ตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา · ใบอนุญาตทนายความเลขที่ 3149/2556 +66 87 225 1340 (EN/FR) +66 87 414 9288 (TH) WhatsApp

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 249: การบังคับคดีส่วนแพ่งตามคำพิพากษาอาญา

ตัวบทกฎหมาย

คำพิพากษาหรือคำสั่งให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์สิน ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าธรรมเนียมนั้น ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

คำแปลภาษาอังกฤษ

คำพิพากษาหรือคำสั่งให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์สิน ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าธรรมเนียมนั้น ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

คำแปลนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบโดยสำนักงาน โปรดอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก

หมายเหตุของสำนักงาน

มาตรา ๒๔๙ เชื่อมระบบบังคับคดีอาญากับแพ่ง แม้คำสั่งเกิดในคดีอาญา แต่ส่วนที่เป็นเงินและการคืนทรัพย์ให้บังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ผู้เสียหายที่ได้รับประโยชน์ตามคำสั่งอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และใช้เครื่องมือบังคับคดีแพ่ง รวมทั้งกำหนดเวลาตาม ป.วิ.พ. ได้ โดยทำงานร่วมกับมาตรา ๔๓ และ ๔๔/๑ ในด้านการเรียกร้อง และ ป.วิ.พ. ในด้านการบังคับ

ความสำคัญในทางปฏิบัติ

สำหรับผู้เสียหายที่มีคำสั่งให้คืนทรัพย์หรือชดใช้ค่าสินไหมจากศาลอาญา มาตรานี้คือวิธีบังคับจริง คือบังคับในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. ยึดและขายทรัพย์ของจำเลย และต้องอยู่ในกำหนดเวลาบังคับคดีของ ป.วิ.พ. โดยการบังคับคดีส่วนแพ่งโดยทั่วไปไม่ต้องรอให้คดีอาญาถึงที่สุดก่อน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้

  1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3447/2558 (2015)

    ในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา กฎหมายให้อำนาจพนักงานอัยการเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายได้ตามมาตรา ๔๓ และเมื่อศาลมีคำสั่งให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์แล้ว ให้ถือว่าผู้เสียหายเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามมาตรา ๕๐ แต่ในส่วนการบังคับคดีส่วนแพ่ง มาตรา ๒๔๙ ยังคงให้นำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับ และตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ บุคคลที่จะถูกบังคับคดีได้ต้องเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล บุคคลภายนอกซึ่งมิได้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา และมิใช่กรณีที่ผลของคำพิพากษาผูกพันบุคคลภายนอกตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๕ จึงถูกบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินไม่ได้ ผู้เสียหายต้องใช้สิทธิทางแพ่งฟ้องบุคคลนั้นเป็นอีกคดีหนึ่ง

    ภายหลังศาลในคดีอาญามีคำสั่งให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ ผู้เสียหายขอบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของมารดาจำเลย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าแม้กฎหมายให้อำนาจพนักงานอัยการเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายตามมาตรา ๔๓ และเมื่อศาลสั่งให้คืนหรือใช้ราคาแล้วให้ถือว่าผู้เสียหายเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามมาตรา ๕๐ ก็ตาม แต่ในส่วนการบังคับคดีส่วนแพ่ง มาตรา ๒๔๙ ยังคงให้นำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับ และตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ บุคคลที่จะถูกบังคับคดีได้ต้องเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา เมื่อมารดาของจำเลยมิได้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา ทั้งไม่เข้ากรณีที่ผลของคำพิพากษาผูกพันบุคคลภายนอกตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๕ ผู้ร้องจึงบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของมารดาจำเลยไม่ได้ ต้องใช้สิทธิทางแพ่งฟ้องให้มารดาจำเลยร่วมรับผิดในมูลละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๒๙ เป็นอีกคดีหนึ่ง คดีนี้มิได้วินิจฉัยปัญหาระยะเวลาบังคับคดีแต่อย่างใด

  2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3659/2556 (2013)

    แม้มาตรา 188 จะบัญญัติว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งมีผลตั้งแต่วันที่ได้อ่านในศาลโดยเปิดเผยเป็นต้นไป แต่คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินแก่โจทก์ร่วมก็ยังไม่มีผลให้โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายบังคับคดีได้ทันที เพราะคำพิพากษาในส่วนเรียกทรัพย์สินหรือราคาที่ยังไม่ได้คืนเนื่องจากการกระทำความผิดเป็นส่วนหนึ่งแห่งคำพิพากษาในคดีอาญาตามมาตรา 44 วรรคสอง ซึ่งการบังคับคดีต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยการบังคับตามคำพิพากษา เมื่อมาตรา 245 วรรคหนึ่ง กำหนดให้คดีต้องถึงที่สุดเสียก่อน ในระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด โจทก์ร่วมจึงยังไม่อาจบังคับคดีในส่วนนั้นเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยได้ การออกหมายบังคับคดีจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

    ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 คืนหรือชดใช้เงินแก่โจทก์ร่วมทั้งสาม และมีการออกหมายบังคับคดีกับยึดที่ดินก่อนคดีถึงที่สุด ศาลชั้นต้นเห็นว่าการบังคับคดีในส่วนเรียกทรัพย์สินหรือราคาต้องเป็นไปตาม ป.วิ.พ. และไม่ต้องรอให้คดีถึงที่สุด ศาลฎีกาพิพากษากลับ โดยวินิจฉัยว่าคำพิพากษาในส่วนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งแห่งคำพิพากษาในคดีอาญาตามมาตรา 44 วรรคสอง การบังคับคดีจึงต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยการบังคับตามคำพิพากษา และมาตรา 245 วรรคหนึ่ง กำหนดให้คดีต้องถึงที่สุดเสียก่อน ในระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด โจทก์ร่วมทั้งสามจึงยังไม่อาจบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ได้ การออกหมายบังคับคดีจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

  3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11216/2555 (2012)

    คดีส่วนแพ่งที่ฟ้องมาพร้อมคดีอาญาย่อมรวมเป็นส่วนหนึ่งของคดีส่วนอาญาดังที่มาตรา 44 วรรคสอง แสดงให้เห็น จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาด้วย เมื่อมาตรา 245 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วให้บังคับคดีโดยไม่ชักช้า ย่อมมีความหมายว่าการบังคับคดีตามคำพิพากษาในคดีอาญาจะกระทำได้ต่อเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ในระหว่างที่คดียังอยู่ในชั้นอุทธรณ์ ผู้เสียหายจึงยังขอให้ออกคำบังคับและหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้

    โจทก์ร่วมขอให้ออกคำบังคับและหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีส่วนแพ่ง ในระหว่างที่จำเลยอุทธรณ์และคดีอยู่ในการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีส่วนแพ่งเป็นส่วนหนึ่งของคดีส่วนอาญาจึงอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และการบังคับคดีจะกระทำได้ต่อเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อคดียังไม่ถึงที่สุด โจทก์ร่วมจึงยังขอให้ออกคำบังคับและหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวจึงชอบแล้ว ส่วนเรื่องการทุเลาการบังคับคดีนั้นเป็นอำนาจเฉพาะของศาลแต่ละชั้น โจทก์ร่วมจะฎีกาคำสั่งดังกล่าวไม่ได้

คำพิพากษาที่คัดสรรและตรวจสอบเลขคดีจากฐานข้อมูลศาลฎีกา คำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา

มีคำพิพากษาศาลฎีกาอ้างถึงมาตรานี้ 31 คดี (พ.ศ. 2483 ถึง 2558)

ตัวอย่างคำพิพากษาที่อ้างถึง

  • คำพิพากษาฎีกาที่ 1958/2549 (2006)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 3722/2548 (2005)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 1207/2540 (1997)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 4734/2539 (1996)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 4053/2532 (1989)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 991/2529 (1986)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 770/2507 (1964)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 1504/2500 (1957)

รายการนี้คัดเลือกโดยระบบ โดยให้น้ำหนักกับคำพิพากษาที่ยกมาตรานี้ขึ้นวินิจฉัย มากกว่าคำพิพากษาที่เพียงอ้างถึงตอนพิพากษาลงโทษ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยสำนักงาน

มักถูกอ้างถึงพร้อมกับ

มาตราที่ปรากฏร่วมกับมาตรานี้บ่อยที่สุดในคำพิพากษาเดียวกัน ตัวเลขคือจำนวนคดี

นับจากฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกาของสำนักงาน ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2569 จำนวน 83,652 คดี (พ.ศ. 2464 ถึง 2569) จำนวนคดีนับครบถ้วน ส่วนช่วงปีที่แสดงได้ตัดปีที่มีคดีน้อยผิดปกติออก เพื่อให้สะท้อนช่วงเวลาที่มีการอ้างถึงจริง ตัวเลขนี้คำนวณโดยสำนักงานเอง ไม่ใช่สถิติทางการของศาล วิธีการนับและตรวจสอบ

คำถามที่พบบ่อย

คำสั่งศาลอาญาให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนบังคับอย่างไร

ตามมาตรา ๒๔๙ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยผู้เสียหายอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและยึดขายทรัพย์ของจำเลยได้

การบังคับคดีส่วนแพ่งต้องรอให้คดีอาญาถึงที่สุดก่อนหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการบังคับให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ตามมาตรา ๒๔๙ เป็นไปตาม ป.วิ.พ. และไม่ต้องรอให้คดีอาญาถึงที่สุดก่อน

คู่มือที่เกี่ยวข้องบน ThaiLawOnline

วิธีอ้างอิงมาตรานี้

  • อ้างอิงแบบทั่วไป ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 249
  • อ้างอิงแบบวิชาการ Criminal Procedure Code (Thailand), s. 249. ThaiLawOnline, https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-249/ (accessed 12 ตุลาคม 2026).
  • อ้างอิงแบบไทย ป.วิ.อ. มาตรา 249
  • ลิงก์ถาวร https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-249/
  • โค้ดสำหรับฝังในเว็บอื่น <blockquote cite="https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-249/"><p>คำพิพากษาหรือคำสั่งให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์สิน ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าธรรมเนียมนั้น ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง</p><footer>ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 249 <a href="https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-249/">ไทยลอว์ออนไลน์</a></footer></blockquote>

ตัวบทภาษาไทยเป็นฉบับที่ใช้บังคับ คำแปลภาษาอังกฤษเป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการโดย ThaiLawOnline เผยแพร่ให้นำไปใช้ต่อได้โดยอ้างที่มา

เนื้อหานี้จัดทำเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนนำไปใช้กับกรณีจริง

เลื่อนขึ้น
WhatsApp LINE โทร จอง