม่ได้ การที่ศาลชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานตามมาตรา 104 โดยทั่วไปเป็นปัญหาข้อเท็จจริง การอุทธรณ์หรือฎีกาที่เพียงโต้แย้งการชั่งน้ำหนักนั้นอาจต้องห้าม
วิธีอ้างอิงมาตรานี้
-
อ้างอิงแบบทั่วไป
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 -
อ้างอิงแบบวิชาการ
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104. ThaiLawOnline, https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-104/ (เข้าถึงเมื่อ 1 กันยายน 2026). -
อ้างอิงแบบไทย
ป.วิ.พ. มาตรา 104 -
ลิงก์ถาวร
https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-104/ -
โค้ดสำหรับฝังในเว็บอื่น
<blockquote cite="https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-104/"><p>ให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบนั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอ ให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่ แล้วพิพากษาคดีไปตามนั้นในการวินิจฉัยว่าพยานบอกเล่าตามมาตรา ๙๕/๑ หรือบันทึกถ้อยคำที่ผู้ให้ถ้อยคำมิได้มาศาลตามมาตรา ๑๒๐/๑ วรรคสามและวรรคสี่ หรือบันทึกถ้อยคำตามมาตรา ๑๒๐/๒ จะมีน้ำหนักให้เชื่อได้หรือไม่เพียงใดนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังโดยคำนึงถึงสภาพ ลักษณะ และแหล่งที่มาของพยานบอกเล่าหรือบันทึกถ้อยคำนั้นด้วย</p><footer>ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 <a href="https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-104/">ไทยลอว์ออนไลน์</a></footer></blockquote>
ตัวบทภาษาไทยเป็นฉบับที่ใช้บังคับ คำแปลภาษาอังกฤษเป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการโดย ThaiLawOnline เผยแพร่ให้นำไปใช้ต่อได้โดยอ้างที่มา