ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 44/1 — คำร้องขอค่าสินไหมทดแทนของผู้เสียหาย

คนบทกฎหมาย

ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกายชื่อเสียงหรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้การยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่ง
ผู้เสียหายต้องยื่นคำร้องก่อนเริ่มสืบพยาน ในกรณีที่ไม่มีการสืบพยานให้ยื่นคำร้องก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี
และให้ถือว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำฟ้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและผู้เสียหายอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่งนั้น
ทั้งนี้คำร้องดังกล่าวต้องแสดงรายละเอียดตามสมควรเกี่ยวกับความเสียหายและจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่เรียกร้อง
หากศาลเห็นว่าคำร้องนั้นยังขาดสาระสำคัญบางเรื่อง
ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้ร้องแก้ไขคำร้องให้ชัดเจนก็ได้คำร้องตามวรรคหนึ่งจะมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญามิได้
และต้องไม่ขัดหรือแย้งกับคำฟ้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์
และในกรณีที่พนักงานอัยการได้ดำเนินการตามความในมาตรา ๔๓ แล้ว ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่งเพื่อเรียกทรัพย์สินหรือราคาทรัพย์สินอีกไม่ได้

คำแปลภาษาไทย

In a case where the public prosecutor is the plaintiff, if the injured person has a right to claim compensation because of harm to life, body or mind, or damage to liberty of the body, to reputation, or to property, arising from the defendant's commission of the offence, the injured person may file a motion with the court trying the criminal case asking that the defendant be ordered to pay compensation to him. The motion under paragraph one must be filed by the injured person before the taking of evidence begins; where there is no taking of evidence, the motion must be filed before the court adjudicates the case. Such motion shall be deemed a plaint under the provisions of the Civil Procedure Code, and the injured person stands in the position of plaintiff in that civil part. The motion must set out reasonable particulars concerning the damage and the amount of compensation claimed. If the court is of the view that the motion still lacks some essential matter, it may order the applicant to amend the motion to make it clear. The motion under paragraph one may not include any request other than an order that the defendant pay compensation arising from the defendant's commission of the offence in the criminal case, and it must not conflict with the charge in the criminal case brought by the public prosecutor. And in a case where the public prosecutor has already proceeded under section 43, the injured person may not file a motion under paragraph one to claim the property or its value again.

คำแปลนี้ยังไม่เป็นที่ทราบจากสำนักงาน — กรุณาอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก

หมายเหตุสำนักงาน

มาตรา 44/1 ให้ผู้เสียหายมีช่องทางเรียกค่าสินไหมทดแทนที่กระชับ คือแทนที่จะฟ้องแพ่งเป็นคดีต่างหาก ผู้เสียหายยื่นคำร้องต่อศาลอาญาที่อัยการเป็นโจทก์ คำร้องนั้นถือเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และผู้เสียหายอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่ง มีข้อจำกัดสามประการ คือ ต้องยื่นก่อนเริ่มสืบพยาน หรือก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดหากไม่มีการสืบพยาน ต้องแสดงรายละเอียดความเสียหายและจำนวนที่เรียกร้อง และขอได้เฉพาะค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำผิด ต้องไม่ขัดกับคำฟ้องของอัยการ ทั้งยังกันการซ้ำซ้อน หากอัยการเรียกทรัพย์หรือราคาตามมาตรา 43 แล้ว ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องเรียกทรัพย์เดิมอีกไม่ได้ สิ่งที่ไม่ได้ขอไว้ เช่น ดอกเบี้ย อาจเสียไป

ความสำคัญต่อ

สิ่งสำคัญที่สุดของช่องทางนี้คือกำหนดเวลา ต้องยื่นคำร้องก่อนเริ่มสืบพยาน ผู้เสียหายที่รอจนสืบพยานแล้วอาจเสียโอกาสเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา ควรระบุความเสียหายและจำนวนให้ครบ และขอทุกอย่างที่ต้องการรวมทั้งดอกเบี้ย เพราะศาลพิพากษาให้เกินคำขอไม่ได้ หากไม่มีทุนจ้างทนาย มาตราถัดไปให้ศาลตั้งทนายให้แก่ผู้ยากจนได้ เมื่อมีข้อจำกัดเรื่องเวลา จึงควรเตรียมคำร้องแต่เนิ่นๆ และปรึกษาทนายก่อนนัดแรก

คำตัดสินศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้

  1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4380/2568 (2025)

    เมื่อโจทก์ร่วมมิได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเช่นนั้นโดยพลการไม่ได้

    โจทก์ร่วมมิได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง ศาลวินิจฉัยว่าไม่มีบทกฎหมายใดให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเช่นนั้นโดยพลการ คำอ้างของโจทก์ร่วมจึงตกไป

  2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2289/2568 (2025)

    ผู้เสียหายในคดีลักทรัพย์มีสิทธิยื่นคำร้องในคดีส่วนแพ่งตามมาตรา 44/1 ขอให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทน อันเป็นค่าสินไหมทดแทนเพราะความเสียหายในทางทรัพย์สิน

    ศาลวินิจฉัยว่าโจทก์ร่วมมีสิทธิยื่นคำร้องในคดีส่วนแพ่งตามมาตรา 44/1 วรรคแรกและวรรคสาม ขอให้จำเลยคืนแหวนทองคำที่ลักไปหรือใช้ราคาแทน อันเป็นค่าสินไหมทดแทนเพราะความเสียหายในทางทรัพย์สิน ที่ศาลอุทธรณ์ว่าต้องไปขอคืนจากพนักงานสอบสวนจึงไม่ถูกต้อง

  3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3664/2568 (2025)

    เพราะโจทก์ร่วมมิได้มีคำขอเรื่องดอกเบี้ยตามมาตรา 44/1 ศาลจึงไม่กำหนดให้จำเลยชดใช้ดอกเบี้ยของเงินที่ต้องคืน

    จำเลยต้องคืนเงิน 135,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ศาลไม่กำหนดดอกเบี้ยของเงินดังกล่าวเพราะโจทก์ร่วมมิได้มีคำขอตามมาตรา 44/1 แสดงว่าศาลจะให้ในสิ่งที่มิได้ขอไม่ได้

คำพิพากษาที่คัดเลือกการพิจารณาคดีจากเทคโนโลยีศาลฎีกาคำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา

เลย

ผู้เสียหายต้องยื่นคำร้องค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 44/1 เมื่อใด

ต้องยื่นก่อนเริ่มสืบพยาน หากไม่มีการสืบพยานให้ยื่นก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี หากพ้นกำหนดอาจเสียสิทธิเรียกในคดีอาญา

ยื่นคำร้องตามมาตรา 44/1 เรียกดอกเบี้ยได้หรือไม่

ได้ต่อเมื่อระบุขอไว้ ศาลจะกำหนดดอกเบี้ยหรือสิ่งที่มิได้ขอไม่ได้ จึงต้องระบุจำนวนที่เรียกร้องให้ครบทุกรายการ

ถ้าอัยการเรียกทรัพย์ตามมาตรา 43 แล้ว ฉันเรียกซ้ำได้ไหม

ไม่ได้ เมื่ออัยการดำเนินการตามมาตรา 43 แล้ว ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องตามมาตรา 44/1 เพื่อเรียกทรัพย์หรือราคาทรัพย์เดิมอีกไม่ได้

ผู้จัดการฝ่ายบน ThaiLawOnline

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนที่จะนำไปใช้กับการดำเนินคดีจริง

เลื่อนขึ้น