กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

228 — คำสั่งระหว่างพิจารณาที่อุทธรณ์ได้

คนบทกฎหมาย

ก่อนศาลชี้ขาดตัดสินคดี ถ้าศาลมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ คือ
(๑) ให้กักขัง หรือปรับไหม หรือจำขัง ผู้ใด ตามประมวลกฎหมายนี้
(๒) มีคำสั่งอันเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างการพิจารณา หรือมีคำสั่งอันเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อจะบังคับคดีตามคำพิพากษาต่อไป หรือ
(๓) ไม่รับหรือคืนคำคู่ความตามมาตรา ๑๘ หรือวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตามมาตรา ๒๔ ซึ่งมิได้ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง หากเสร็จไปเฉพาะแต่ประเด็นบางข้อคำสั่งเช่นว่านี้ คู่ความย่อมอุทธรณ์ได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันมีคำสั่งเป็นต้นไปแม้ถึงว่าจะมีอุทธรณ์ในระหว่างพิจารณา ให้ศาลดำเนินคดีต่อไป และมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีนั้น แต่ถ้าในระหว่างพิจารณา คู่ความอุทธรณ์คำสั่งชนิดที่ระบุไว้ในอนุมาตรา
(๓) ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่า การกลับหรือแก้ไขคำสั่งที่คู่ความอุทธรณ์นั้น จะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดี หรือวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นข้อใดที่ศาลล่างมิได้วินิจฉัยไว้ ให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจทำคำสั่งให้ศาลล่างงดการพิจารณาไว้ในระหว่างอุทธรณ์ หรืองดการวินิจฉัยคดีไว้จนกว่าศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์นั้นถ้าคู่ความมิได้อุทธรณ์คำสั่งในระหว่างพิจารณาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้ ก็ให้อุทธรณ์ได้ในเมื่อศาลพิพากษาคดีแล้วตามความในมาตรา ๒๒๓

คำแปลภาษาไทย

Before the court renders its decision determining the case, if the court makes any of the following orders, namely:
(1) an order to detain, fine, or imprison any person under this Code;
(2) an order relating to an application for protection of a party's interests during the course of the trial, or an order relating to an application for the subsequent enforcement of the judgment; or
(3) an order refusing to accept or returning a pleading under Section 18, or a preliminary ruling under Section 24 that does not dispose of the entire case but disposes of only certain issues,
a party may appeal against such an order within one month from the date the order is made. Even where an appeal is lodged during the course of the trial, the court shall continue with the case and render its judgment or decision determining the case. However, where, during the trial, a party appeals against an order of the kind specified in subsection (3), if the appellate court is of the opinion that reversing or amending the appealed order would amount to deciding the case, or deciding an issue that the lower court has not decided, the appellate court shall have power to order the lower court to stay the trial during the appeal, or to stay its decision of the case until the appellate court has decided the appeal. If a party does not appeal against an order made during the trial as provided in this Section, the party may appeal after the court has given judgment, in accordance with Section 223.

คำแปลนี้ยังไม่เป็นที่ทราบจากสำนักงาน — กรุณาอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก

หมายเหตุสำนักงาน

มาตรา 228 เป็นบทคู่กับมาตรา 227 โดยกำหนดคำสั่งก่อนมีคำพิพากษาสามประเภทที่อุทธรณ์ได้โดยตรงภายในหนึ่งเดือน อันเป็นข้อยกเว้นของข้อห้ามทั่วไปตามมาตรา 226 ที่ห้ามอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา อนุมาตรา (3) สอดคล้องกับมาตรา 227 แต่ครอบคลุมคำสั่งที่ทำให้คดีเสร็จไปเพียงบางส่วน มาตรานี้ทำให้การพิจารณาดำเนินต่อไป การอุทธรณ์ไม่ทำให้กระบวนพิจารณาหยุดโดยตัวมันเอง เว้นแต่คำสั่งตามอนุมาตรา (3) ที่ศาลอุทธรณ์มีดุลพินิจสั่งงดการพิจารณาได้ หากไม่อุทธรณ์ในชั้นนี้ก็ยังยกขึ้นอุทธรณ์เมื่อศาลพิพากษาคดีแล้วได้ตามมาตรา 223

ความสำคัญต่อ

ต้องระวังกำหนดหนึ่งเดือน สำหรับคำสั่งระหว่างพิจารณาเหล่านี้เริ่มนับแต่วันมีคำสั่ง มิใช่นับแต่วันมีคำพิพากษา การจำแนกประเภทให้ถูกต้องสำคัญมาก เพราะคำสั่งที่ไม่ใช่หนึ่งในสามประเภทนี้เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ต้องห้ามตามมาตรา 226 (1) และต้องทำคำโต้แย้งไว้ตามมาตรา 226 (2) จึงจะสงวนสิทธิอุทธรณ์ได้ อนุมาตรา (2) เกี่ยวข้องมากในข้อพิพาทการบังคับคดีและการคุ้มครองทรัพย์สิน

คำตัดสินศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้

  1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 874/2561 (2018)

    เมื่อคู่ความอุทธรณ์คำสั่งชนิดที่ระบุไว้ในมาตรา 228 (2) และ (3) ภายในกำหนดหนึ่งเดือน และศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์และคำคัดค้านไว้โดยชอบ คำสั่งดังกล่าวและวิธีพิจารณาของศาลชั้นต้นย่อมต้องงดไว้

    จำเลยอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนและยื่นคำคัดค้านไว้ด้วย ศาลฎีกาถือว่าเป็นการอุทธรณ์คำสั่งตามมาตรา 228 (2) และ (3) จึงทำให้คำสั่งดังกล่าวและวิธีพิจารณาที่เกี่ยวข้องต้องงดไว้ในระหว่างอุทธรณ์

  2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3748/2565 (2022)

    คำสั่งเพิกถอนการรับคำร้องไว้ไต่สวนมิใช่คำสั่งที่ไม่รับหรือคืนคำคู่ความตามมาตรา 18 ที่จะอุทธรณ์ได้ตามมาตรา 228 หากแต่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 226 (1) ต้องทำคำโต้แย้งไว้จึงจะสงวนสิทธิอุทธรณ์

    ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งรับคำร้องของผู้ร้องที่เคยรับไว้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามิใช่คำสั่งไม่รับหรือคืนคำคู่ความตามมาตรา 18 ที่อุทธรณ์ได้ตามมาตรา 228 แต่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ต้องห้ามตามมาตรา 226 (1) ต้องทำคำโต้แย้งไว้ตามมาตรา 226 (2)

  3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4474/2558 (2015)

    คำสั่งยกคำร้องซึ่งไม่ทำให้คดีเสร็จไปเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา และมิใช่คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 227, 228 จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในระหว่างพิจารณาตามมาตรา 226 (1)

    ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่และยกคำร้องขอเฉลี่ย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา มิใช่คำสั่งตามมาตรา 227 หรือ 228 จึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 226 (1) และการที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยจึงไม่ชอบ

คำพิพากษาที่คัดเลือกการพิจารณาคดีจากเทคโนโลยีศาลฎีกาคำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา

เลย

คำสั่งระหว่างพิจารณาใดที่อุทธรณ์ได้ก่อนมีคำพิพากษา

มาตรา 228 ให้อุทธรณ์คำสั่งสามประเภท คือ คำสั่งกักขัง ปรับ จำขัง คำสั่งเกี่ยวกับคำขอคุ้มครองประโยชน์หรือการบังคับคดี และคำสั่งตามมาตรา 18 หรือมาตรา 24 ที่ทำให้คดีเสร็จเพียงบางประเด็น ภายในหนึ่งเดือนนับแต่มีคำสั่ง

การอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาทำให้การพิจารณาหยุดหรือไม่

ไม่หยุดโดยอัตโนมัติ ศาลดำเนินคดีต่อไปและมีคำพิพากษา เฉพาะคำสั่งตามอนุมาตรา (3) เท่านั้นที่ศาลอุทธรณ์อาจสั่งให้ศาลล่างงดการพิจารณาได้ หากการกลับคำสั่งจะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือประเด็นที่ยังไม่ได้วินิจฉัย

ถ้าไม่อุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาในตอนนี้จะเป็นอย่างไร

ไม่เสียสิทธิ ตามมาตรา 228 ประกอบมาตรา 223 ยังยกขึ้นอุทธรณ์เมื่อศาลพิพากษาคดีแล้วได้ หากคำสั่งนั้นเป็นคำสั่งที่อุทธรณ์ได้ตามมาตรานี้

ผู้จัดการฝ่ายบน ThaiLawOnline

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนที่จะนำไปใช้กับการดำเนินคดีจริง

เลื่อนขึ้น