ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 150: ค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์
ตัวบทกฎหมาย
ในคดีที่คำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์นั้นอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องหรือราคาทรัพย์สินที่พิพาท
ค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกานั้น ถ้าจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องหรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาเป็นอย่างเดียวกับในศาลชั้นต้น ให้ผู้อุทธรณ์หรือผู้ฎีกาเสียตามจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาเช่นเดียวกับในศาลชั้นต้น แต่ถ้าผู้อุทธรณ์หรือผู้ฎีกาได้รับความพอใจแต่บางส่วนตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลล่างแล้ว และจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาต่ำกว่าในศาลชั้นต้น ให้ผู้อุทธรณ์หรือผู้ฎีกาเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาต่ำนั้น
เมื่อได้ชำระค่าขึ้นศาลแล้ว ถ้าทุนทรัพย์แห่งคำฟ้องหรือคำฟ้องอุทธรณ์หรือคำฟ้องฎีกาทวีขึ้นโดยการยื่นคำฟ้องเพิ่มเติมหรือโดยประการอื่น ให้เรียกค่าขึ้นศาลเพิ่มขึ้นตามที่บัญญัติไว้ในตารางท้ายประมวลกฎหมายนี้เมื่อยื่นคำฟ้องเพิ่มเติมหรือภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควร แล้วแต่กรณี
ถ้าเนื่องจากศาลได้มีคำสั่งให้พิจารณาคดีรวมกันหรือให้แยกคดีกัน คำฟ้องใดหรือข้อหาอันมีอยู่ในคำฟ้องใดจะต้องโอนไปยังศาลอื่น หรือจะต้องกลับยื่นต่อศาลนั้นใหม่ หรือต่อศาลอื่นเป็นคดีเรื่องหนึ่งต่างหาก ให้โจทก์ได้รับผ่อนผันไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลในการยื่น หรือกลับยื่นคำฟ้องหรือข้อหาเช่นว่านั้น เว้นแต่จำนวนทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์แห่งคำฟ้อง หรือข้อหานั้นจะได้ทวีขึ้น ในกรณีเช่นนี้ ค่าขึ้นศาลเฉพาะที่ทวีขึ้นให้คำนวณและชำระตามที่บัญญัติไว้ในวรรคก่อน
ในกรณีที่บุคคลซึ่งเป็นคู่ความร่วมในคดีที่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ต่างยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาแยกกัน โดยต่างได้เสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาตามความในวรรคสอง หากค่าขึ้นศาลดังกล่าวเมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนสูงกว่าค่าขึ้นศาลที่คู่ความเหล่านั้นต้องชำระในกรณีที่ยื่นอุทธรณ์หรือฎีการ่วมกัน ให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี มีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่คู่ความเหล่านั้นตามส่วนของค่าขึ้นศาลที่คู่ความแต่ละคนได้ชำระไปในเวลาที่ศาลนั้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง
คำแปลภาษาอังกฤษ
In a case where the claim for relief can be calculated as a sum of money, the plaintiff shall pay court fees in the Court of First Instance according to the amount of the claim or the value of the disputed property.
As to court fees at the appeal or Dika (Supreme Court) level, if the amount claimed or the value of the property in dispute at the appeal or Dika level is the same as in the Court of First Instance, the appellant or the Dika petitioner shall pay according to the same amount or value as in the Court of First Instance. But if the appellant or Dika petitioner has obtained satisfaction only in part under the judgment or order of the lower court, and the amount or the value of the property in dispute at the appeal or Dika level is lower than in the Court of First Instance, the appellant or Dika petitioner shall pay court fees according to that lower amount or value.
Once the court fee has been paid, if the amount in dispute of the complaint, the appeal complaint, or the Dika complaint increases through the filing of an additional complaint or by any other means, additional court fees shall be charged as prescribed in the schedule annexed to this Code, at the time the additional complaint is filed or within the period the court thinks fit, as the case may be.
If, because the court has ordered the cases to be tried together or to be separated, any complaint or any claim contained in any complaint must be transferred to another court, or must be re-filed with that court or with another court as a separate case, the plaintiff shall be granted relief from paying court fees for filing or re-filing such complaint or claim, except where the amount or the value of the property of such complaint or claim has increased. In such a case, the court fee only on the increased part shall be calculated and paid as prescribed in the preceding paragraph.
In the case where persons who are co-parties in a case whose cause of action is the performance of an indivisible obligation each file separate appeals or Dika petitions, each having paid court fees at the appeal or Dika level under paragraph two, if such court fees, when combined, exceed the court fees those parties would have had to pay had they filed a joint appeal or Dika petition, the Court of Appeal or the Supreme Court, as the case may be, shall order the excess court fees returned to those parties in proportion to the court fee each of them has paid, at the time that court renders its judgment or order.
คำแปลนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบโดยสำนักงาน โปรดอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก
หมายเหตุของสำนักงาน
มาตรา 150 เป็นบทหลักในการคำนวณค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ในคดีที่คำขอคำนวณเป็นเงินได้ และเป็นบทเปิดของส่วนที่ 1 ว่าด้วยการกำหนดและการชำระค่าฤชาธรรมเนียม โดยผูกค่าขึ้นศาลกับจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์ที่พิพาทในศาลชั้นต้น และใช้ฐานเดียวกันในชั้นอุทธรณ์และฎีกา แต่ลดลงหากผู้อุทธรณ์หรือฎีกาชนะมาบางส่วนและทุนทรัพย์ที่พิพาทลดลง วรรคสามกำหนดค่าขึ้นศาลเพิ่มเมื่อทุนทรัพย์ทวีขึ้น วรรคสี่ผ่อนผันไม่ให้โจทก์เสียซ้ำเมื่อศาลสั่งรวมหรือแยกคดี และวรรคห้าซึ่งศาลฎีกานำมาใช้ในหลายคดี กำหนดให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินเมื่อคู่ความร่วมในมูลความที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ต่างยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาแยกกัน
ความสำคัญในทางปฏิบัติ
ค่าขึ้นศาลเป็นค่าใช้จ่ายจริงที่ผันแปรตามทุนทรัพย์ การเรียกร้องเกินจริงจึงทำให้เสียค่าขึ้นศาลสูงขึ้นโดยไม่เกิดประโยชน์ ควรประเมินทุนทรัพย์ให้รอบคอบก่อนฟ้อง และเตรียมเงินค่าขึ้นศาลจำนวนเดียวกันไว้สำหรับแต่ละชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา หากท่านเป็นคู่ความร่วมในคดีที่มูลความไม่อาจแบ่งแยกได้ ควรพิจารณายื่นอุทธรณ์หรือฎีการ่วมกัน เพราะการยื่นแยกกันอาจทำให้ต่างต้องเสียค่าขึ้นศาลเต็มจำนวน และเงินส่วนเกินจะได้คืนก็ต่อเมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2008/2567 (2024)
เมื่อจำเลยเป็นคู่ความร่วมในมูลความที่ไม่อาจแบ่งแยกได้และต่างยื่นฎีกาแยกกันโดยเสียค่าขึ้นศาลรวมกันสูงกว่ายื่นฎีการ่วมกัน ต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้ตามส่วนตามมาตรา 150 วรรคห้า
จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างยื่นฎีกาแยกกันในคดีที่มูลความไม่อาจแบ่งแยกได้ โดยต่างเสียค่าขึ้นศาล เมื่อรวมกันแล้วสูงกว่ายื่นฎีการ่วมกัน ศาลฎีกาจึงสั่งคืนส่วนที่เกิน คืนแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 2,432 บาท และจำเลยที่ 2 จำนวน 1,778 บาท
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4300/2567 (2024)
เมื่อคู่ความร่วมในคดีที่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ต่างยื่นฎีกาแยกกัน และค่าขึ้นศาลที่เสียมารวมกันแล้วมีจำนวนสูงกว่าค่าขึ้นศาลที่ต้องชำระในกรณียื่นฎีการ่วมกัน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินแก่คู่ความเหล่านั้นตามส่วนของค่าขึ้นศาลที่แต่ละคนได้ชำระไป ตามมาตรา 150 วรรคห้า ทั้งนี้ไม่ว่าจะมีเพียงคนเดียวที่เสียค่าขึ้นศาลเต็มจำนวนหรือไม่ เพราะการเปรียบเทียบเป็นการเปรียบเทียบระหว่างจำนวนที่ชำระจริงรวมกันกับค่าขึ้นศาลกรณียื่นฎีการ่วมกัน คู่ความที่เสียค่าขึ้นศาลน้อยกว่าเพราะได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วนจึงยังคงได้รับคืนตามส่วนด้วย
จำเลยทั้งสองเป็นคู่ความร่วมในคดีที่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ และต่างยื่นฎีกาแยกกัน จำเลยที่ 1 เสียค่าขึ้นศาลมา 70,393 บาท เต็มตามทุนทรัพย์ชั้นฎีกา ส่วนจำเลยที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลมา 35,000 บาท โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลนอกจากนี้ เมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนสูงกว่าค่าขึ้นศาลที่จำเลยทั้งสองต้องชำระในกรณียื่นฎีการ่วมกัน ศาลฎีกาจึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสองตามส่วนของค่าขึ้นศาลที่แต่ละคนได้ชำระไปตามมาตรา 150 วรรคห้า ทั้งนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยด้วยว่าการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามมาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2479/2565 (2022)
การคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินตามมาตรา 150 ใช้กับโจทก์ร่วมด้วย เมื่อโจทก์ร่วมในมูลความที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ต่างยื่นฎีกาแยกกันโดยเสียค่าขึ้นศาลเต็มจำนวน ศาลย่อมคืนส่วนที่เกินให้
โจทก์สองคนซึ่งเป็นคู่ความร่วมในมูลความที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ ต่างยื่นฎีกาแยกกันโดยเสียค่าขึ้นศาลเต็มตามทุนทรัพย์ ศาลฎีกาเห็นว่าชอบที่จะคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน โดยคืนให้โจทก์คนละ 100,000 บาท
คำพิพากษาที่คัดสรรและตรวจสอบเลขคดีจากฐานข้อมูลศาลฎีกา คำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา
มีคำพิพากษาศาลฎีกาอ้างถึงมาตรานี้ 84 คดี (พ.ศ. 2486 ถึง 2567)
ตัวอย่างคำพิพากษาที่อ้างถึง
- คำพิพากษาฎีกาที่ 4300/2567 (2024)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 2479/2565 (2022)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 4212/2564 (2021)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 4320/2563 (2020)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 4750-4751/2561 (2018)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 6627/2560 (2017)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 6099/2560 (2017)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 7799-7800/2560 (2017)
รายการนี้คัดเลือกโดยระบบ โดยให้น้ำหนักกับคำพิพากษาที่ยกมาตรานี้ขึ้นวินิจฉัย มากกว่าคำพิพากษาที่เพียงอ้างถึงตอนพิพากษาลงโทษ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยสำนักงาน
มักถูกอ้างถึงพร้อมกับ
มาตราที่ปรากฏร่วมกับมาตรานี้บ่อยที่สุดในคำพิพากษาเดียวกัน ตัวเลขคือจำนวนคดี
นับจากฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกาของสำนักงาน จำนวน 83,652 คดี (พ.ศ. 2464 ถึง 2569) จำนวนคดีนับครบถ้วน ส่วนช่วงปีที่แสดงได้ตัดปีที่มีคดีน้อยผิดปกติออก เพื่อให้สะท้อนช่วงเวลาที่มีการอ้างถึงจริง ตัวเลขนี้คำนวณโดยสำนักงานเอง ไม่ใช่สถิติทางการของศาล วิธีการนับและตรวจสอบ
คำถามที่พบบ่อย
ค่าขึ้นศาลคดีแพ่งที่มีทุนทรัพย์คิดอย่างไร
ตามมาตรา 150 ค่าขึ้นศาลคิดจากจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องหรือราคาทรัพย์ที่พิพาท ตามอัตราในตารางท้ายประมวลกฎหมาย และใช้ฐานเดียวกันอีกในชั้นอุทธรณ์และฎีกา
อุทธรณ์หรือฎีกาต้องเสียค่าขึ้นศาลอีกหรือไม่
ต้องเสีย มาตรา 150 กำหนดให้ผู้อุทธรณ์หรือฎีกาเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่พิพาทเช่นเดิม เว้นแต่ชนะมาบางส่วนและทุนทรัพย์ที่พิพาทลดลง จึงเสียตามจำนวนที่ต่ำลงนั้น
หากคู่ความร่วมยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาแยกกันจะได้คืนค่าขึ้นศาลส่วนเกินหรือไม่
ได้ หากคู่ความร่วมในมูลความที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ต่างยื่นแยกกันจนค่าขึ้นศาลรวมกันสูงกว่ายื่นร่วมกัน ศาลจะคืนส่วนที่เกินให้ตามส่วนที่แต่ละคนชำระ
ผู้จัดการฝ่ายบน ThaiLawOnline
วิธีอ้างอิงมาตรานี้
-
อ้างอิงแบบทั่วไป
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 -
อ้างอิงแบบวิชาการ
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ประเทศไทย) มาตรา 150. ThaiLawOnline, https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-150/ (เข้าถึงเมื่อ 1 กันยายน 2026). -
อ้างอิงแบบไทย
ป.วิ.พ. มาตรา 150 -
ลิงก์ถาวร
https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-150/ -
โค้ดสำหรับฝังในเว็บอื่น
<blockquote cite="https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-150/"><p>ในคดีที่คำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์นั้นอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องหรือราคาทรัพย์สินที่พิพาท ค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกานั้น ถ้าจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องหรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาเป็นอย่างเดียวกับในศาลชั้นต้น ให้ผู้อุทธรณ์หรือผู้ฎีกาเสียตามจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาเช่นเดียวกับในศาลชั้นต้น แต่ถ้าผู้อุทธรณ์หรือผู้ฎีกาได้รับความพอใจแต่บางส่วนตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลล่างแล้ว และจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาต่ำกว่าในศาลชั้นต้น ให้ผู้อุทธรณ์หรือผู้ฎีกาเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาต่ำนั้น เมื่อได้ชำระค่าขึ้นศาลแล้ว ถ้าทุนทรัพย์แห่งคำฟ้องหรือคำฟ้องอุทธรณ์หรือคำฟ้องฎีกาทวีขึ้นโดยการยื่นคำฟ้องเพิ่มเติมหรือโดยประการอื่น ให้เรียกค่าขึ้นศาลเพิ่มขึ้นตามที่บัญญัติไว้ในตารางท้ายประมวลกฎหมายนี้เมื่อยื่นคำฟ้องเพิ่มเติมหรือภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควร แล้วแต่กรณี ถ้าเนื่องจากศาลได้มีคำสั่งให้พิจารณาคดีรวมกันหรือให้แยกคดีกัน คำฟ้องใดหรือข้อหาอันมีอยู่ในคำฟ้องใดจะต้องโอนไปยังศาลอื่น หรือจะต้องกลับยื่นต่อศาลนั้นใหม่ หรือต่อศาลอื่นเป็นคดีเรื่องหนึ่งต่างหาก ให้โจทก์ได้รับผ่อนผันไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลในการยื่น หรือกลับยื่นคำฟ้องหรือข้อหาเช่นว่านั้น เว้นแต่จำนวนทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์แห่งคำฟ้อง หรือข้อหานั้นจะได้ทวีขึ้น ในกรณีเช่นนี้ ค่าขึ้นศาลเฉพาะที่ทวีขึ้นให้คำนวณและชำระตามที่บัญญัติไว้ในวรรคก่อน ในกรณีที่บุคคลซึ่งเป็นคู่ความร่วมในคดีที่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ต่างยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาแยกกัน โดยต่างได้เสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาตามความในวรรคสอง หากค่าขึ้นศาลดังกล่าวเมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนสูงกว่าค่าขึ้นศาลที่คู่ความเหล่านั้นต้องชำระในกรณีที่ยื่นอุทธรณ์หรือฎีการ่วมกัน ให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี มีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่คู่ความเหล่านั้นตามส่วนของค่าขึ้นศาลที่คู่ความแต่ละคนได้ชำระไปในเวลาที่ศาลนั้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง</p><footer>ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 <a href="https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-150/">ไทยลอว์ออนไลน์</a></footer></blockquote>
ตัวบทภาษาไทยเป็นฉบับที่ใช้บังคับ คำแปลภาษาอังกฤษเป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการโดย ThaiLawOnline เผยแพร่ให้นำไปใช้ต่อได้โดยอ้างที่มา