ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

43 — อัยการเรียกทรัพย์หรือราคาแทนผู้เสียหาย

คนบทกฎหมาย

คดีลักทรัพย์ วิ่งราว ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ โจรสลัด กรรโชก ฉ้อโกง ยักยอกหรือรับของโจร ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่เขาสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืน เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญา ก็ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายด้วย

คำแปลภาษาไทย

In cases of theft, snatching, robbery, gang robbery, piracy, extortion, cheating and fraud, misappropriation, or receiving stolen property, if the injured person has a right to reclaim the property or the value of what was lost through the offence, then when the public prosecutor files the criminal charge, the prosecutor shall also claim the property or its value on behalf of the injured person.

คำแปลนี้ยังไม่เป็นที่ทราบจากสำนักงาน — กรุณาอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก

หมายเหตุสำนักงาน

มาตรา 43 ให้รัฐเรียกทรัพย์คืนแทนผู้เสียหายในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่ระบุไว้ ได้แก่ ลักทรัพย์ วิ่งราว ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ โจรสลัด กรรโชก ฉ้อโกง ยักยอก และรับของโจร โดยผู้เสียหายไม่ต้องฟ้องแพ่งเป็นคดีต่างหาก หน้าที่เรียกทรัพย์ตกแก่พนักงานอัยการเมื่อยื่นฟ้องคดีอาญา ทั้งนี้บัญชีฐานความผิดเป็นการจำกัด ความผิดนอกบัญชี เช่น ทำให้เสียทรัพย์ ไม่ก่ออำนาจให้อัยการเรียกทรัพย์หรือราคาตามมาตรานี้ ผู้เสียหายต้องใช้ช่องทางเรียกค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 44/1 มาตรานี้ทำงานร่วมกับมาตรา 44 เรื่องวิธีและเวลายื่นคำขอ และมาตรา 50 ที่ให้ผู้เสียหายเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา

ความสำคัญต่อ

หากท่านเป็นผู้เสียหายจากการลักทรัพย์ ฉ้อโกง หรือความผิดในบัญชี การเรียกทรัพย์คืนจะไปพร้อมกับคดีอาญาโดยไม่เสียค่าธรรมเนียมศาลต่างหาก ท่านจึงมักไม่ต้องฟ้องแพ่งเองเพียงเพื่อเอาทรัพย์หรือราคาคืน แต่ต้องระวังขอบเขต หากฐานความผิดไม่อยู่ในบัญชี อัยการเรียกแทนตามมาตรานี้ไม่ได้ ท่านต้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเอง ก่อนคาดหวังว่าอัยการจะเรียกแทน ควรตรวจฐานความผิดให้ชัด และหากจำนวนสูงควรปรึกษาทนายความ

คำตัดสินศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้

  1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4380/2568 (2025)

    ฐานความผิดในมาตรา 43 เป็นบัญชีจำกัด ความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ไม่อยู่ในบัญชี อัยการจึงเรียกให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ตามมาตรา 43 ไม่ได้

    โจทก์ฟ้องเฉพาะฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์และมิได้มีคำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ ศาลวินิจฉัยว่าฐานทำให้เสียทรัพย์มิใช่ความผิดที่บัญญัติไว้ในมาตรา 43 จึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะเรียกให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ ทั้งโจทก์ร่วมก็มิได้ยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 44/1

  2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2289/2568 (2025)

    ในคดีลักทรัพย์ สิทธิของผู้เสียหายที่จะเรียกทรัพย์หรือราคาคืนตามมาตรา 43 ดำเนินการผ่านช่องทางคดีส่วนแพ่งตามมาตรา 44 และ 44/1 ได้

    ศาลอธิบายว่า มาตรา 43 ให้ผู้เสียหายในคดีลักทรัพย์มีสิทธิเรียกทรัพย์หรือราคาที่สูญเสียคืน มาตรา 44 ให้อัยการขอรวมหรือยื่นคำร้องระหว่างพิจารณาได้ และมาตรา 44/1 ให้ผู้เสียหายเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ แล้วนำมาปรับกับการขอคืนแหวนทองคำที่ถูกลักหรือใช้ราคาแทน

  3. คำตัดสินศาลฎีกาที่ 3399/2568 (2025)

    เมื่อโจทก์ขอเรียกทรัพย์คืนตามมาตรา 43 ในคดีฉ้อโกง ไม่ต้องมีคำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งต่างหาก

    จำเลยถูกลงโทษฐานร่วมกันฉ้อโกงและให้คืนเงิน 1,100,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย ศาลตั้งข้อสังเกตว่าเพราะเป็นการขอตามมาตรา 43 จึงไม่ต้องมีคำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่ง

คำพิพากษาที่คัดเลือกการพิจารณาคดีจากเทคโนโลยีศาลฎีกาคำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา

เลย

ความผิดใดที่อัยการเรียกทรัพย์คืนแทนผู้เสียหายได้

มาตรา 43 ระบุ ลักทรัพย์ วิ่งราว ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ โจรสลัด กรรโชก ฉ้อโกง ยักยอก และรับของโจร เฉพาะความผิดในบัญชีนี้เท่านั้นที่ก่อหน้าที่ให้อัยการเรียกทรัพย์แทน

ถ้าคดีของฉันเป็นทำให้เสียทรัพย์ ไม่ใช่ลักทรัพย์ จะทำอย่างไร

ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ไม่อยู่ในบัญชีมาตรา 43 อัยการจึงเรียกทรัพย์หรือราคาแทนตามมาตรานี้ไม่ได้ ท่านต้องยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 44/1 แทน

เมื่ออัยการเรียกทรัพย์คืนตามมาตรา 43 ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลหรือไม่

ไม่ต้อง เมื่อเรียกทรัพย์คืนตามมาตรา 43 ไม่ต้องมีคำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม เพราะเป็นการเรียกโดยอัยการภายในคดีอาญา

ผู้จัดการฝ่ายบน ThaiLawOnline

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนที่จะนำไปใช้กับการดำเนินคดีจริง

เลื่อนขึ้น