ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 2 — บทนิยามศัพท์

คนบทกฎหมาย

ในกฎหมายข้อบังคับนี้
(๑) “ศาล” หมายความถึงศาลยุติธรรมหรือผู้พิพากษา ซึ่งมีอำนาจทำการอันเกี่ยวกับคดีอาญา
(๒) “ผู้ต้องหา” หมายความถึงบุคคลผู้ถูกหาว่าได้กระทำความผิด แต่ยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาล
(๓) “จำเลย” หมายความถึงบุคคลซึ่งถูกฟ้องยังศาลแล้วโดยข้อหาว่าได้กระทำความผิด
(๔) “ผู้เสียหาย” หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๔, ๕ และ ๖
(๕) “พนักงานอัยการ” หมายความถึงเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล ทั้งนี้ จะเป็นข้าราชการในกรมอัยการหรือเจ้าพนักงานอื่นผู้มีอำนาจเช่นนั้นก็ได้
(๖) “พนักงานสอบสวน” หมายความถึงเจ้าพนักงานซึ่งกฎหมายให้มีอำนาจและหน้าที่ทำการสอบสวน
(๗) “คำร้องทุกข์” หมายความถึงการที่ผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้น จะรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ก็ตาม ซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย และการกล่าวหาเช่นนั้นได้กล่าวโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ
(๘) “คำกล่าวโทษ” หมายความถึงการที่บุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่ผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ ว่ามีบุคคลรู้ตัวหรือไม่ก็ดี ได้กระทำความผิดอย่างหนึ่งขึ้น
(๙) “หมายอาญา” หมายความถึงหนังสือบงการที่ออกตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้สั่งให้เจ้าหน้าที่ทำการจับ
ขัง จำคุก หรือปล่อยผู้ต้องหา จำเลย หรือนักโทษหรือให้ทำการค้น
รวมทั้งสำเนาหมายจับหรือหมายค้นอันได้รับรองว่าถูกต้อง
และคำบอกกล่าวทางโทรเลขว่าได้ออกหมายจับหรือหมายค้นแล้ว
ตลอดจนสำเนาหมายจับหรือหมายค้นที่ได้ส่งทางโทรสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส์
หรือสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทอื่น ทั้งนี้
ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗๗
(๑๐) “การสืบสวน” หมายความถึงการแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานซึ่งพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจได้ปฏิบัติไปตามอำนาจและหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน และเพื่อที่จะทราบรายละเอียดแห่งความผิด
(๑๑) “การสอบสวน” หมายความถึงการรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการทั้งหลายอื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อจะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ
(๑๒) “การไต่สวนมูลฟ้อง” หมายความถึงกระบวนไต่สวนของศาลเพื่อวินิจฉัยถึงมูลคดีซึ่งจำเลยต้องหา
(๑๓) “ที่รโหฐาน” หมายความถึงที่ต่าง ๆ ซึ่งมิใช่ที่สาธารณสถานดังบัญญัติไว้ในกฎหมายลักษณะอาญา
(๑๔) “โจทก์” หมายความถึงพนักงานอัยการ หรือผู้เสียหายซึ่งฟ้องคดีอาญาต่อศาลหรือทั้งคู่ในเมื่อพนักงานอัยการและผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วมกัน
(๑๕) “คู่ความ” หมายความถึงโจทก์ฝ่ายหนึ่งและจำเลยอีกฝ่ายหนึ่ง
(๑๖) “พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ” หมายความถึงเจ้าพนักงานซึ่งกฎหมายให้มีอำนาจและหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ให้รวมทั้งพัศดี เจ้าพนักงานกรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กรมเจ้าท่า พนักงานตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าพนักงานอื่น ๆ ในเมื่อทำการอันเกี่ยวกับการจับกุมปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายซึ่งตนมีหน้าที่ต้องจับกุมหรือปราบปราม
(๑๗) “พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่”
หมายความถึงเจ้าพนักงานดังต่อไปนี้
(ก)
ปลัดกระทรวงมหาดไทย
(ข) รองปลัดกระทรวงมหาดไทย
(ค) ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย
(ฆ) ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย
(ง) อธิบดีกรมการปกครอง
(จ) รองอธิบดีกรมการปกครอง
(ฉ) ผู้อำนวยการกองการสอบสวนและนิติการ
กรมการปกครอง
(ช)
หัวหน้าฝ่ายและหัวหน้างานในกองการสอบสวนและนิติการกรมการปกครอง
(ซ) ผู้ตรวจราชการกรมการปกครอง
(ฌ) ผู้ว่าราชการจังหวัด
(ญ) รองผู้ว่าราชการจังหวัด
(ฎ) ปลัดจังหวัด
(ฏ) นายอำเภอ
(ฐ)
ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ
(ฑ) อธิบดีกรมตำรวจ
(ฒ) รองอธิบดีกรมตำรวจ
(ณ) ผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ
(ด) ผู้บัญชาการตำรวจ
(ต) รองผู้บัญชาการตำรวจ
(ถ) ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจ
(ท) ผู้บังคับการตำรวจ
(ธ) รองผู้บังคับการตำรวจ
(น) หัวหน้าตำรวจภูธรจังหวัด
(บ) รองหัวหน้าตำรวจภูธรจังหวัด
(ป) ผู้กำกับการตำรวจ
(ผ) ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดเขต
(ฝ) รองผู้กำกับการตำรวจ
(พ) รองผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดเขต
(ฟ) สารวัตรใหญ่ตำรวจ
(ภ) สารวัตรตำรวจ
(ม) ผู้บังคับกองตำรวจ
(ย)
หัวหน้าสถานีตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่านายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป
(ร) หัวหน้ากิ่งสถานีตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่านายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป ทั้งนี้
หมายความรวมถึงผู้รักษาการแทนเจ้าพนักงานดังกล่าวแล้ว แต่ผู้รักษาการแทนเจ้าพนักงานใน (ม) (ย) และ (ร) ต้องมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่านายร้อยตำรวจตรีขึ้นไปด้วย

(๑๘) “สิ่งของ” หมายความถึงสังหาริมทรัพย์ใดซึ่งอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีอาญาได้ ให้รวมทั้งจดหมาย โทรเลขและเอกสารอย่างอื่น ๆ
(๑๙) “ถ้อยคำสำนวน” หมายความถึงหนังสือใดที่ศาลจดเป็นหลักฐานแห่งรายละเอียดทั้งหลายในการดำเนินคดีอาญาในศาลนั้น
(๒๐) “บันทึก” หมายความถึงหนังสือใดที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจดไว้เป็นหลักฐานในการสอบสวนความผิดอาญา รวมทั้งบันทึกคำร้องทุกข์และคำกล่าวโทษด้วย
(๒๑) “ควบคุม” หมายความถึงการคุมหรือกักขังผู้ถูกจับโดยพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในระหว่างสืบสวนและสอบสวน
(๒๒) “ขัง” หมายความถึงการกักขังจำเลยหรือผู้ต้องหาโดยศาล

คำแปลภาษาไทย

ในโค้ดนี้:
(1) "Court" means a Court of Justice or a judge having power to act in connection with a criminal case.
(2) "Alleged offender" means a person who is accused of having committed an offense but who has not yet been prosecuted before a court.
(3) "Defendant" means a person who has been prosecuted before a court on a charge of having committed an offense.
(4) "Injured person" means a person who has suffered injury by reason of the commission of any offense, including any other person who has authority to act on his behalf as provided in Sections 4, 5 and 6.
(5) "Public prosecutor" means an official whose duty is to prosecute alleged offenders before a court, whether an official of the Public Prosecution Department or another official having such power.
(6) "Inquiry official" means an official whom the law empowers and charges with the duty of conducting an inquiry.
(7) "Complaint" means the injured person's accusation, made to a competent official under the provisions of this Code, that an offense has been committed, whether or not the offender is known, causing injury to the injured person, such accusation being made with the intent that the offender be punished.
(8) "Denunciation" means an accusation made to a competent official by a person other than the injured person, that a person, whether known or not, has committed an offense.
(9) "Criminal warrant" means a written order issued under the provisions of this Code directing an official to arrest, detain, imprison or release an alleged offender, defendant or prisoner, or to conduct a search, including a certified true copy of an arrest or search warrant, a telegraphic notice that an arrest or search warrant has been issued, and a copy of an arrest or search warrant transmitted by facsimile, electronic media or other information technology media, all as provided in Section 77.
(10) "Investigation" means the seeking of facts and evidence which an administrative or police official carries out within his power and duty to maintain public order and to learn the particulars of an offense.
(11) "Inquiry" means the gathering of evidence and all other proceedings under the provisions of this Code which an inquiry official carries out concerning an alleged offense, in order to learn the facts or prove the offense and to bring the offender to prosecution and punishment.
(12) "Preliminary examination" means the Court's process of examining a case in order to decide whether the case against the defendant has a prima facie basis.
(13) "Private place" means places other than public places as defined in the Penal Code law.
(14) "Plaintiff" means the public prosecutor, or the injured person who prosecutes a criminal case before a court, or both where the public prosecutor and the injured person are joint plaintiffs.
(15) "Party" means the plaintiff on one side and the defendant on the other.
(16) "Administrative or police official" means an official whom the law empowers and charges with the duty of maintaining public order, including wardens, officials of the Excise Department, the Customs Department, the Marine Department, immigration officers and other officials when acting in connection with the arrest and suppression of law offenders whom they have a duty to arrest or suppress.
(17) "Senior administrative or police official" means the following officials: (a) Permanent Secretary of the Ministry of Interior; (b) Deputy Permanent Secretary of the Ministry of Interior; (c) Inspector-General of the Ministry of Interior; (d) Assistant Permanent Secretary of the Ministry of Interior; (e) Director-General of the Department of Provincial Administration; (f) Deputy Director-General of the Department of Provincial Administration; (g) Director of the Investigation and Legal Affairs Division, Department of Provincial Administration; (h) chiefs of sections and chiefs of units in the Investigation and Legal Affairs Division, Department of Provincial Administration; (i) Inspector of the Department of Provincial Administration; (j) Provincial Governor; (k) Deputy Provincial Governor; (l) Deputy Governor; (m) District Chief Officer; (n) Assistant District Chief Officer who is head of a sub-district branch office; (o) Director-General of the Police Department; (p) Deputy Director-General of the Police Department; (q) Assistant Director-General of the Police Department; (r) Police Commissioner; (s) Deputy Police Commissioner; (t) Assistant Police Commissioner; (u) Police Commander; (v) Deputy Police Commander; (w) Chief of Provincial Police; (x) Deputy Chief of Provincial Police; (y) Police Superintendent; (z) Superintendent of a Provincial Police District; (aa) Deputy Police Superintendent; (bb) Deputy Superintendent of a Provincial Police District; (cc) Senior Police Inspector; (dd) Police Inspector; (ee) Police Company Commander; (ff) chief of a police station holding the rank of Police Sub-Lieutenant or equivalent or above; (gg) chief of a police station branch holding the rank of Police Sub-Lieutenant or equivalent or above; this also includes persons acting in place of the above officials, provided that a person acting in place of an official in (ee), (ff) and (gg) must also hold the rank of Police Sub-Lieutenant or equivalent or above.
(18) "Article" means any movable property that may be used as evidence in a criminal case, including letters, telegrams and other documents.
(19) "Court record of proceedings" means any writing which the Court records as evidence of all the particulars in the conduct of a criminal case in that court.
(20) "Memorandum" means any writing which an administrative or police official records as evidence in the inquiry of a criminal offense, including records of complaints and denunciations.
(21) "Custody" means the holding or detention of an arrested person by an administrative or police official during investigation and inquiry.
(22) "Detention by court" means the holding of a defendant or alleged offender by the Court.

คำแปลนี้ยังไม่เป็นที่ทราบจากสำนักงาน — กรุณาอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก

หมายเหตุสำนักงาน

มาตรา 2 กำหนดบทนิยามซึ่งตามมาตรา 1 ใช้บังคับตลอดทั้งประมวลกฎหมาย เว้นแต่ถ้อยคำในบทบัญญัติใดจะขัดกับนิยามนั้น นิยามที่มีการฟ้องร้องกันมากที่สุดคือ "ผู้เสียหาย" ตามมาตรา 2 (4) ซึ่งเป็นเกณฑ์ชี้ขาดอำนาจร้องทุกข์ ฟ้องคดี เข้าร่วมเป็นโจทก์ และเรียกค่าสินไหมทดแทน ทั้งยังรวมถึงผู้มีอำนาจจัดการแทนตามมาตรา 4, 5 และ 6 ด้วย ศาลตีความมาตรา 2 (4) โดยเคร่งครัด ผู้ที่เสียหายเพียงตามสัญญา หรือมิใช่เจ้าของสิทธิที่แท้จริง หรือมีส่วนประมาทในการกระทำผิด ย่อมไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยและไม่มีอำนาจฟ้อง

ความสำคัญต่อ

การพิจารณาว่าท่านเป็น "ผู้เสียหาย" ตามมาตรา 2 (4) หรือไม่ มักเป็นด่านแรกของคดีอาญา เพราะเป็นเกณฑ์ชี้ขาดว่าท่านจะร้องทุกข์ เข้าร่วมเป็นโจทก์ หรือเรียกค่าสินไหมทดแทนได้หรือไม่ ข้อพิพาทที่เป็นเรื่องผิดสัญญาล้วน ๆ มักต้องไปว่ากล่าวกันในทางแพ่ง มิใช่คดีอาญา หากไม่แน่ใจในอำนาจฟ้อง ควรปรึกษาทนายความไทยก่อนดำเนินคดี

คำตัดสินศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้

  1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1327/2568 (2025)

    ความเสียหายที่เป็นเพียงเรื่องผิดสัญญาไม่ทำให้คู่กรณีเป็นผู้เสียหายตามมาตรา 2 (4) และเมื่อไม่มีฐานะดังกล่าวย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง

    โจทก์ฟ้องกรณีอาคารที่ออกแบบโดยไม่เป็นไปตามหลักวิชาชีพจนต้องรื้อถอน ศาลวินิจฉัยว่าเป็นเพียงความเสียหายตามสัญญาที่ต้องเรียกร้องกันในคดีส่วนแพ่ง โจทก์จึงไม่เป็นผู้เสียหายตามมาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

  2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 618/2568 (2025)

    ตัวแทนจำหน่ายที่มิใช่เจ้าของเครื่องหมายการค้าไม่เป็นผู้เสียหายตามมาตรา 2 (4) และไม่ใช่ผู้มีอำนาจจัดการแทนตามมาตรา 4, 5 และ 6 จึงเข้าร่วมเป็นโจทก์ไม่ได้

    โจทก์ร่วมเป็นเพียงตัวแทนจำหน่ายสินค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้าในประเทศไทย มิได้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า ศาลวินิจฉัยว่าจึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามมาตรา 2 (4) และไม่ใช่ผู้มีอำนาจจัดการแทนตามมาตรา 4, 5 และ 6 ย่อมไม่มีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์หรือขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

  3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 324/2568 (2025)

    ผู้เสียหายที่มีส่วนประมาทไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามมาตรา 2 (4) ญาติจึงไม่มีอำนาจจัดการแทนตามมาตรา 5 (2) และเข้าร่วมเป็นโจทก์ไม่ได้

    ข้อเท็จจริงยุติว่าผู้ตายมีส่วนประมาทในความผิดขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย จึงไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามมาตรา 2 (4) ภริยาผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนตามมาตรา 5 (2) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามมาตรา 30 การที่ศาลล่างอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์จึงไม่ชอบ

คำพิพากษาที่คัดเลือกการพิจารณาคดีจากเทคโนโลยีศาลฎีกาคำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา

เลย

ใครเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ตามมาตรา 2 (4) ผู้เสียหายคือผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิด รวมทั้งผู้มีอำนาจจัดการแทนตามมาตรา 4, 5 และ 6 ความเสียหายที่เป็นเพียงเรื่องผิดสัญญามักไม่เข้าเกณฑ์

ผู้ต้องหากับจำเลยต่างกันอย่างไร

ตามมาตรา 2 ผู้ต้องหาคือบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดแต่ยังไม่ถูกฟ้องต่อศาล ส่วนจำเลยคือบุคคลที่ถูกฟ้องต่อศาลแล้วในข้อหาว่ากระทำผิด

นิยามผู้เสียหายตามมาตรา 2 (4) ใช้ทุกที่ในประมวลกฎหมายหรือไม่

ไม่เสมอไป ตามมาตรา 1 ถ้อยคำในบทบัญญัติอาจมีน้ำหนักเหนือนิยามได้ ดังที่ศาลวินิจฉัยเรื่องสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 44/1

ผู้จัดการฝ่ายบน ThaiLawOnline

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนที่จะนำไปใช้กับการดำเนินคดีจริง

เลื่อนขึ้น