ตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา · ใบอนุญาตทนายความเลขที่ 3149/2556 +66 87 225 1340 (EN/FR) +66 87 414 9288 (TH) WhatsApp

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 198 ทวิ: การพิพากษาโดยขาดนัดต้องมีมูล

ตัวบทกฎหมาย

ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การมิได้ เว้นแต่ศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ในการนี้ ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลำพังซึ่งข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ได้
เพื่อประโยชน์ในการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีตามวรรคหนึ่ง ศาลอาจสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์หรือพยานหลักฐานอื่นไปฝ่ายเดียวตามที่เห็นว่าจำเป็นก็ได้ แต่ในคดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคล สิทธิในครอบครัวหรือคดีพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ให้ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามที่เห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
ในการกำหนดจำนวนเงินตามคำขอบังคับของโจทก์ ให้ศาลปฏิบัติดังนี้
(๑) ในกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินจำนวนแน่นอน ให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารตามที่ศาลเห็นว่าจำเป็นแทนการสืบพยาน
(๒) ในกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินอันไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ให้ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามที่เห็นว่าจำเป็น
ถ้าจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การไม่มาศาลในวันสืบพยานตามมาตรานี้ มิให้ถือว่าจำเลยนั้นขาดนัดพิจารณา
ถ้าโจทก์ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบตามความในมาตรานี้ภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด ให้ถือว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูล และให้ศาลยกฟ้องของโจทก์

คำแปลภาษาอังกฤษ

ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การมิได้ เว้นแต่ศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ในการนี้ ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลำพังซึ่งข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ได้
เพื่อประโยชน์ในการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีตามวรรคหนึ่ง ศาลอาจสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์หรือพยานหลักฐานอื่นไปฝ่ายเดียวตามที่เห็นว่าจำเป็นก็ได้ แต่ในคดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคล สิทธิในครอบครัวหรือคดีพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ให้ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามที่เห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
ในการกำหนดจำนวนเงินตามคำขอบังคับของโจทก์ ให้ศาลปฏิบัติดังนี้
(๑) ในกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินจำนวนแน่นอน ให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารตามที่ศาลเห็นว่าจำเป็นแทนการสืบพยาน
(๒) ในกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินอันไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ให้ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามที่เห็นว่าจำเป็น
ถ้าจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การไม่มาศาลในวันสืบพยานตามมาตรานี้ มิให้ถือว่าจำเลยนั้นขาดนัดพิจารณา
ถ้าโจทก์ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบตามความในมาตรานี้ภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด ให้ถือว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูล และให้ศาลยกฟ้องของโจทก์

คำแปลนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบโดยสำนักงาน โปรดอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก

หมายเหตุของสำนักงาน

มาตรา 198 ทวิ เป็นหัวใจของหลักการขาดนัดยื่นคำให้การ คือ ป้องกันมิให้การขาดนัดกลายเป็นชัยชนะโดยอัตโนมัติ แม้จำเลยไม่ยื่นคำให้การ ศาลก็ต้องเห็นว่าคำฟ้องมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย และยกข้อกฎหมายเรื่องความสงบเรียบร้อยขึ้นเองได้ โดยปกติโจทก์ยังต้องพิสูจน์คดีด้วยการสืบพยานไปฝ่ายเดียว ในคดีที่ละเอียดอ่อนเรื่องสภาพบุคคล สิทธิในครอบครัว และกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ การสืบพยานฝ่ายเดียวเป็นบังคับและศาลเรียกพยานเพิ่มเองได้ วรรคสามปรับการพิสูจน์ตามคำขอ หนี้จำนวนแน่นอนใช้เอกสารก็พอ แต่จำนวนที่ไม่แน่นอนต้องสืบพยานฝ่ายเดียว มาตรานี้ปิดท้ายด้วยหลักประกันสองประการ การที่จำเลยขาดนัดไม่มาในวันสืบพยานไม่ถือว่าขาดนัดพิจารณา และหากโจทก์ไม่นำสืบภายในกำหนด ให้ถือว่าคดีไม่มีมูลและยกฟ้อง

ความสำคัญในทางปฏิบัติ

อย่าถือว่าความเงียบของจำเลยคือชัยชนะฟรี คุณยังต้องพิสูจน์คดีของตน จัดเตรียมเอกสาร และหากเป็นจำนวนที่ไม่แน่นอนให้เตรียมพยานบุคคลด้วย เพราะพยานหลักฐานที่บางหรือขาดหายทำให้ศาลยกฟ้อง ไม่ใช่พิพากษาให้ชนะ ในคดีครอบครัวและอสังหาริมทรัพย์ ศาลต้องฟังพยานของคุณและอาจเรียกเพิ่มเอง จึงควรเตรียมสำนวนให้ครบถ้วน หากข้อพิพาทเกี่ยวกับสถานะครอบครัวหรือการหย่า คาดหมายได้ว่าศาลจะพิจารณาเข้มงวดขึ้นแม้อีกฝ่ายไม่ยื่นคำให้การ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้

  1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6781/2567 (2024)

    ตามมาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การได้เฉพาะเมื่อเห็นว่าคำฟ้องมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย และศาลยกข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นอ้างเองได้

    ในการพิจารณาความรับผิดของผู้ค้ำประกันที่ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลฎีกานำมาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง ประกอบกฎหมายวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคมาใช้ และวินิจฉัยว่าเมื่อการทวงถามของโจทก์ไม่ชอบ คำฟ้องจึงไม่มีมูลพอที่จะพิพากษาให้ชนะจำเลยผู้ค้ำประกันแม้จะขาดนัด

  2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1324/2567 (2024)

    เมื่อศาลสั่งให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว โจทก์มีหน้าที่นำสืบสนับสนุนข้ออ้างของตนตามมาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง และการนำสืบข้อเท็จจริงนอกฟ้องไม่อาจใช้สนับสนุนการพิพากษาโดยขาดนัดได้

    จำเลยขาดนัดและศาลสั่งให้สืบพยานฝ่ายเดียว พยานโจทก์มีเพียงทนายโจทก์ปากเดียวซึ่งเบิกความบางส่วนเป็นข้อเท็จจริงนอกฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าตามมาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประกอบมาตรา 193 ทวิ วรรคสอง พยานหลักฐานนอกฟ้องเช่นนั้นไม่อาจสนับสนุนคำฟ้องโดยขาดนัดของโจทก์ได้

  3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 748/2568 (2025)

    แม้จำเลยจะขาดนัดยื่นคำให้การ มาตรา 198 ทวิ ก็กำหนดให้โจทก์ต้องนำสืบให้ได้ความตามคำฟ้อง ดังนั้นในคดีเรียกค่าทดแทนจากบุคคลภายนอก โจทก์ยังต้องพิสูจน์องค์ประกอบที่กฎหมายกำหนดด้วยพยานหลักฐาน จะอาศัยเพียงการขาดนัดไม่ได้

    ในคดีเรียกค่าทดแทนจากหญิงที่ถูกกล่าวหาว่าแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวกับสามีโจทก์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าแม้จำเลยจะขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ก็ยังต้องนำสืบให้ได้ความตามมาตรา 198 ทวิ ประกอบกฎหมายวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวว่าจำเลยแสดงตนเปิดเผยเช่นนั้นโดยรู้ว่าชายนั้นมีภริยาแล้ว

คำพิพากษาที่คัดสรรและตรวจสอบเลขคดีจากฐานข้อมูลศาลฎีกา คำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา

มีคำพิพากษาศาลฎีกาอ้างถึงมาตรานี้ 35 คดี (พ.ศ. 2545 ถึง 2568)

ตัวอย่างคำพิพากษาที่อ้างถึง

  • คำพิพากษาฎีกาที่ 3622/2568 (2025)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 748/2568 (2025)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 6781/2567 (2024)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 5222/2567 (2024)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 1324/2567 (2024)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 920/2566 (2023)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 3503/2563 (2020)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 2107/2560 (2017)

รายการนี้คัดเลือกโดยระบบ โดยให้น้ำหนักกับคำพิพากษาที่ยกมาตรานี้ขึ้นวินิจฉัย มากกว่าคำพิพากษาที่เพียงอ้างถึงตอนพิพากษาลงโทษ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยสำนักงาน

มักถูกอ้างถึงพร้อมกับ

มาตราที่ปรากฏร่วมกับมาตรานี้บ่อยที่สุดในคำพิพากษาเดียวกัน ตัวเลขคือจำนวนคดี

นับจากฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกาของสำนักงาน ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2569 จำนวน 83,652 คดี (พ.ศ. 2464 ถึง 2569) จำนวนคดีนับครบถ้วน ส่วนช่วงปีที่แสดงได้ตัดปีที่มีคดีน้อยผิดปกติออก เพื่อให้สะท้อนช่วงเวลาที่มีการอ้างถึงจริง ตัวเลขนี้คำนวณโดยสำนักงานเอง ไม่ใช่สถิติทางการของศาล วิธีการนับและตรวจสอบ

คำถามที่พบบ่อย

จำเลยขาดนัดแล้วโจทก์ชนะอัตโนมัติหรือไม่

ไม่ใช่ ตามมาตรา 198 ทวิ ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ชนะได้เฉพาะเมื่อเห็นว่าคำฟ้องมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย และโดยปกติโจทก์ยังต้องนำสืบพยานหลักฐานไปฝ่ายเดียว

การพิพากษาโดยขาดนัดในหนี้จำนวนแน่นอนต้องใช้พยานหลักฐานอะไร

หนี้จำนวนแน่นอน มาตรา 198 ทวิ (1) ให้ศาลสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารตามที่จำเป็นแทนการสืบพยานบุคคล ส่วนจำนวนที่ไม่แน่นอนต้องสืบพยานไปฝ่ายเดียว

หากโจทก์ไม่นำสืบพิสูจน์คดีหลังจำเลยขาดนัดจะเป็นอย่างไร

ตามวรรคท้าย หากโจทก์ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบภายในเวลาที่ศาลกำหนด ให้ถือว่าคดีไม่มีมูลและศาลจะยกฟ้องของโจทก์

คู่มือที่เกี่ยวข้องบน ThaiLawOnline

วิธีอ้างอิงมาตรานี้

  • อ้างอิงแบบทั่วไป ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ
  • อ้างอิงแบบวิชาการ Civil Procedure Code (Thailand), s. 198 bis. ThaiLawOnline, https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-198-2/ (accessed 12 ตุลาคม 2026).
  • อ้างอิงแบบไทย ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ
  • ลิงก์ถาวร https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-198-2/
  • โค้ดสำหรับฝังในเว็บอื่น <blockquote cite="https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-198-2/"><p>ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การมิได้ เว้นแต่ศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ในการนี้ ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลำพังซึ่งข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ได้ เพื่อประโยชน์ในการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีตามวรรคหนึ่ง ศาลอาจสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์หรือพยานหลักฐานอื่นไปฝ่ายเดียวตามที่เห็นว่าจำเป็นก็ได้ แต่ในคดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคล สิทธิในครอบครัวหรือคดีพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ให้ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามที่เห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ในการกำหนดจำนวนเงินตามคำขอบังคับของโจทก์ ให้ศาลปฏิบัติดังนี้ (๑) ในกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินจำนวนแน่นอน ให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารตามที่ศาลเห็นว่าจำเป็นแทนการสืบพยาน (๒) ในกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินอันไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ให้ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามที่เห็นว่าจำเป็น ถ้าจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การไม่มาศาลในวันสืบพยานตามมาตรานี้ มิให้ถือว่าจำเลยนั้นขาดนัดพิจารณา ถ้าโจทก์ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบตามความในมาตรานี้ภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด ให้ถือว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูล และให้ศาลยกฟ้องของโจทก์</p><footer>ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ <a href="https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-198-2/">ไทยลอว์ออนไลน์</a></footer></blockquote>

ตัวบทภาษาไทยเป็นฉบับที่ใช้บังคับ คำแปลภาษาอังกฤษเป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการโดย ThaiLawOnline เผยแพร่ให้นำไปใช้ต่อได้โดยอ้างที่มา

เนื้อหานี้จัดทำเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนนำไปใช้กับกรณีจริง

เลื่อนขึ้น
WhatsApp LINE โทร จอง