ตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา · ใบอนุญาตทนายความเลขที่ 3149/2556 +66 87 225 1340 (EN/FR) +66 87 414 9288 (TH) WhatsApp

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 146: คำพิพากษาที่ขัดกัน จะถือตามใด

ตัวบทกฎหมาย

เมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันเป็นที่สุดของสองศาลซึ่งต่างชั้นกัน ต่างกล่าวถึงการปฏิบัติชำระหนี้อันแบ่งแยกจากกันไม่ได้ และคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นขัดกัน ให้ถือตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่สูงกว่าถ้าศาลชั้นต้นศาลเดียวกัน หรือศาลชั้นต้นสองศาลในลำดับชั้นเดียวกัน หรือศาลอุทธรณ์ ได้พิพากษาหรือมีคำสั่งดังกล่าวมาแล้ว คู่ความในกระบวนพิจารณาแห่งคดีที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ชอบที่จะยื่นคำร้องขอต่อศาลที่อยู่ในลำดับสูงขึ้นไปให้มีคำสั่งกำหนดว่าจะให้ถือตามคำพิพากษาหรือคำสั่งใด คำสั่งเช่นว่านี้ให้เป็นที่สุด

คำแปลภาษาอังกฤษ

เมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันเป็นที่สุดของสองศาลซึ่งต่างชั้นกัน ต่างกล่าวถึงการปฏิบัติชำระหนี้อันแบ่งแยกจากกันไม่ได้ และคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นขัดกัน ให้ถือตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่สูงกว่าถ้าศาลชั้นต้นศาลเดียวกัน หรือศาลชั้นต้นสองศาลในลำดับชั้นเดียวกัน หรือศาลอุทธรณ์ ได้พิพากษาหรือมีคำสั่งดังกล่าวมาแล้ว คู่ความในกระบวนพิจารณาแห่งคดีที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ชอบที่จะยื่นคำร้องขอต่อศาลที่อยู่ในลำดับสูงขึ้นไปให้มีคำสั่งกำหนดว่าจะให้ถือตามคำพิพากษาหรือคำสั่งใด คำสั่งเช่นว่านี้ให้เป็นที่สุด

คำแปลนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบโดยสำนักงาน โปรดอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก

หมายเหตุของสำนักงาน

มาตรา 146 แก้ปัญหากรณีที่พบไม่บ่อยที่คำพิพากษาถึงที่สุดสองฉบับขัดกันในเรื่องการชำระหนี้อันแบ่งแยกไม่ได้ หากคำพิพากษาที่ขัดกันมาจากศาลต่างชั้นกัน ให้ถือตามศาลที่สูงกว่าโดยอัตโนมัติ หากมาจากศาลเดียวกัน ศาลชั้นต้นสองศาลในชั้นเดียวกัน หรือศาลอุทธรณ์ บทนี้ให้คู่ความยื่นคำร้องต่อศาลที่สูงขึ้นไปให้กำหนดว่าจะถือตามคำพิพากษาใด และคำสั่งนั้นเป็นที่สุด แนวคำพิพากษาฎีกายืนยันว่ามาตรานี้ใช้เฉพาะคำพิพากษาถึงที่สุดที่ขัดกันจริงในหนี้ที่แบ่งแยกไม่ได้ มิใช่ทุกคู่คำพิพากษาที่ไม่สอดคล้องกัน บทนี้เสริมกับมาตรา 145 และ 148 โดยจัดการกับการขัดกันของผลถึงที่สุดสองฉบับ

ความสำคัญในทางปฏิบัติ

นี่เป็นหลักเฉพาะที่พบเมื่อคำพิพากษาถึงที่สุดสองฉบับขัดกันจริงในหนี้เดียวกันที่แบ่งแยกไม่ได้ หากมาจากศาลต่างชั้นให้ถือตามศาลที่สูงกว่า หากชั้นเดียวกัน ท่านขอให้ศาลที่สูงขึ้นไปกำหนดว่าจะถือตามฉบับใดได้ และคำสั่งเป็นที่สุด มาตรานี้แคบ ใช้เฉพาะคำพิพากษาถึงที่สุดที่ขัดกันในหนี้ที่แบ่งแยกไม่ได้ มิใช่คำพิพากษาสองฉบับใด ๆ ที่ท่านไม่พอใจ เพราะเป็นเรื่องเทคนิคและมีกำหนดเวลา ควรรีบปรึกษาทนาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้

  1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 674/2566 (2023)

    มาตรา 146 วรรคหนึ่งใช้เฉพาะกรณีที่มีคำพิพากษาอันเป็นที่สุดของสองศาลต่างชั้นกันและกล่าวถึงการปฏิบัติชำระหนี้ที่แบ่งแยกจากกันไม่ได้

    ศาลอธิบายว่าสาระสำคัญของมาตรา 146 วรรคหนึ่งคือการขัดกันของคำพิพากษาถึงที่สุดของสองศาลต่างชั้นในหนี้ที่แบ่งแยกไม่ได้ และวินิจฉัยว่าคำพิพากษาศาลฎีกาขัดกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีสาขาชั้นบังคับคดีหรือไม่

  2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3196/2567 (2024)

    ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดกำหนดให้ประธานศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเป็นผู้ชี้ขาดว่าจะให้ถือตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ขัดกันคดีใด เมื่อคู่ความยื่นคำร้องขอเช่นว่านั้น ศาลชั้นต้นย่อมชอบที่จะปฏิเสธไม่ส่งคำร้องนั้นและมีคำสั่งยกคำร้องเสียได้ กรณีนี้เป็นเรื่องของอำนาจร้อง จึงเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะต้องตรวจและพิจารณาสั่งคำร้องไปตามลำดับชั้นศาล และการที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องด้วยเหตุดังกล่าวหาได้ก้าวล่วงเข้าไปวินิจฉัยชี้ขาดว่าให้ถือตามคำพิพากษาศาลฎีกาคดีใดไม่

    โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเป็นผู้สั่งกำหนดว่าจะให้ถือตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ขัดกันคดีใด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดกำหนดให้ประธานศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเป็นผู้ชี้ขาดคำพิพากษาศาลฎีกาที่ขัดกัน ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะปฏิเสธไม่ส่งคำร้องนั้นแล้วมีคำสั่งยกคำร้องเสียได้ กรณีนี้เป็นเรื่องของอำนาจร้อง จึงเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะต้องตรวจและพิจารณาสั่งคำร้องไปตามลำดับชั้นศาล และศาลชั้นต้นหาได้มีคำสั่งยกคำร้องโดยก้าวล่วงเข้าไปวินิจฉัยชี้ขาดว่าให้ถือตามคำพิพากษาศาลฎีกาคดีใดไม่ ส่วนปัญหาว่ามาตรา 146 วรรคสอง จะใช้กับคำพิพากษาของศาลชั้นเดียวกันได้หรือไม่ ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัย

  3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8195/2561 (2018)

    มาตรา ๑๔๖ ใช้บังคับเฉพาะกรณีที่คำพิพากษาถึงที่สุดของศาลต่างชั้นกันขัดกันในการปฏิบัติชำระหนี้อันแบ่งแยกจากกันไม่ได้อย่างเดียวกัน เมื่อประเด็นแห่งคดีทั้งสองแตกต่างกันและหนี้ที่พิพากษามิใช่หนี้อันแบ่งแยกจากกันไม่ได้อย่างเดียวกัน ย่อมไม่ถือว่าคำพิพากษาขัดกัน และไม่ต้องด้วยมาตรา ๑๔๖

    คดีแรก จ. ซึ่งเป็นคนต่างด้าวในขณะนั้นฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากตัวแทน ศาลชั้นอุทธรณ์พิพากษาถึงที่สุดให้จำหน่ายที่ดินพิพาทไปตาม ป.ที่ดิน มาตรา ๙๔ และ ๙๖ โดยให้ จ. ได้รับเงินจากการจำหน่ายแทนการได้กรรมสิทธิ์ เมื่อ น. ภริยาก็เป็นคนต่างด้าวในระหว่างที่ได้ที่ดินมาเช่นกัน สิทธิของ น. ในฐานะเจ้าของรวมที่ตกทอดแก่ทายาทจึงเป็นเงินที่ได้จากการจำหน่ายที่ดิน หาใช่กรรมสิทธิ์ในที่ดินไม่ ดังนั้น คดีที่สองซึ่ง ส. ฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกส่วนของ น. ๑ ใน ๗ ส่วน และถึงที่สุดในชั้นฎีกา จึงเป็นการบังคับให้แบ่งเงินที่ได้จากการจำหน่ายที่ดินนั่นเอง ทั้งประเด็นแห่งคดีตามคำฟ้องทั้งสองคดีก็แตกต่างกัน ไม่ถือเป็นการปฏิบัติชำระหนี้อันแบ่งแยกจากกันไม่ได้ คำพิพากษาจึงหาได้ขัดกันไม่

คำพิพากษาที่คัดสรรและตรวจสอบเลขคดีจากฐานข้อมูลศาลฎีกา คำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา

มีคำพิพากษาศาลฎีกาอ้างถึงมาตรานี้ 38 คดี (พ.ศ. 2493 ถึง 2569)

ตัวอย่างคำพิพากษาที่อ้างถึง

  • คำพิพากษาฎีกาที่ 674/2566 (2023)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 785/2560 (2017)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 8383/2559 (2016)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 7977/2559 (2016)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 2252/2559 (2016)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 12447/2558 (2015)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 5687/2558 (2015)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 10565/2557 (2014)

รายการนี้คัดเลือกโดยระบบ โดยให้น้ำหนักกับคำพิพากษาที่ยกมาตรานี้ขึ้นวินิจฉัย มากกว่าคำพิพากษาที่เพียงอ้างถึงตอนพิพากษาลงโทษ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยสำนักงาน

มักถูกอ้างถึงพร้อมกับ

มาตราที่ปรากฏร่วมกับมาตรานี้บ่อยที่สุดในคำพิพากษาเดียวกัน ตัวเลขคือจำนวนคดี

นับจากฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกาของสำนักงาน ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2569 จำนวน 83,652 คดี (พ.ศ. 2464 ถึง 2569) จำนวนคดีนับครบถ้วน ส่วนช่วงปีที่แสดงได้ตัดปีที่มีคดีน้อยผิดปกติออก เพื่อให้สะท้อนช่วงเวลาที่มีการอ้างถึงจริง ตัวเลขนี้คำนวณโดยสำนักงานเอง ไม่ใช่สถิติทางการของศาล วิธีการนับและตรวจสอบ

คำถามที่พบบ่อย

หากคำพิพากษาถึงที่สุดสองฉบับขัดกันจะทำอย่างไร

ตามมาตรา 146 หากเป็นหนี้ที่แบ่งแยกไม่ได้และมาจากศาลต่างชั้นกัน ให้ถือตามศาลที่สูงกว่า หากชั้นเดียวกัน คู่ความขอให้ศาลที่สูงขึ้นไปกำหนดได้

มาตรา 146 ใช้กับคำพิพากษาที่ไม่สอดคล้องกันทุกคู่หรือไม่

ไม่ ใช้เฉพาะคำพิพากษาถึงที่สุดที่ขัดกันในการชำระหนี้อันแบ่งแยกไม่ได้ มิใช่ทุกคู่คำพิพากษาที่ไม่สอดคล้องกัน

คู่มือที่เกี่ยวข้องบน ThaiLawOnline

วิธีอ้างอิงมาตรานี้

  • อ้างอิงแบบทั่วไป ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146
  • อ้างอิงแบบวิชาการ Civil Procedure Code (Thailand), s. 146. ThaiLawOnline, https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-146/ (accessed 13 ตุลาคม 2026).
  • อ้างอิงแบบไทย ป.วิ.พ. มาตรา 146
  • ลิงก์ถาวร https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-146/
  • โค้ดสำหรับฝังในเว็บอื่น <blockquote cite="https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-146/"><p>เมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันเป็นที่สุดของสองศาลซึ่งต่างชั้นกัน ต่างกล่าวถึงการปฏิบัติชำระหนี้อันแบ่งแยกจากกันไม่ได้ และคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นขัดกัน ให้ถือตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่สูงกว่าถ้าศาลชั้นต้นศาลเดียวกัน หรือศาลชั้นต้นสองศาลในลำดับชั้นเดียวกัน หรือศาลอุทธรณ์ ได้พิพากษาหรือมีคำสั่งดังกล่าวมาแล้ว คู่ความในกระบวนพิจารณาแห่งคดีที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ชอบที่จะยื่นคำร้องขอต่อศาลที่อยู่ในลำดับสูงขึ้นไปให้มีคำสั่งกำหนดว่าจะให้ถือตามคำพิพากษาหรือคำสั่งใด คำสั่งเช่นว่านี้ให้เป็นที่สุด</p><footer>ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146: <a href="https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-146/">ไทยลอว์ออนไลน์</a></footer></blockquote>

ตัวบทภาษาไทยเป็นฉบับที่ใช้บังคับ คำแปลภาษาอังกฤษเป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการโดย ThaiLawOnline เผยแพร่ให้นำไปใช้ต่อได้โดยอ้างที่มา

เนื้อหานี้จัดทำเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนนำไปใช้กับกรณีจริง

เลื่อนขึ้น
WhatsApp LINE โทร จอง