ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 87: ระยะเวลาควบคุมและการฝากขังผู้ต้องหา
ตัวบทกฎหมาย
ห้ามมิให้ควบคุมผู้ถูกจับไว้เกินกว่าจำเป็นตามพฤติการณ์แห่งคดี
ในกรณีความผิดลหุโทษ
จะควบคุมผู้ถูกจับไว้ได้เท่าเวลาที่จะถามคำให้การ
และที่จะรู้ตัวว่าเป็นใครและที่อยู่ของเขาอยู่ที่ไหนเท่านั้น
ในกรณีที่ผู้ถูกจับไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราว
และมีเหตุจำเป็นเพื่อทำการสอบสวน หรือการฟ้องคดีให้นำตัวผู้ถูกจับไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ถูกจับถูกนำตัวไปถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวนตามมาตรา
๘๓ เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้
โดยให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลขอหมายขังผู้ต้องหานั้นไว้
ให้ศาลสอบถามผู้ต้องหาว่าจะมีข้อคัดค้านประการใดหรือไม่
และศาลอาจเรียกพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการมาชี้แจงเหตุจำเป็น
หรืออาจเรียกพยานหลักฐานมาเพื่อประกอบการพิจารณาก็ได้
ในกรณีความผิดอาญาที่ได้กระทำลงมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินห้าร้อยบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลมีอำนาจสั่งขังได้ครั้งเดียว มีกำหนดไม่เกินเจ็ดวัน
ในกรณีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่าหกเดือนแต่ไม่ถึงสิบปี หรือปรับเกินกว่าห้าร้อยบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลมีอำนาจสั่งขังหลายครั้งติด ๆ กันได้
แต่ครั้งหนึ่งต้องไม่เกินสิบสองวันและรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกินสี่สิบแปดวัน
ในกรณีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สิบปีขึ้นไป
จะมีโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตามศาลมีอำนาจสั่งขังหลายครั้งติด ๆ กันได้
แต่ครั้งหนึ่งต้องไม่เกินสิบสองวัน และรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกินแปดสิบสี่วัน
ในกรณีตามวรรคหกเมื่อศาลสั่งขังครบสี่สิบแปดวันแล้ว
หากพนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอขังต่อไปอีกโดยอ้างเหตุจำเป็น
ศาลจะสั่งขังต่อไปได้ก็ต่อเมื่อพนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนได้แสดงถึงเหตุจำเป็น
และนำพยานหลักฐานมาให้ศาลไต่สวนจนเป็นที่พอใจแก่ศาล
ในการไต่สวนตามวรรคสามและวรรคเจ็ด
ผู้ต้องหามีสิทธิแต่งทนายความเพื่อแถลงข้อคัดค้านและซักถามพยาน
ถ้าผู้ต้องหาไม่มีทนายความเนื่องจากยังไม่ได้มีการปฏิบัติตามมาตรา ๑๓๔/๑ และผู้ต้องหาร้องขอ ให้ศาลตั้งทนายความให้
โดยทนายความนั้นมีสิทธิได้รับเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๓๔/๑
วรรคสาม โดยอนุโลม
ถ้าพนักงานสอบสวนต้องไปทำการสอบสวนในท้องที่อื่นนอกเขตของศาลซึ่งได้สั่งขังผู้ต้องหาไว้
พนักงานสอบสวนจะยื่นคำร้องขอให้โอนการขังไปยังศาลในท้องที่ที่จะต้องไปทำการสอบสวนนั้นก็ได้
เมื่อศาลที่สั่งขังไว้เห็นเป็นการสมควรก็ให้สั่งโอนไป
คำแปลภาษาอังกฤษ
It is prohibited to keep the arrested person in custody beyond what is necessary according to the circumstances of the case.
In the case of a petty offense, the arrested person may be kept in custody only for such time as is needed to take his statement and to ascertain who he is and where his residence is.
Where the arrested person is not released provisionally and there is a necessity for the purpose of the investigation or the prosecution of the case, the arrested person shall be taken to the court within forty-eight hours from the time the arrested person was brought to the office of the investigating officer under section 83, except where there is force majeure or another unavoidable necessity, by having the investigating officer or the public prosecutor file an application with the court for a warrant to detain the accused. The court shall ask the accused whether he has any objection, and the court may summon the investigating officer or the public prosecutor to explain the necessity, or may summon evidence for its consideration.
In the case of a criminal offense with a maximum penalty of imprisonment not exceeding six months or a fine not exceeding five hundred baht, or both, the court has the power to order detention only once, for a period not exceeding seven days.
In the case of a criminal offense with a maximum penalty of imprisonment exceeding six months but less than ten years, or a fine exceeding five hundred baht, or both, the court has the power to order detention several consecutive times, but each time must not exceed twelve days and all together must not exceed forty-eight days.
In the case of a criminal offense with a maximum penalty of imprisonment of ten years or more, whether or not there is also a fine, the court has the power to order detention several consecutive times, but each time must not exceed twelve days and all together must not exceed eighty-four days.
In the case under paragraph six, when the court has ordered detention for the full forty-eight days, if the public prosecutor or the investigating officer files an application with the court to detain further by claiming a necessity, the court may order further detention only when the public prosecutor or the investigating officer has shown the necessity and has brought evidence for the court to examine until the court is satisfied.
In the examination under paragraph three and paragraph seven, the accused has the right to appoint a lawyer to state objections and to question witnesses. If the accused has no lawyer because there has not yet been compliance with section 134/1 and the accused so requests, the court shall appoint a lawyer for him, and that lawyer has the right to receive a fee and expenses as prescribed in section 134/1 paragraph three, mutatis mutandis.
If the investigating officer must conduct the investigation in another locality outside the jurisdiction of the court that ordered the detention of the accused, the investigating officer may file an application to transfer the detention to the court in the locality where the investigation must be conducted; and when the court that ordered the detention deems it appropriate, it shall order the transfer.
คำแปลนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบโดยสำนักงาน โปรดอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก
หมายเหตุของสำนักงาน
มาตรา 87 เป็นหลักสำคัญเรื่องระยะเวลาการควบคุมผู้ถูกจับก่อนฟ้องในหมวด 1 กำหนดให้นำตัวไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่ถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน และวางกรอบการฝากขัง คือความผิดเบาที่สุดสั่งขังได้ครั้งเดียวเจ็ดวัน ความผิดระดับกลางรวมไม่เกินสี่สิบแปดวัน และความผิดที่มีโทษสิบปีขึ้นไปรวมไม่เกินแปดสิบสี่วัน โดยแต่ละครั้งไม่เกินสิบสองวันและศาลต้องพิจารณาเหตุจำเป็น มีการตรวจสอบเหตุจำเป็นโดยศาล สิทธิมีทนายความในการไต่สวนตามมาตรา 134/1 และกลไกโอนการขังเมื่อการสอบสวนย้ายไปเขตอื่น บทบัญญัตินี้ใช้ร่วมกับมาตรา 86 (วิธีควบคุม) และมาตรา 90 (การคุมขังโดยมิชอบ) ทั้งนี้ กำหนดสี่สิบแปดชั่วโมงมีข้อยกเว้นโดยชัดแจ้งเมื่อมีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้
ความสำคัญในทางปฏิบัติ
มาตรานี้เป็นเกราะสำคัญกันการถูกควบคุมโดยไม่มีกำหนด คือตำรวจต้องนำตัวท่านไปศาลภายใน 48 ชั่วโมง และขังต่อได้เฉพาะตามหมายขังที่ผู้พิพากษาอนุญาตเป็นคราวๆ ภายในเพดานที่ผูกกับฐานความผิด ในการไต่สวนฝากขังท่านคัดค้านและมีทนายความได้ และศาลตั้งทนายความให้ได้หากท่านไม่มี เนื่องจากการคัดค้านฝากขังและการขอปล่อยชั่วคราวเกิดขึ้นเร็ว ควรเตรียมตัวล่วงหน้า
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4487/2560 (2017)
มาตรา ๘๗ ประกอบมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นบทบัญญัติให้อำนาจศาลออกหมายขังผู้ต้องหาไว้ระหว่างสอบสวน เนื่องจากมีเหตุจำเป็นที่จะต้องทำการสอบสวนหรือเพื่อการฟ้องคดี เมื่อขณะโจทก์ยื่นฟ้อง จำเลยถูกฟ้องและถูกคุมขังอยู่ในคดีอื่นของศาลชั้นต้นแล้ว ต้องถือว่าจำเลยอยู่ในอำนาจศาลแล้ว แม้พนักงานสอบสวนไม่ได้ขออำนาจศาลฝากขังจำเลยในคดีนี้ ก็หาเป็นเหตุทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องไม่ อนึ่ง เมื่อความผิดสองฐานกระทำโดยผู้กระทำผิดคนเดียวกันและเกี่ยวพันกัน โจทก์ย่อมฟ้องรวมกันต่อศาลจังหวัดได้ตามมาตรา ๒๔ โดยไม่ต้องขอผัดฟ้อง
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนซึ่งอยู่ในอำนาจศาลแขวง และมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าแม้เป็นความผิดคนละกรรม แต่กระทำโดยผู้กระทำผิดคนเดียวกันและเกี่ยวพันกัน จึงเป็นความผิดหลายเรื่องเกี่ยวพันกัน โจทก์ฟ้องรวมกันต่อศาลจังหวัดได้ตามมาตรา ๒๔ ประกอบมาตรา ๓ แห่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยไม่ต้องขอผัดฟ้อง ส่วนปัญหาตามมาตรา ๘๗ นั้น ขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ จำเลยถูกฟ้องและถูกคุมขังอยู่ในคดีอื่นของศาลชั้นต้น ต้องถือว่าจำเลยอยู่ในอำนาจศาลแล้ว แม้พนักงานสอบสวนไม่ได้ขอฝากขังในคดีนี้ ก็ไม่ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ทั้งโจทก์ฟ้องภายในอายุความ ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องจึงไม่ชอบ พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8484/2549 (2006)
ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลไม่มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้ดุลพินิจสั่งคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวของผู้พิพากษาในศาลนั้น ผู้พิพากษาที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยพิเคราะห์ข้อที่มาตรา 108 กำหนด เช่น ความหนักเบาแห่งข้อหา พฤติการณ์แห่งคดี และคำคัดค้านของพนักงานสอบสวน ย่อมเป็นการใช้ดุลพินิจตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน หาใช่เป็นการกลั่นแกล้งผู้ขอไม่
โจทก์กล่าวหาเกี่ยวกับการไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างสอบสวน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้พิพากษาได้พิเคราะห์ข้อที่มาตรา 108 กำหนดไว้แล้ว โดยนำคำคัดค้านของพนักงานสอบสวนมาพิจารณาประกอบความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดี จึงเป็นการใช้ดุลพินิจสั่งคำร้องตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน หาใช่เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ไม่ ส่วนหลักทรัพย์ที่เสนอเป็นประกันจำนวน 542,640 บาท ก็เป็นเพียงเหตุหนึ่งในหลายเหตุที่ศาลนำมาพิจารณา ทั้งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลไม่มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้ดุลพินิจดังกล่าว
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3502/2542 (1999)
เมื่อพนักงานสอบสวนอ้างเหตุที่แท้จริงในการขอฝากขังต่อ เช่น ครั้งแรกยังต้องสอบสวนพยานที่เกี่ยวข้อง 10 ปาก และครั้งที่ 2 อีก 6 ปาก ทั้งต้องรอผลการตรวจลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ต้องหา และผู้ต้องหาไม่คัดค้าน ย่อมมีเหตุอันสมควรที่ศาลจะอนุญาตให้ควบคุมตัวต่อไป คำสั่งจึงชอบด้วยมาตรา 87 วรรคสี่ ข้ออ้างในภายหลังว่าผู้ต้องหาถูกทำร้ายขู่เข็ญให้รับสารภาพ ไม่ทำให้คำสั่งอนุญาตให้ฝากขังที่ชอบด้วยกฎหมายแล้วกลับกลายเป็นไม่ชอบ
ผู้ต้องหาขอให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังทั้งสองครั้ง โดยอ้างว่าถูกทำร้ายขู่เข็ญให้รับสารภาพ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคำสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย เพราะพนักงานสอบสวนอ้างเหตุที่แท้จริงในการขอฝากขังทั้งสองครั้ง ผู้ต้องหาก็ไม่คัดค้าน ส่วนคำรับสารภาพจะรับฟังได้เพียงใดและการสอบสวนจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องวินิจฉัยในชั้นพิจารณาของศาล และคำร้องขอให้ส่งข้อโต้แย้งไปยังศาลรัฐธรรมนูญก็ตกไป เพราะเป็นการกล่าวอ้างว่าการกระทำของพนักงานสอบสวนขัดต่อรัฐธรรมนูญ มิใช่การโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญ
คำพิพากษาที่คัดสรรและตรวจสอบเลขคดีจากฐานข้อมูลศาลฎีกา คำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา
มีคำพิพากษาศาลฎีกาอ้างถึงมาตรานี้ 21 คดี (พ.ศ. 2491 ถึง 2560)
ตัวอย่างคำพิพากษาที่อ้างถึง
- คำพิพากษาฎีกาที่ 4487/2560 (2017)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 2747/2551 (2008)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 8484/2549 (2006)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 466/2541 (1998)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 3598/2531 (1988)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 1629/2529 (1986)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 984/2529 (1986)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 3560/2525 (1982)
รายการนี้คัดเลือกโดยระบบ โดยให้น้ำหนักกับคำพิพากษาที่ยกมาตรานี้ขึ้นวินิจฉัย มากกว่าคำพิพากษาที่เพียงอ้างถึงตอนพิพากษาลงโทษ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยสำนักงาน
มักถูกอ้างถึงพร้อมกับ
มาตราที่ปรากฏร่วมกับมาตรานี้บ่อยที่สุดในคำพิพากษาเดียวกัน ตัวเลขคือจำนวนคดี
นับจากฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกาของสำนักงาน จำนวน 83,652 คดี (พ.ศ. 2464 ถึง 2569) จำนวนคดีนับครบถ้วน ส่วนช่วงปีที่แสดงได้ตัดปีที่มีคดีน้อยผิดปกติออก เพื่อให้สะท้อนช่วงเวลาที่มีการอ้างถึงจริง ตัวเลขนี้คำนวณโดยสำนักงานเอง ไม่ใช่สถิติทางการของศาล วิธีการนับและตรวจสอบ
คำถามที่พบบ่อย
ตำรวจควบคุมฉันได้นานเท่าใดก่อนนำตัวไปศาล?
ตามมาตรา 87 หากไม่ปล่อยชั่วคราว ต้องนำตัวท่านไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่ถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็น เพื่อให้ตำรวจหรืออัยการขอหมายขัง
ระยะเวลาฝากขังสูงสุดในไทยเท่าใด?
มาตรา 87 กำหนดฝากขังไม่เกิน 7 วันสำหรับความผิดเบาที่สุด รวมไม่เกิน 48 วันสำหรับความผิดที่มีโทษไม่ถึงสิบปี และรวมไม่เกิน 84 วันสำหรับความผิดที่มีโทษสิบปีขึ้นไป โดยแต่ละครั้งไม่เกิน 12 วัน
ฉันมีทนายความในการไต่สวนฝากขังได้หรือไม่?
ได้ มาตรา 87 ให้ผู้ต้องหามีสิทธิแต่งทนายความเพื่อคัดค้านและซักถามพยานในการไต่สวนฝากขัง และหากไม่มีทนายความ ศาลจะตั้งให้เมื่อร้องขอ
ผู้จัดการฝ่ายบน ThaiLawOnline
วิธีอ้างอิงมาตรานี้
-
อ้างอิงแบบทั่วไป
Criminal Procedure Code, s. 87 (Thailand) -
อ้างอิงแบบวิชาการ
Criminal Procedure Code (Thailand), s. 87. ThaiLawOnline, https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-87/ (accessed 1 กันยายน 2026). -
อ้างอิงแบบไทย
ป.วิ.อ. มาตรา 87 -
ลิงก์ถาวร
https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-87/ -
โค้ดสำหรับฝังในเว็บอื่น
<blockquote cite="https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-87/"><p>ห้ามมิให้ควบคุมผู้ถูกจับไว้เกินกว่าจำเป็นตามพฤติการณ์แห่งคดี ในกรณีความผิดลหุโทษ จะควบคุมผู้ถูกจับไว้ได้เท่าเวลาที่จะถามคำให้การ และที่จะรู้ตัวว่าเป็นใครและที่อยู่ของเขาอยู่ที่ไหนเท่านั้น ในกรณีที่ผู้ถูกจับไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราว และมีเหตุจำเป็นเพื่อทำการสอบสวน หรือการฟ้องคดีให้นำตัวผู้ถูกจับไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ถูกจับถูกนำตัวไปถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวนตามมาตรา ๘๓ เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้ โดยให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลขอหมายขังผู้ต้องหานั้นไว้ ให้ศาลสอบถามผู้ต้องหาว่าจะมีข้อคัดค้านประการใดหรือไม่ และศาลอาจเรียกพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการมาชี้แจงเหตุจำเป็น หรืออาจเรียกพยานหลักฐานมาเพื่อประกอบการพิจารณาก็ได้ ในกรณีความผิดอาญาที่ได้กระทำลงมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลมีอำนาจสั่งขังได้ครั้งเดียว มีกำหนดไม่เกินเจ็ดวัน ในกรณีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่าหกเดือนแต่ไม่ถึงสิบปี หรือปรับเกินกว่าห้าร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลมีอำนาจสั่งขังหลายครั้งติด ๆ กันได้ แต่ครั้งหนึ่งต้องไม่เกินสิบสองวันและรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกินสี่สิบแปดวัน ในกรณีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สิบปีขึ้นไป จะมีโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตามศาลมีอำนาจสั่งขังหลายครั้งติด ๆ กันได้ แต่ครั้งหนึ่งต้องไม่เกินสิบสองวัน และรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกินแปดสิบสี่วัน ในกรณีตามวรรคหกเมื่อศาลสั่งขังครบสี่สิบแปดวันแล้ว หากพนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอขังต่อไปอีกโดยอ้างเหตุจำเป็น ศาลจะสั่งขังต่อไปได้ก็ต่อเมื่อพนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนได้แสดงถึงเหตุจำเป็น และนำพยานหลักฐานมาให้ศาลไต่สวนจนเป็นที่พอใจแก่ศาล ในการไต่สวนตามวรรคสามและวรรคเจ็ด ผู้ต้องหามีสิทธิแต่งทนายความเพื่อแถลงข้อคัดค้านและซักถามพยาน ถ้าผู้ต้องหาไม่มีทนายความเนื่องจากยังไม่ได้มีการปฏิบัติตามมาตรา ๑๓๔/๑ และผู้ต้องหาร้องขอ ให้ศาลตั้งทนายความให้ โดยทนายความนั้นมีสิทธิได้รับเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๓๔/๑ วรรคสาม โดยอนุโลม ถ้าพนักงานสอบสวนต้องไปทำการสอบสวนในท้องที่อื่นนอกเขตของศาลซึ่งได้สั่งขังผู้ต้องหาไว้…</p><footer>Criminal Procedure Code, s. 87 (Thailand): <a href="https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-87/">ไทยลอว์ออนไลน์</a></footer></blockquote>
ตัวบทภาษาไทยเป็นฉบับที่ใช้บังคับ คำแปลภาษาอังกฤษเป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการโดย ThaiLawOnline เผยแพร่ให้นำไปใช้ต่อได้โดยอ้างที่มา