กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

206 — ชนะเพราะขาดนัดอย่างเดียวไม่ได้

คนบทกฎหมาย

คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะร้องต่อศาลให้วินิจฉัยชี้ขาดคดีให้ตนเป็นฝ่ายชนะโดยอาศัยเหตุแต่เพียงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งขาดนัดพิจารณานั้นหาได้ไม่ ให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดีให้คู่ความที่มาศาลเป็นฝ่ายชนะต่อเมื่อศาลเห็นว่าข้ออ้างของคู่ความเช่นว่านี้มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ในการนี้ ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลำพัง ซึ่งข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ได้
เพื่อประโยชน์ในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีตามวรรคหนึ่ง ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสอง และวรรคสาม มาใช้บังคับแก่คดีของคู่ความฝ่ายที่มาศาลโดยอนุโลม
ในระหว่างการพิจารณาคดีฝ่ายเดียว ถ้าคู่ความฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณามาศาลภายหลังที่เริ่มต้นสืบพยานไปบ้างแล้ว และแจ้งต่อศาลในโอกาสแรกว่าตนประสงค์จะดำเนินคดี เมื่อศาลเห็นว่าการขาดนัดพิจารณานั้นมิได้เป็นไปโดยจงใจหรือมีเหตุอันสมควรและศาลไม่เคยมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ตามคำขอของคู่ความฝ่ายนั้นมาก่อนตามมาตรา ๑๙๙ ตรี ซึ่งให้นำมาใช้บังคับกับการขาดนัดพิจารณาตามมาตรา ๒๐๗ ด้วย ให้ศาลมีคำสั่งให้พิจารณาคดีนั้นใหม่ ในกรณีเช่นนี้ หากคู่ความนั้นขาดนัดพิจารณาอีก จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ตามมาตรานี้ไม่ได้
ในกรณีตามวรรคสาม ถ้าคู่ความฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณามิได้แจ้งต่อศาลก็ดีหรือศาลเห็นว่าการขาดนัดพิจารณานั้นเป็นไปโดยจงใจหรือไม่มีเหตุอันสมควรก็ดี หรือคำขอให้พิจารณาคดีใหม่นั้นต้องห้ามตามกฎหมายก็ดี ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แต่
(๑) ห้ามไม่ให้ศาลอนุญาตให้คู่ความที่ขาดนัดพิจารณานำพยานเข้าสืบถ้าคู่ความนั้นมาศาลเมื่อพ้นเวลาที่จะนำพยานของตนเข้าสืบแล้ว
(๒) ถ้าคู่ความที่ขาดนัดพิจารณามาศาลเมื่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบไปแล้ว ห้ามไม่ให้ศาลยอมให้คู่ความที่ขาดนัดพิจารณาคัดค้านพยานหลักฐานเช่นว่านั้น โดยวิธีถามค้านพยานของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งที่ได้สืบไปแล้วหรือโดยวิธีคัดค้านการระบุเอกสารหรือคัดค้านคำขอที่ให้ศาลไปทำการตรวจหรือให้ตั้งผู้เชี่ยวชาญของศาล แต่ถ้าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งนำพยานหลักฐานเข้าสืบยังไม่บริบูรณ์ ให้ศาลอนุญาตให้คู่ความที่ขาดนัดพิจารณาหักล้างได้แต่เฉพาะพยานหลักฐานที่นำสืบภายหลังที่ตนมาศาล
(๓) ในกรณีเช่นนี้ คู่ความที่ขาดนัดพิจารณาไม่มีสิทธิที่จะร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่

คำแปลภาษาไทย

Neither party may request the court to decide the case in its favour on the sole ground that the other party is in default of appearance. The court shall decide the case in favour of the party who appears only when it is of the view that that party's allegations have merit and are not contrary to law. For this purpose, the court may of its own motion raise a point of law relating to public order.
For the purpose of deciding the case under paragraph one, the provisions of Section 198 bis, paragraph two and paragraph three, shall apply mutatis mutandis to the case of the party who appears.
During an ex parte trial, if the party in default of appearance comes to court after the taking of evidence has begun to some extent and notifies the court at the first opportunity that it wishes to proceed with the case, then where the court is of the view that the default of appearance was not intentional or that there was reasonable cause, and the court has not previously ordered a retrial upon that party's application under Section 199 ter, which also applies to default of appearance under Section 207, the court shall order the case to be tried anew. In such a case, if that party again defaults of appearance, it may not request a retrial under this Section.
In the case under paragraph three, if the party in default of appearance did not notify the court, or the court is of the view that the default of appearance was intentional or without reasonable cause, or the request for a retrial is prohibited by law, the court shall proceed with the proceedings, but:
(1) the court shall not allow the party in default of appearance to adduce evidence if that party comes to court after the time for adducing its evidence has passed;
(2) if the party in default of appearance comes to court after the other party has already adduced its evidence, the court shall not permit the party in default of appearance to object to such evidence by cross-examining the other party's witnesses who have already testified, or by objecting to the listing of documents, or by objecting to a request for the court to conduct an inspection or to appoint a court expert; but if the other party has not yet completed adducing its evidence, the court shall allow the party in default of appearance to rebut only the evidence adduced after it came to court;
(3) in such a case, the party in default of appearance has no right to request a retrial.

คำแปลนี้ยังไม่เป็นที่ทราบจากสำนักงาน — กรุณาอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก

หมายเหตุสำนักงาน

มาตรา 206 เป็นหลักประกันสำคัญของการพิจารณาคดีฝ่ายเดียวตามมาตรา 202 และ 204 วรรคหนึ่งห้ามชนะเพราะขาดนัดอย่างเดียวและต้องมีมูล ทั้งให้ศาลยกข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นเองได้ วรรคสองนำมาตรา 198 ทวิ วรรคสองและสาม มาใช้ให้ฝ่ายที่มาศาลส่งเอกสารแทนการสืบพยานได้ วรรคสามให้ทางแก้ระหว่างพิจารณา คือคู่ความที่ขาดนัดโดยไม่จงใจและมาศาลระหว่างสืบพยานพร้อมแจ้งในโอกาสแรก อาจได้พิจารณาคดีใหม่ เว้นแต่เคยขอมาก่อนตามมาตรา 199 ตรี (นำมาใช้กับการขาดนัดพิจารณาโดยมาตรา 207) วรรคสี่กำหนดผลจำกัดสิทธิเมื่อไม่เข้าเงื่อนไข

ความสำคัญต่อ

สำหรับโจทก์ที่จำเลยไม่มาศาล อย่าถือว่าการพิจารณาเป็นเพียงพิธี ควรเตรียมเอกสารและพยานให้พร้อม เพราะศาลยังต้องพอใจว่าข้ออ้างมีมูล สำหรับจำเลยที่มาสายแต่ยังทันไปศาล ความรวดเร็วสำคัญ ให้ไปศาล แจ้งในโอกาสแรกว่าประสงค์จะต่อสู้คดี และพร้อมแสดงว่าการขาดนัดมิได้จงใจ เพราะช่องทางตามวรรคสามปิดเร็ว และวรรคสี่จะตัดสิทธิสำคัญไป

คำตัดสินศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้

  1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14216/2558 (2015)

    การพิจารณาคดีใหม่ตามมาตรา 206 วรรคสาม ที่คู่ความซึ่งขาดนัดมาศาลระหว่างพิจารณาคดีฝ่ายเดียว ไม่ตกอยู่ในข้อจำกัดที่ทำให้คำสั่งอนุญาตพิจารณาคดีใหม่เป็นที่สุดตามมาตรา 199 ตรี และ 207 ประกอบมาตรา 199 เบญจ วรรคสี่ จึงอุทธรณ์ฎีกาได้

    จำเลยมาศาลหลังโจทก์สืบพยานไปบ้างแล้วและขอพิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นกรณีตามมาตรา 206 วรรคสาม ซึ่งไม่มีบทจำกัดสิทธิอุทธรณ์ฎีกา ต่างจากการขอพิจารณาคดีใหม่หลังแพ้คดีฝ่ายเดียวตามมาตรา 199 ตรี และ 207 โจทก์จึงฎีกาปัญหาการจงใจขาดนัดได้

  2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14892/2551 (2008)

    มาตรา 206 วรรคสอง ให้นำมาตรา 198 ทวิ วรรคสองและวรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม เมื่อจำเลยขาดนัดพิจารณา โจทก์จึงส่งหนังสือรับรองและหนังสือมอบอำนาจแทนการสืบพยานได้ และเอกสารนั้นรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้โดยไม่ต้องมีพยานบุคคลมาสืบประกอบ

    จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาล ส่วนจำเลยที่ 2 ขาดนัดพิจารณา ศาลฎีกาเห็นว่าตามมาตรา 206 วรรคสอง ประกอบมาตรา 198 ทวิ วรรคสองและสาม โจทก์ส่งหนังสือรับรองและหนังสือมอบอำนาจแทนการสืบพยานได้ และเอกสารนั้นรับฟังได้โดยไม่ต้องมีพยานบุคคลมาสืบประกอบ

  3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2509/2551 (2008)

    คู่ความที่ขาดนัดพิจารณาโดยไม่จงใจ มีสิทธิขอพิจารณาคดีใหม่ได้เพียง 2 กรณี คือ ระหว่างพิจารณาคดีฝ่ายเดียวโดยมาศาลหลังเริ่มสืบพยานตามมาตรา 206 วรรคสาม หรือหากขาดนัดตลอดจนแพ้คดีฝ่ายเดียว ให้ขอตามมาตรา 207 เว้นแต่ต้องด้วยข้อห้ามตามกฎหมาย

    ศาลฎีกาวางกรอบสองทางของการขอพิจารณาคดีใหม่กรณีขาดนัดพิจารณาโดยไม่จงใจ คือ มาศาลระหว่างพิจารณาตามมาตรา 206 วรรคสาม หรือขาดนัดจนแพ้คดีฝ่ายเดียวแล้วขอตามมาตรา 207 และนำมาปรับกับการขาดนัดของคู่ความและการที่ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดี

คำพิพากษาที่คัดเลือกการพิจารณาคดีจากเทคโนโลยีศาลฎีกาคำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา

เลย

ถ้าคู่ความอีกฝ่ายไม่มาศาล ฉันชนะอัตโนมัติไหม

ไม่ มาตรา 206 ห้ามชนะเพราะการขาดนัดของอีกฝ่ายอย่างเดียว ศาลจะตัดสินให้คุณชนะต่อเมื่อข้ออ้างมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย คุณจึงยังต้องนำสืบพยานหลักฐาน

คู่ความที่ขาดนัดแล้วมาศาลระหว่างพิจารณายังเข้าร่วมได้ไหม

ตามวรรคสาม หากมาศาลระหว่างพิจารณา แจ้งในโอกาสแรกว่าจะดำเนินคดี และการขาดนัดมิได้จงใจหรือมีเหตุอันสมควร ศาลอาจสั่งพิจารณาคดีใหม่ เว้นแต่เคยได้รับอนุญาตมาก่อน

ถ้าจงใจขาดนัด จะเสียสิทธิอะไรบ้าง

ตามวรรคสี่ คู่ความนั้นนำพยานเข้าสืบเมื่อพ้นเวลาแล้วไม่ได้ ถามค้านพยานที่สืบไปแล้วหรือคัดค้านพยานหลักฐานที่สืบแล้วไม่ได้ และไม่มีสิทธิขอพิจารณาคดีใหม่

ผู้จัดการฝ่ายบน ThaiLawOnline

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนที่จะนำไปใช้กับการดำเนินคดีจริง

เลื่อนขึ้น