ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 242: วิธีที่ศาลอุทธรณ์ชี้ขาดตัดสินอุทธรณ์
ตัวบทกฎหมาย
เมื่อศาลอุทธรณ์ได้ตรวจสำนวนความและฟังคู่ความทั้งปวง หรือสืบพยานต่อไปดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๔๐ เสร็จแล้ว ให้ศาลอุทธรณ์ชี้ขาดตัดสินอุทธรณ์โดยประการใดประการหนึ่งในสี่ประการนี้
(๑) ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่า อุทธรณ์นั้นต้องห้ามตามกฎหมาย ก็ให้ยกอุทธรณ์นั้นเสียโดยไม่ต้องวินิจฉัยในประเด็นแห่งอุทธรณ์
(๒) ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นถูกต้อง ไม่ว่าโดยเหตุเดียวกันหรือเหตุอื่น ก็ให้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นนั้น
(๓) ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำชี้ขาดของศาลชั้นต้นไม่ถูกต้อง ให้กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเสีย และพิพากษาในปัญหาเหล่านั้นใหม่
(๔) ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นถูกแต่บางส่วน และผิดบางส่วน ก็ให้แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นไปตามนั้น โดยพิพากษายืนบางส่วน กลับบางส่วน และมีคำพิพากษาใหม่แทนส่วนที่กลับนั้น
คำแปลภาษาอังกฤษ
เมื่อศาลอุทธรณ์ได้ตรวจสำนวนความและฟังคู่ความทั้งปวง หรือสืบพยานต่อไปดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๔๐ เสร็จแล้ว ให้ศาลอุทธรณ์ชี้ขาดตัดสินอุทธรณ์โดยประการใดประการหนึ่งในสี่ประการนี้
(๑) ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่า อุทธรณ์นั้นต้องห้ามตามกฎหมาย ก็ให้ยกอุทธรณ์นั้นเสียโดยไม่ต้องวินิจฉัยในประเด็นแห่งอุทธรณ์
(๒) ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นถูกต้อง ไม่ว่าโดยเหตุเดียวกันหรือเหตุอื่น ก็ให้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นนั้น
(๓) ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำชี้ขาดของศาลชั้นต้นไม่ถูกต้อง ให้กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเสีย และพิพากษาในปัญหาเหล่านั้นใหม่
(๔) ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นถูกแต่บางส่วน และผิดบางส่วน ก็ให้แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นไปตามนั้น โดยพิพากษายืนบางส่วน กลับบางส่วน และมีคำพิพากษาใหม่แทนส่วนที่กลับนั้น
คำแปลนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบโดยสำนักงาน โปรดอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก
หมายเหตุของสำนักงาน
มาตรานี้กำหนดกรอบการชี้ขาดของศาลอุทธรณ์ให้มีเพียง 4 ประการเมื่อตรวจสำนวนและดำเนินการตามมาตรา 240 เสร็จแล้ว อนุมาตรา (1) ให้ยกอุทธรณ์ที่ต้องห้ามได้โดยไม่ต้องวินิจฉัยเนื้อหา ส่วน (2) ถึง (4) คือการพิพากษายืน กลับ และแก้ อนุมาตรา (2) ยังชี้ว่าอาจยืนตามผลของศาลชั้นต้นได้แม้ด้วยเหตุผลทางกฎหมายที่ต่างออกไป และโดยมาตรา 252 กรอบนี้ยังใช้กับการชี้ขาดฎีกาของศาลฎีกาด้วย
ความสำคัญในทางปฏิบัติ
สำหรับคู่ความ ข้อสำคัญคืออุทธรณ์ไม่ได้เข้าสู่การวินิจฉัยเนื้อหาทุกเรื่อง อุทธรณ์ที่ต้องห้ามตามกฎหมาย เช่น อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้าม จะถูกยกตามอนุมาตรา (1) ทันที นอกจากนี้ผลอาจออกมาเป็นชนะบางส่วน โดยศาลอุทธรณ์ยืนบางส่วนและกลับบางส่วนได้ หากกำลังพิจารณาจะอุทธรณ์ ควรศึกษาสิ่งที่ควรรู้ก่อนขึ้นศาลไว้ประกอบ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4479/2565 (2022)
อุทธรณ์หรือฎีกาที่ต้องห้ามตามกฎหมายต้องถูกยกโดยไม่วินิจฉัยเนื้อหา และอำนาจตามมาตรา 242 (1) นี้ใช้ในชั้นฎีกาได้โดยผ่านมาตรา 252
เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่าจำเลยกระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่น ข้อเท็จจริงย่อมถึงที่สุด จำเลยฎีกาไม่ได้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกายกฎีกาโดยไม่วินิจฉัยเนื้อหา ตามมาตรา 242 (1) ประกอบมาตรา 252
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11102/2558 (2015)
เมื่ออุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้าม การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์นั้นแทนที่จะยก ย่อมไม่ชอบด้วยมาตรา 242 (1)
อุทธรณ์ของจำเลยเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้าม การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยจึงไม่ชอบด้วยมาตรา 242 (1) ศาลฎีกายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7788/2560 (2017)
เมื่อคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยไว้ชัดเจน แต่มิได้พิพากษาในตอนท้ายว่ายก ยืน กลับ หรือแก้ ตามมาตรา 242 คำพิพากษานั้นหาเสียไปไม่ แต่ถือว่าเป็นกรณีผิดหลงเล็กน้อยหรือผิดพลาดเล็กน้อยตามมาตรา 143 วรรคหนึ่ง และพอแปลได้ตามเหตุผลที่ให้ไว้ ซึ่งคดีนี้พอแปลได้ว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ภายหลังจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้ถอนการยึดแต่ศาลยกคำร้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนโดยอ้างว่าคำร้องของจำเลยไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงคดี ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยไว้แต่มิได้พิพากษาในตอนท้ายว่ายก ยืน กลับ หรือแก้ ตามมาตรา 242 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นกรณีผิดหลงเล็กน้อยตามมาตรา 143 วรรคหนึ่ง และพอแปลได้ว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ส่วนเนื้อหานั้น กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 296 วรรคสองและวรรคหก (เดิม) ประกอบมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง (เดิม) เพราะคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิใช่คำร้องคัดค้านการขายทอดตลาด และแม้จำเลยทั้งสี่เคยยื่นคัดค้านการขายทอดตลาดซึ่งคดีถึงที่สุดเมื่อเดือนธันวาคม 2557 โจทก์ก็มิได้ร้องขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนภายใน 30 วัน หากโจทก์เห็นว่าเสียหายก็ชอบที่จะฟ้องเป็นคดีใหม่
คำพิพากษาที่คัดสรรและตรวจสอบเลขคดีจากฐานข้อมูลศาลฎีกา คำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา
มีคำพิพากษาศาลฎีกาอ้างถึงมาตรานี้ 42 คดี (พ.ศ. 2492 ถึง 2565)
ตัวอย่างคำพิพากษาที่อ้างถึง
- คำพิพากษาฎีกาที่ 4479/2565 (2022)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 7788/2560 (2017)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 11102/2558 (2015)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 2476/2554 (2011)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 38/2549 (2006)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 4917-4918/2549 (2006)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 755/2545 (2002)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 5081/2537 (1994)
รายการนี้คัดเลือกโดยระบบ โดยให้น้ำหนักกับคำพิพากษาที่ยกมาตรานี้ขึ้นวินิจฉัย มากกว่าคำพิพากษาที่เพียงอ้างถึงตอนพิพากษาลงโทษ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยสำนักงาน
มักถูกอ้างถึงพร้อมกับ
มาตราที่ปรากฏร่วมกับมาตรานี้บ่อยที่สุดในคำพิพากษาเดียวกัน ตัวเลขคือจำนวนคดี
นับจากฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกาของสำนักงาน ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2569 จำนวน 83,652 คดี (พ.ศ. 2464 ถึง 2569) จำนวนคดีนับครบถ้วน ส่วนช่วงปีที่แสดงได้ตัดปีที่มีคดีน้อยผิดปกติออก เพื่อให้สะท้อนช่วงเวลาที่มีการอ้างถึงจริง ตัวเลขนี้คำนวณโดยสำนักงานเอง ไม่ใช่สถิติทางการของศาล วิธีการนับและตรวจสอบ
คำถามที่พบบ่อย
ศาลอุทธรณ์ตัดสินอุทธรณ์ได้กี่แบบ
ตามมาตรา 242 มี 4 แบบ คือ ยกอุทธรณ์ที่ต้องห้ามโดยไม่วินิจฉัยเนื้อหา พิพากษายืน กลับคำพิพากษา หรือแก้คำพิพากษาโดยยืนบางส่วนกลับบางส่วน
ศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้นด้วยเหตุผลอื่นได้หรือไม่
ได้ มาตรา 242 (2) ให้พิพากษายืนได้ไม่ว่าด้วยเหตุเดียวกับศาลชั้นต้นหรือด้วยเหตุอื่น
อุทธรณ์ที่ต้องห้ามตามกฎหมายจะเป็นอย่างไร
ศาลอุทธรณ์จะยกอุทธรณ์นั้นตามมาตรา 242 (1) โดยไม่วินิจฉัยประเด็น เช่น อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่กฎหมายห้าม
คู่มือที่เกี่ยวข้องบน ThaiLawOnline
วิธีอ้างอิงมาตรานี้
-
อ้างอิงแบบทั่วไป
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242 -
อ้างอิงแบบวิชาการ
Civil Procedure Code (Thailand), s. 242. ThaiLawOnline, https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-242/ (accessed 13 ตุลาคม 2026). -
อ้างอิงแบบไทย
ป.วิ.พ. มาตรา 242 -
ลิงก์ถาวร
https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-242/ -
โค้ดสำหรับฝังในเว็บอื่น
<blockquote cite="https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-242/"><p>เมื่อศาลอุทธรณ์ได้ตรวจสำนวนความและฟังคู่ความทั้งปวง หรือสืบพยานต่อไปดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๔๐ เสร็จแล้ว ให้ศาลอุทธรณ์ชี้ขาดตัดสินอุทธรณ์โดยประการใดประการหนึ่งในสี่ประการนี้ (๑) ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่า อุทธรณ์นั้นต้องห้ามตามกฎหมาย ก็ให้ยกอุทธรณ์นั้นเสียโดยไม่ต้องวินิจฉัยในประเด็นแห่งอุทธรณ์ (๒) ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นถูกต้อง ไม่ว่าโดยเหตุเดียวกันหรือเหตุอื่น ก็ให้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นนั้น (๓) ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำชี้ขาดของศาลชั้นต้นไม่ถูกต้อง ให้กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเสีย และพิพากษาในปัญหาเหล่านั้นใหม่ (๔) ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นถูกแต่บางส่วน และผิดบางส่วน ก็ให้แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นไปตามนั้น โดยพิพากษายืนบางส่วน กลับบางส่วน และมีคำพิพากษาใหม่แทนส่วนที่กลับนั้น</p><footer>ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242 <a href="https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-242/">ไทยลอว์ออนไลน์</a></footer></blockquote>
ตัวบทภาษาไทยเป็นฉบับที่ใช้บังคับ คำแปลภาษาอังกฤษเป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการโดย ThaiLawOnline เผยแพร่ให้นำไปใช้ต่อได้โดยอ้างที่มา