ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 59: การเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม
ตัวบทกฎหมาย
บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป อาจเป็นคู่ความในคดีเดียวกันได้ โดยเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม ถ้าหากปรากฏว่าบุคคลเหล่านั้นมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี แต่ห้ามมิให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกัน เว้นแต่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ หรือได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ดังนั้นโดยชัดแจ้ง ในกรณีเช่นนี้ ให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกันเพียงเท่าที่จะกล่าวต่อไปนี้
(๑) บรรดากระบวนพิจารณาซึ่งได้ทำโดย หรือทำต่อคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้นให้ถือว่าได้ทำโดย หรือทำต่อ คู่ความร่วมคนอื่น ๆ ด้วย เว้นแต่กระบวนพิจารณาที่คู่ความร่วมคนหนึ่งกระทำไปเป็นที่เสื่อมเสียแก่คู่ความร่วมคนอื่น ๆ
(๒) การเลื่อนคดีหรือการงดพิจารณาคดีซึ่งเกี่ยวกับคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้น ให้ใช้ถึงคู่ความร่วมคนอื่น ๆ ด้วย
คำแปลภาษาอังกฤษ
บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป อาจเป็นคู่ความในคดีเดียวกันได้ โดยเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม ถ้าหากปรากฏว่าบุคคลเหล่านั้นมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี แต่ห้ามมิให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกัน เว้นแต่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ หรือได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ดังนั้นโดยชัดแจ้ง ในกรณีเช่นนี้ ให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกันเพียงเท่าที่จะกล่าวต่อไปนี้ (๑) บรรดากระบวนพิจารณาซึ่งได้ทำโดย หรือทำต่อคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้นให้ถือว่าได้ทำโดย หรือทำต่อ คู่ความร่วมคนอื่น ๆ ด้วย เว้นแต่กระบวนพิจารณาที่คู่ความร่วมคนหนึ่งกระทำไปเป็นที่เสื่อมเสียแก่คู่ความร่วมคนอื่น ๆ (๒) การเลื่อนคดีหรือการงดพิจารณาคดีซึ่งเกี่ยวกับคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้น ให้ใช้ถึงคู่ความร่วมคนอื่น ๆ ด้วย
คำแปลนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบโดยสำนักงาน โปรดอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก
หมายเหตุของสำนักงาน
มาตรา 59 กำหนดเรื่องการรวมคู่ความ บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปอาจเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วมได้เมื่อมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี หลักคือความเป็นอิสระ กล่าวคือ คู่ความร่วมไม่ถือว่าแทนกัน ต่างต้องรับผลตามการกระทำของตน ข้อยกเว้นซึ่งมีน้ำหนักในทางปฏิบัติเกิดเมื่อหนี้เป็นการชำระหนี้ที่แบ่งแยกมิได้ หรือมีกฎหมายบัญญัติให้แทนกันโดยชัดแจ้ง เมื่อนั้นมีผล 2 ประการ ตาม (1) กระบวนพิจารณาที่ทำโดยหรือต่อคู่ความร่วมคนหนึ่งย่อมผูกพันคนอื่น เว้นแต่เป็นที่เสื่อมเสียแก่คนอื่น และตาม (2) การเลื่อนคดีหรืองดพิจารณาของคนหนึ่งใช้ถึงคนอื่นด้วย บทนี้เกี่ยวพันใกล้ชิดกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหนี้ร่วม และศาลอ่านประกอบมาตรา 295 เพื่อแยกผลที่เป็นการเฉพาะตัวลูกหนี้คนหนึ่งออกจากผลที่มีร่วมกัน
ความสำคัญในทางปฏิบัติ
สำหรับลูกหนี้ร่วม มาตรานี้อาจชี้ขาดผลคดี เมื่อหนี้แบ่งแยกมิได้ ข้อต่อสู้เช่นอายุความที่จำเลยร่วมคนหนึ่งยกขึ้น ถือว่าคนอื่นยกขึ้นด้วย จำเลยที่ต่อสู้เพียงคนเดียวจึงอาจคุ้มครองทั้งกลุ่มได้ แต่ผลที่เป็นคุณไม่ได้ใช้ถึงกันเสมอไป และการที่ลูกหนี้คนหนึ่งชำระหนี้บางส่วนอาจทำให้อายุความสะดุดหยุดลงเฉพาะลูกหนี้คนนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อท่านฟ้องหรือถูกฟ้องร่วมกับผู้อื่น ควรตกลงแต่เนิ่น ๆ ว่าใครนำการต่อสู้คดีและประสานงานกัน เพราะกระบวนพิจารณาที่เสื่อมเสียซึ่งคนหนึ่งกระทำไม่ผูกพันคนอื่น หากท่านไล่เบี้ยลูกหนี้หลายคนพร้อมกัน ทีมงานสามารถวางรูปคดีให้การรวมคู่ความและความแบ่งแยกมิได้เป็นประโยชน์แก่ท่าน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2033/2567 (2024)
เมื่อจำเลยเป็นลูกหนี้ร่วมในมูลหนี้ที่แบ่งแยกมิได้ การที่จำเลยคนหนึ่งยกอายุความขึ้นต่อสู้ ถือได้ว่าจำเลยอีกคนยกอายุความขึ้นต่อสู้แล้วตามมาตรา 59 (1) แต่การที่ลูกหนี้คนหนึ่งชำระหนี้บางส่วน อันเป็นเรื่องเฉพาะตัวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 295 ย่อมทำให้อายุความสะดุดหยุดลงเฉพาะลูกหนี้คนนั้น
จำเลยทั้งสองเป็นลูกหนี้ร่วมในมูลหนี้ที่แบ่งแยกจากกันมิได้ ศาลฎีกาเห็นว่าการที่จำเลยที่ 2 ยกอายุความขึ้นต่อสู้ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ยกอายุความขึ้นต่อสู้แล้วตามมาตรา 59 (1) แต่การที่จำเลยที่ 2 ชำระหนี้บางส่วนทำให้อายุความสะดุดหยุดลงเฉพาะจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 295 หามีผลถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมไม่
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1478/2565 (2022)
ผู้ที่มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีที่เป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกมิได้ เป็นคู่ความร่วมที่ถือว่าแทนซึ่งกันและกันเพียงเท่าที่บัญญัติไว้ในมาตรา 59 รวมถึงกระบวนพิจารณาที่ทำโดยหรือต่อคนหนึ่งให้ถือว่าทำโดยหรือต่อคนอื่นด้วย
จำเลยให้การและฟ้องแย้งและหมายเรียกขอให้บังคับโจทก์และโจทก์ร่วมโอนที่ดินหลายแปลงคืน ศาลฎีกาถือว่าโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นผู้มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีที่เป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกมิได้ และปรับด้วยมาตรา 59 ซึ่งให้คู่ความร่วมถือว่าแทนซึ่งกันและกันเพียงเท่าที่บัญญัติไว้ รวมถึงกระบวนพิจารณาที่ทำโดยหรือต่อคนหนึ่งให้ถือว่าทำโดยหรือต่อคนอื่นด้วย
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5467/2560 (2017)
ในกรณีที่สิทธิเรียกร้องเป็นสิทธิอันเดียวกันซึ่งแบ่งแยกมิได้ การที่จำเลยร่วมบางคนยกอายุความขึ้นต่อสู้ ถือได้ว่าจำเลยร่วมคนอื่นยกอายุความขึ้นต่อสู้แล้วเช่นกันตามมาตรา 59 (1)
สิทธิเรียกร้องของโจทก์ต่อจำเลยทุกคนที่เกี่ยวข้องในการอำนวยสินเชื่อแก่ลูกค้ารายเดียวกันเป็นสิทธิอันเดียวกัน ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อจำเลยบางคนยกอายุความขึ้นต่อสู้ ถือได้ว่าจำเลยคนอื่นยกอายุความขึ้นต่อสู้แล้วตามมาตรา 59 (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความทั้งหมด
คำพิพากษาที่คัดสรรและตรวจสอบเลขคดีจากฐานข้อมูลศาลฎีกา คำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา
มีคำพิพากษาศาลฎีกาอ้างถึงมาตรานี้ 78 คดี (พ.ศ. 2496 ถึง 2567)
ตัวอย่างคำพิพากษาที่อ้างถึง
- คำพิพากษาฎีกาที่ 2033/2567 (2024)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 1478/2565 (2022)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 5315/2563 (2020)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 1942-1943/2563 (2020)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 5467/2560 (2017)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 1191/2560 (2017)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 6140/2559 (2016)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 15078/2556 (2013)
รายการนี้คัดเลือกโดยระบบ โดยให้น้ำหนักกับคำพิพากษาที่ยกมาตรานี้ขึ้นวินิจฉัย มากกว่าคำพิพากษาที่เพียงอ้างถึงตอนพิพากษาลงโทษ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยสำนักงาน
มักถูกอ้างถึงพร้อมกับ
มาตราที่ปรากฏร่วมกับมาตรานี้บ่อยที่สุดในคำพิพากษาเดียวกัน ตัวเลขคือจำนวนคดี
นับจากฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกาของสำนักงาน ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2569 จำนวน 83,652 คดี (พ.ศ. 2464 ถึง 2569) จำนวนคดีนับครบถ้วน ส่วนช่วงปีที่แสดงได้ตัดปีที่มีคดีน้อยผิดปกติออก เพื่อให้สะท้อนช่วงเวลาที่มีการอ้างถึงจริง ตัวเลขนี้คำนวณโดยสำนักงานเอง ไม่ใช่สถิติทางการของศาล วิธีการนับและตรวจสอบ
คำถามที่พบบ่อย
เมื่อใดจึงเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วมในคดีเดียวกันได้
ตามมาตรา 59 บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปอาจเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วมได้เมื่อมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี โดยปกติต่างคนต่างดำเนินคดีและไม่ถือว่าแทนซึ่งกันและกัน
ถ้าลูกหนี้ร่วมคนหนึ่งยกข้อต่อสู้ จะมีผลถึงคนอื่นหรือไม่
อาจมีผล เมื่อหนี้แบ่งแยกมิได้ มาตรา 59 (1) ถือว่าการยกข้อต่อสู้เช่นอายุความของจำเลยร่วมคนหนึ่งเป็นการยกขึ้นของคนอื่นด้วย เว้นแต่เป็นที่เสื่อมเสียแก่คนอื่น ทั้งนี้ผลที่เป็นคุณไม่ได้ใช้ถึงกันเสมอไป จึงควรตรวจสอบสถานะของลูกหนี้แต่ละคน
คู่มือที่เกี่ยวข้องบน ThaiLawOnline
วิธีอ้างอิงมาตรานี้
-
อ้างอิงแบบทั่วไป
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 -
อ้างอิงแบบวิชาการ
Civil Procedure Code (Thailand), s. 59. ThaiLawOnline, https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-59/ (accessed 13 ตุลาคม 2026). -
อ้างอิงแบบไทย
ป.วิ.พ. มาตรา 59 -
ลิงก์ถาวร
https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-59/ -
โค้ดสำหรับฝังในเว็บอื่น
<blockquote cite="https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-59/"><p>บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป อาจเป็นคู่ความในคดีเดียวกันได้ โดยเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม ถ้าหากปรากฏว่าบุคคลเหล่านั้นมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี แต่ห้ามมิให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกัน เว้นแต่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ หรือได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ดังนั้นโดยชัดแจ้ง ในกรณีเช่นนี้ ให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกันเพียงเท่าที่จะกล่าวต่อไปนี้ (๑) บรรดากระบวนพิจารณาซึ่งได้ทำโดย หรือทำต่อคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้นให้ถือว่าได้ทำโดย หรือทำต่อ คู่ความร่วมคนอื่น ๆ ด้วย เว้นแต่กระบวนพิจารณาที่คู่ความร่วมคนหนึ่งกระทำไปเป็นที่เสื่อมเสียแก่คู่ความร่วมคนอื่น ๆ (๒) การเลื่อนคดีหรือการงดพิจารณาคดีซึ่งเกี่ยวกับคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้น ให้ใช้ถึงคู่ความร่วมคนอื่น ๆ ด้วย</p><footer>ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 <a href="https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-59/">ไทยลอว์ออนไลน์</a></footer></blockquote>
ตัวบทภาษาไทยเป็นฉบับที่ใช้บังคับ คำแปลภาษาอังกฤษเป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการโดย ThaiLawOnline เผยแพร่ให้นำไปใช้ต่อได้โดยอ้างที่มา