ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

135 — ห้ามจูงใจให้ผู้ต้องหาให้การ

คนบทกฎหมาย

ในการถามคำให้การผู้ต้องหา
ห้ามมิให้พนักงานสอบสวนทำหรือจัดให้ทำการใด ๆ ซึ่งเป็นการให้คำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ
หลอกลวง ทรมาน ใช้กำลังบังคับ หรือกระทำโดยมิชอบประการใด ๆ
เพื่อจูงใจให้เขาให้การอย่างใด ๆ ในเรื่องที่ต้องหานั้น

คำแปลภาษาไทย

In taking the accused's statement, the inquiry official is prohibited from doing or causing to be done any act that constitutes a promise, threat, deception, torture, use of force, or any unlawful means, in order to induce the accused to make any statement regarding the matter with which he is charged.

คำแปลนี้ยังไม่เป็นที่ทราบจากสำนักงาน — กรุณาอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก

หมายเหตุสำนักงาน

มาตรานี้เป็นหลักประกันความสมัครใจในหมวด 1 การสอบสวนสามัญ ห้ามพนักงานสอบสวนใช้คำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง ทรมาน ใช้กำลังบังคับ หรือวิธีมิชอบอื่นเพื่อจูงใจให้ผู้ต้องหาให้การในเรื่องที่ถูกกล่าวหา เสริมกับการแจ้งสิทธิตามมาตรา 134/4 และประกอบกับมาตรา 226 ในการชี้ว่าคำรับสารภาพจะรับฟังยันผู้ต้องหาได้หรือไม่ แนวคำพิพากษาแยกการกระทำที่เป็นการบังคับข่มขู่จริงออกจากขั้นตอนการสืบสวนที่ชอบ มิใช่ทุกการกล่าวข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อนต่อผู้ต้องหาจะเป็นการหลอกลวงโดยมิชอบตามมาตรานี้

ความสำคัญต่อ

คำรับสารภาพจะชอบด้วยกฎหมายก็ต่อเมื่อให้การด้วยความสมัครใจ หากตำรวจใช้การขู่เข็ญ คำมั่นสัญญาเท็จ การทรมาน หรือกำลังบังคับให้ท่านพูด คำรับสารภาพนั้นย่อมถูกโต้แย้งและตัดออกได้ อย่างไรก็ดี มิใช่ทุกวิธีการของตำรวจจะเข้าข่าย ศาลฎีกาวางแนวว่าคำรับสารภาพที่ให้โดยสมัครใจ แม้จะตามหลังคำพูดที่คลาดเคลื่อนของพนักงานสอบสวน ก็ไม่ถือว่าเป็นผลจากการจูงใจโดยมิชอบเสมอไป หากเห็นว่าถูกบังคับให้การควรยกขึ้นแต่เนิ่น ๆ และปรึกษาทนายความ

คำตัดสินศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้

  1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2215/2548 (2005)

    คำรับสารภาพที่ให้โดยสมัครใจ มิได้เกิดจากการจูงใจ คำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือวิธีมิชอบอื่น ใช้เป็นพยานหลักฐานยันผู้ต้องหาได้ตามมาตรา 135

    จำเลยรับสารภาพหลังญาติที่มาเยี่ยมแนะนำให้รับสารภาพ ศาลฎีกาเห็นว่าแสดงว่าจำเลยรับสารภาพโดยสมัครใจ มิได้เกิดจากการจูงใจ ขู่เข็ญ หรือหลอกลวง จึงใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยได้ตามมาตรา 135

  2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 924/2544 (2001)

    การที่พนักงานสอบสวนบอกผู้ต้องหาผิดไปจากความจริง (ว่าผู้ตายยังไม่ตาย) เพื่อทราบข้อเท็จจริง ไม่ถือเป็นการล่อลวงเพื่อจูงใจให้รับสารภาพตามมาตรา 135 คำรับจึงไม่เสียไปเพราะเหตุนี้

    ในชั้นสอบสวนจำเลยรับว่าเป็นผู้ขับรถ พนักงานสอบสวนบอกจำเลยว่าผู้ตายยังไม่ตายซึ่งผิดจากความจริง ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการกระทำเพื่อทราบข้อเท็จจริงตามอำนาจกฎหมาย มิใช่การล่อลวงเพื่อจูงใจให้รับสารภาพตามมาตรา 135 คำรับของจำเลยจึงรับฟังได้

  3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2140/2545 (2002)

    มาตรา 135 ประกอบมาตรา 134 และมาตรา 226 ใช้ทดสอบว่าคำรับถูกจูงใจโดยมิชอบหรือไม่ เมื่อจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งข้อเท็จจริงในชั้นพิจารณาและบันทึกแสดงว่ารับสารภาพหลังแจ้งข้อหา คำรับจึงไม่ปรากฏว่าไม่ชอบ

    จำเลยอ้างว่าคำรับถูกนำมาใช้ก่อนตกอยู่ในฐานะผู้ต้องหาและไม่มีการแจ้งสิทธิที่ถูกต้อง ขัดต่อมาตรา 134 มาตรา 135 และมาตรา 226 ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งข้อเท็จจริงในชั้นพิจารณา และบันทึกแสดงว่ารับสารภาพหลังแจ้งข้อหา คำรับจึงไม่ปรากฏว่าไม่ชอบ

คำพิพากษาที่คัดเลือกการพิจารณาคดีจากเทคโนโลยีศาลฎีกาคำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา

เลย

ตำรวจขู่เข็ญหรือหลอกให้รับสารภาพได้หรือไม่

ไม่ได้ มาตรา 135 ห้ามพนักงานสอบสวนใช้คำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง ทรมาน ใช้กำลังบังคับ หรือวิธีมิชอบอื่นเพื่อจูงใจให้ผู้ต้องหาให้การ

การที่ตำรวจพูดคลาดเคลื่อนถือเป็นการหลอกลวงเสมอหรือไม่

ไม่เสมอไป ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคำรับสารภาพที่ให้โดยสมัครใจไม่ถือเป็นผลจากการจูงใจโดยมิชอบตามมาตรา 135 เพียงเพราะพนักงานสอบสวนกล่าวข้อความคลาดเคลื่อนขณะหาข้อเท็จจริง

คำรับสารภาพที่ได้มาโดยการบังคับมีผลอย่างไร

คำรับสารภาพที่ได้มาโดยวิธีต้องห้ามตามมาตรา 135 เป็นการได้มาโดยไม่ชอบ และเมื่ออ่านประกอบมาตรา 226 จะใช้ยันผู้ต้องหาเป็นพยานหลักฐานไม่ได้

ผู้จัดการฝ่ายบน ThaiLawOnline

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนที่จะนำไปใช้กับการดำเนินคดีจริง

เลื่อนขึ้น