ตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา · ใบอนุญาตทนายความเลขที่ 3149/2556 +66 87 225 1340 (EN/FR) +66 87 414 9288 (TH) WhatsApp

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 242: วิธีที่ศาลอุทธรณ์ชี้ขาดตัดสินอุทธรณ์

ตัวบทกฎหมาย

เมื่อศาลอุทธรณ์ได้ตรวจสำนวนความและฟังคู่ความทั้งปวง หรือสืบพยานต่อไปดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๔๐ เสร็จแล้ว ให้ศาลอุทธรณ์ชี้ขาดตัดสินอุทธรณ์โดยประการใดประการหนึ่งในสี่ประการนี้
(๑) ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่า อุทธรณ์นั้นต้องห้ามตามกฎหมาย ก็ให้ยกอุทธรณ์นั้นเสียโดยไม่ต้องวินิจฉัยในประเด็นแห่งอุทธรณ์
(๒) ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นถูกต้อง ไม่ว่าโดยเหตุเดียวกันหรือเหตุอื่น ก็ให้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นนั้น
(๓) ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำชี้ขาดของศาลชั้นต้นไม่ถูกต้อง ให้กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเสีย และพิพากษาในปัญหาเหล่านั้นใหม่
(๔) ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นถูกแต่บางส่วน และผิดบางส่วน ก็ให้แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นไปตามนั้น โดยพิพากษายืนบางส่วน กลับบางส่วน และมีคำพิพากษาใหม่แทนส่วนที่กลับนั้น

คำแปลภาษาอังกฤษ

เมื่อศาลอุทธรณ์ได้ตรวจสำนวนความและฟังคู่ความทั้งปวง หรือสืบพยานต่อไปดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๔๐ เสร็จแล้ว ให้ศาลอุทธรณ์ชี้ขาดตัดสินอุทธรณ์โดยประการใดประการหนึ่งในสี่ประการนี้
(๑) ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่า อุทธรณ์นั้นต้องห้ามตามกฎหมาย ก็ให้ยกอุทธรณ์นั้นเสียโดยไม่ต้องวินิจฉัยในประเด็นแห่งอุทธรณ์
(๒) ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นถูกต้อง ไม่ว่าโดยเหตุเดียวกันหรือเหตุอื่น ก็ให้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นนั้น
(๓) ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำชี้ขาดของศาลชั้นต้นไม่ถูกต้อง ให้กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเสีย และพิพากษาในปัญหาเหล่านั้นใหม่
(๔) ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นถูกแต่บางส่วน และผิดบางส่วน ก็ให้แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นไปตามนั้น โดยพิพากษายืนบางส่วน กลับบางส่วน และมีคำพิพากษาใหม่แทนส่วนที่กลับนั้น

คำแปลนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบโดยสำนักงาน โปรดอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก

หมายเหตุของสำนักงาน

มาตรานี้กำหนดกรอบการชี้ขาดของศาลอุทธรณ์ให้มีเพียง 4 ประการเมื่อตรวจสำนวนและดำเนินการตามมาตรา 240 เสร็จแล้ว อนุมาตรา (1) ให้ยกอุทธรณ์ที่ต้องห้ามได้โดยไม่ต้องวินิจฉัยเนื้อหา ส่วน (2) ถึง (4) คือการพิพากษายืน กลับ และแก้ อนุมาตรา (2) ยังชี้ว่าอาจยืนตามผลของศาลชั้นต้นได้แม้ด้วยเหตุผลทางกฎหมายที่ต่างออกไป และโดยมาตรา 252 กรอบนี้ยังใช้กับการชี้ขาดฎีกาของศาลฎีกาด้วย

ความสำคัญในทางปฏิบัติ

สำหรับคู่ความ ข้อสำคัญคืออุทธรณ์ไม่ได้เข้าสู่การวินิจฉัยเนื้อหาทุกเรื่อง อุทธรณ์ที่ต้องห้ามตามกฎหมาย เช่น อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้าม จะถูกยกตามอนุมาตรา (1) ทันที นอกจากนี้ผลอาจออกมาเป็นชนะบางส่วน โดยศาลอุทธรณ์ยืนบางส่วนและกลับบางส่วนได้ หากกำลังพิจารณาจะอุทธรณ์ ควรศึกษาสิ่งที่ควรรู้ก่อนขึ้นศาลไว้ประกอบ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้

  1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4479/2565 (2022)

    อุทธรณ์หรือฎีกาที่ต้องห้ามตามกฎหมายต้องถูกยกโดยไม่วินิจฉัยเนื้อหา และอำนาจตามมาตรา 242 (1) นี้ใช้ในชั้นฎีกาได้โดยผ่านมาตรา 252

    เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่าจำเลยกระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่น ข้อเท็จจริงย่อมถึงที่สุด จำเลยฎีกาไม่ได้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกายกฎีกาโดยไม่วินิจฉัยเนื้อหา ตามมาตรา 242 (1) ประกอบมาตรา 252

  2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11102/2558 (2015)

    เมื่ออุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้าม การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์นั้นแทนที่จะยก ย่อมไม่ชอบด้วยมาตรา 242 (1)

    อุทธรณ์ของจำเลยเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้าม การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยจึงไม่ชอบด้วยมาตรา 242 (1) ศาลฎีกายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

  3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7788/2560 (2017)

    เมื่อคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยไว้ชัดเจน แต่มิได้พิพากษาในตอนท้ายว่ายก ยืน กลับ หรือแก้ ตามมาตรา 242 คำพิพากษานั้นหาเสียไปไม่ แต่ถือว่าเป็นกรณีผิดหลงเล็กน้อยหรือผิดพลาดเล็กน้อยตามมาตรา 143 วรรคหนึ่ง และพอแปลได้ตามเหตุผลที่ให้ไว้ ซึ่งคดีนี้พอแปลได้ว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

    ภายหลังจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้ถอนการยึดแต่ศาลยกคำร้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนโดยอ้างว่าคำร้องของจำเลยไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงคดี ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยไว้แต่มิได้พิพากษาในตอนท้ายว่ายก ยืน กลับ หรือแก้ ตามมาตรา 242 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นกรณีผิดหลงเล็กน้อยตามมาตรา 143 วรรคหนึ่ง และพอแปลได้ว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ส่วนเนื้อหานั้น กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 296 วรรคสองและวรรคหก (เดิม) ประกอบมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง (เดิม) เพราะคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิใช่คำร้องคัดค้านการขายทอดตลาด และแม้จำเลยทั้งสี่เคยยื่นคัดค้านการขายทอดตลาดซึ่งคดีถึงที่สุดเมื่อเดือนธันวาคม 2557 โจทก์ก็มิได้ร้องขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนภายใน 30 วัน หากโจทก์เห็นว่าเสียหายก็ชอบที่จะฟ้องเป็นคดีใหม่

คำพิพากษาที่คัดสรรและตรวจสอบเลขคดีจากฐานข้อมูลศาลฎีกา คำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา

มีคำพิพากษาศาลฎีกาอ้างถึงมาตรานี้ 42 คดี (พ.ศ. 2492 ถึง 2565)

ตัวอย่างคำพิพากษาที่อ้างถึง

  • คำพิพากษาฎีกาที่ 4479/2565 (2022)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 7788/2560 (2017)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 11102/2558 (2015)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 2476/2554 (2011)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 38/2549 (2006)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 4917-4918/2549 (2006)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 755/2545 (2002)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 5081/2537 (1994)

รายการนี้คัดเลือกโดยระบบ โดยให้น้ำหนักกับคำพิพากษาที่ยกมาตรานี้ขึ้นวินิจฉัย มากกว่าคำพิพากษาที่เพียงอ้างถึงตอนพิพากษาลงโทษ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยสำนักงาน

มักถูกอ้างถึงพร้อมกับ

มาตราที่ปรากฏร่วมกับมาตรานี้บ่อยที่สุดในคำพิพากษาเดียวกัน ตัวเลขคือจำนวนคดี

นับจากฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกาของสำนักงาน ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2569 จำนวน 83,652 คดี (พ.ศ. 2464 ถึง 2569) จำนวนคดีนับครบถ้วน ส่วนช่วงปีที่แสดงได้ตัดปีที่มีคดีน้อยผิดปกติออก เพื่อให้สะท้อนช่วงเวลาที่มีการอ้างถึงจริง ตัวเลขนี้คำนวณโดยสำนักงานเอง ไม่ใช่สถิติทางการของศาล วิธีการนับและตรวจสอบ

คำถามที่พบบ่อย

ศาลอุทธรณ์ตัดสินอุทธรณ์ได้กี่แบบ

ตามมาตรา 242 มี 4 แบบ คือ ยกอุทธรณ์ที่ต้องห้ามโดยไม่วินิจฉัยเนื้อหา พิพากษายืน กลับคำพิพากษา หรือแก้คำพิพากษาโดยยืนบางส่วนกลับบางส่วน

ศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้นด้วยเหตุผลอื่นได้หรือไม่

ได้ มาตรา 242 (2) ให้พิพากษายืนได้ไม่ว่าด้วยเหตุเดียวกับศาลชั้นต้นหรือด้วยเหตุอื่น

อุทธรณ์ที่ต้องห้ามตามกฎหมายจะเป็นอย่างไร

ศาลอุทธรณ์จะยกอุทธรณ์นั้นตามมาตรา 242 (1) โดยไม่วินิจฉัยประเด็น เช่น อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่กฎหมายห้าม

คู่มือที่เกี่ยวข้องบน ThaiLawOnline

วิธีอ้างอิงมาตรานี้

  • อ้างอิงแบบทั่วไป ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242
  • อ้างอิงแบบวิชาการ Civil Procedure Code (Thailand), s. 242. ThaiLawOnline, https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-242/ (accessed 13 ตุลาคม 2026).
  • อ้างอิงแบบไทย ป.วิ.พ. มาตรา 242
  • ลิงก์ถาวร https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-242/
  • โค้ดสำหรับฝังในเว็บอื่น <blockquote cite="https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-242/"><p>เมื่อศาลอุทธรณ์ได้ตรวจสำนวนความและฟังคู่ความทั้งปวง หรือสืบพยานต่อไปดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๔๐ เสร็จแล้ว ให้ศาลอุทธรณ์ชี้ขาดตัดสินอุทธรณ์โดยประการใดประการหนึ่งในสี่ประการนี้ (๑) ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่า อุทธรณ์นั้นต้องห้ามตามกฎหมาย ก็ให้ยกอุทธรณ์นั้นเสียโดยไม่ต้องวินิจฉัยในประเด็นแห่งอุทธรณ์ (๒) ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นถูกต้อง ไม่ว่าโดยเหตุเดียวกันหรือเหตุอื่น ก็ให้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นนั้น (๓) ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำชี้ขาดของศาลชั้นต้นไม่ถูกต้อง ให้กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเสีย และพิพากษาในปัญหาเหล่านั้นใหม่ (๔) ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นถูกแต่บางส่วน และผิดบางส่วน ก็ให้แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นไปตามนั้น โดยพิพากษายืนบางส่วน กลับบางส่วน และมีคำพิพากษาใหม่แทนส่วนที่กลับนั้น</p><footer>ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242 <a href="https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-242/">ไทยลอว์ออนไลน์</a></footer></blockquote>

ตัวบทภาษาไทยเป็นฉบับที่ใช้บังคับ คำแปลภาษาอังกฤษเป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการโดย ThaiLawOnline เผยแพร่ให้นำไปใช้ต่อได้โดยอ้างที่มา

เนื้อหานี้จัดทำเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนนำไปใช้กับกรณีจริง

เลื่อนขึ้น
WhatsApp LINE โทร จอง