ตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา · ใบอนุญาตทนายความเลขที่ 3149/2556 +66 87 225 1340 (EN/FR) +66 87 414 9288 (TH) WhatsApp

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 7: นิติบุคคลเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลย

ตัวบทกฎหมาย

ในการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณาคดีที่นิติบุคคลเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลย ให้ออกหมายเรียกผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคลนั้น ให้ไปยังพนักงานสอบสวนหรือศาล แล้วแต่กรณีถ้าผู้จัดการหรือผู้แทนของนิติบุคคลนั้นไม่ปฏิบัติตามหมายเรียก จะออกหมายจับผู้นั้นมาก็ได้ แต่ห้ามมิให้ใช้บทบัญญัติว่าด้วยปล่อยชั่วคราว ขังหรือจำคุกแก่ผู้จัดการหรือผู้แทนนิติบุคคล ในคดีที่นิติบุคคลนั้นเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลย

คำแปลภาษาอังกฤษ

ในการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณาคดีที่นิติบุคคลเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลย ให้ออกหมายเรียกผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคลนั้น ให้ไปยังพนักงานสอบสวนหรือศาล แล้วแต่กรณีถ้าผู้จัดการหรือผู้แทนของนิติบุคคลนั้นไม่ปฏิบัติตามหมายเรียก จะออกหมายจับผู้นั้นมาก็ได้ แต่ห้ามมิให้ใช้บทบัญญัติว่าด้วยปล่อยชั่วคราว ขังหรือจำคุกแก่ผู้จัดการหรือผู้แทนนิติบุคคล ในคดีที่นิติบุคคลนั้นเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลย

คำแปลนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบโดยสำนักงาน โปรดอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก

หมายเหตุของสำนักงาน

มาตรา 7 แก้ปัญหาในทางปฏิบัติที่นิติบุคคลไม่อาจถูกจับหรือควบคุมตัวได้ ประมวลกฎหมายจึงให้ดำเนินกระบวนพิจารณาผ่านผู้จัดการหรือผู้แทน โดยออกหมายเรียก และหากขัดขืนก็อาจออกหมายจับเพื่อให้มาปรากฏตัว ที่สำคัญ ศาลฎีกาตีความว่ามาตรา 7 เป็นเพียงวิธีการทางกระบวนพิจารณาเท่านั้น มิได้ทำให้ผู้จัดการหรือกรรมการมีความผิดในทางอาญาแทนนิติบุคคล ความรับผิดส่วนตัวยังต้องพิสูจน์เจตนาและการร่วมกระทำของบุคคลนั้นเอง และจะนำบทว่าด้วยการปล่อยชั่วคราว การขัง หรือการจำคุกมาใช้แก่ผู้แทนเพราะคดีของนิติบุคคลไม่ได้

ความสำคัญในทางปฏิบัติ

หากบริษัทของท่านถูกดำเนินคดี ผู้ที่ต้องมาปรากฏตัวคือผู้จัดการหรือผู้แทนที่มีอำนาจ และการเพิกเฉยต่อหมายเรียกอาจนำไปสู่การออกหมายจับเพื่อบังคับให้มา แต่การถูกเรียกในนามของบริษัทมิได้ทำให้ท่านตกเป็นจำเลยส่วนตัว หรือถูกเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวหรือการควบคุมตัวเพราะคดีของบริษัท ความรับผิดส่วนตัวเป็นคนละประเด็นซึ่งขึ้นอยู่กับการกระทำของท่านเอง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้

  1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 793/2565 (2022)

    ตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง เมื่อนิติบุคคลผู้ต้องหาไม่อยู่ในสภาพที่จะถูกจับได้ พนักงานสอบสวนมีอำนาจออกหมายเรียกผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นมาสอบสวน อันเป็นวิธีการนำนิติบุคคลเข้าสู่กระบวนพิจารณา

    ในการวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลยกมาตรา 7 วรรคหนึ่ง มาอธิบายว่าเมื่อนิติบุคคลตกเป็นผู้ต้องหา นิติบุคคลไม่อยู่ในสภาพที่จะถูกจับได้ ในชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจออกหมายเรียกบุคคลจำพวกใดจำพวกหนึ่งใน 2 จำพวก คือ ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น มาทำการสอบสวนแทน

  2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2813/2562 (2019)

    มาตรา 7 ไม่ทำให้กรรมการผู้มีอำนาจเป็นตัวการร่วมเพียงเพราะนิติบุคคลกระทำผิด โจทก์ต้องบรรยายและพิสูจน์เจตนาและการร่วมกระทำของกรรมการนั้นเอง

    โจทก์อ้างว่าเมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบริษัทกระทำผิด จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจย่อมร่วมกระทำผิดด้วยตามมาตรา 7 ศาลไม่เห็นพ้อง โดยวินิจฉัยว่าอุทธรณ์มิได้แสดงข้อเท็จจริงว่ากรรมการมีเจตนาและร่วมกระทำผิดอย่างไร การอ้างเพียงมาตรา 7 จึงไม่เพียงพอ

คำพิพากษาที่คัดสรรและตรวจสอบเลขคดีจากฐานข้อมูลศาลฎีกา คำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา

มีคำพิพากษาศาลฎีกาอ้างถึงมาตรานี้ 16 คดี (พ.ศ. 2490 ถึง 2565)

ตัวอย่างคำพิพากษาที่อ้างถึง

  • คำพิพากษาฎีกาที่ 2813/2562 (2019)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 12852/2558 (2015)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 4813/2554 (2011)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 2319/2544 (2001)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 721/2544 (2001)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 4205/2541 (1998)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 3117/2533 (1990)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 525/2525 (1982)

รายการนี้คัดเลือกโดยระบบ โดยให้น้ำหนักกับคำพิพากษาที่ยกมาตรานี้ขึ้นวินิจฉัย มากกว่าคำพิพากษาที่เพียงอ้างถึงตอนพิพากษาลงโทษ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยสำนักงาน

มักถูกอ้างถึงพร้อมกับ

มาตราที่ปรากฏร่วมกับมาตรานี้บ่อยที่สุดในคำพิพากษาเดียวกัน ตัวเลขคือจำนวนคดี

นับจากฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกาของสำนักงาน ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2569 จำนวน 83,652 คดี (พ.ศ. 2464 ถึง 2569) จำนวนคดีนับครบถ้วน ส่วนช่วงปีที่แสดงได้ตัดปีที่มีคดีน้อยผิดปกติออก เพื่อให้สะท้อนช่วงเวลาที่มีการอ้างถึงจริง ตัวเลขนี้คำนวณโดยสำนักงานเอง ไม่ใช่สถิติทางการของศาล วิธีการนับและตรวจสอบ

คำถามที่พบบ่อย

นิติบุคคลถูกเรียกในคดีอาญาอย่างไร

ตามมาตรา 7 พนักงานสอบสวนหรือศาลจะออกหมายเรียกผู้จัดการหรือผู้แทนของนิติบุคคลให้มาปรากฏตัว หากเพิกเฉยก็อาจออกหมายจับเพื่อบังคับให้มาได้

กรรมการบริษัทถูกควบคุมตัวเพราะความผิดของบริษัทได้หรือไม่

ไม่ได้ มาตรา 7 กำหนดว่าจะนำบทว่าด้วยการปล่อยชั่วคราว การขัง หรือการจำคุกมาใช้กับผู้จัดการหรือผู้แทนเพราะคดีของนิติบุคคลไม่ได้

การถูกเรียกแทนบริษัททำให้กรรมการมีความผิดส่วนตัวหรือไม่

ไม่ ศาลฎีกาถือว่ามาตรา 7 เป็นเพียงวิธีการทางกระบวนพิจารณา ความรับผิดส่วนตัวต้องพิสูจน์เจตนาและการร่วมกระทำของกรรมการเองต่างหาก

วิธีอ้างอิงมาตรานี้

  • อ้างอิงแบบทั่วไป ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7
  • อ้างอิงแบบวิชาการ Criminal Procedure Code (Thailand), s. 7. ThaiLawOnline, https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-7/ (accessed 12 ตุลาคม 2026).
  • อ้างอิงแบบไทย ป.วิ.อ. มาตรา 7
  • ลิงก์ถาวร https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-7/
  • โค้ดสำหรับฝังในเว็บอื่น <blockquote cite="https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-7/"><p>ในการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณาคดีที่นิติบุคคลเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลย ให้ออกหมายเรียกผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคลนั้น ให้ไปยังพนักงานสอบสวนหรือศาล แล้วแต่กรณีถ้าผู้จัดการหรือผู้แทนของนิติบุคคลนั้นไม่ปฏิบัติตามหมายเรียก จะออกหมายจับผู้นั้นมาก็ได้ แต่ห้ามมิให้ใช้บทบัญญัติว่าด้วยปล่อยชั่วคราว ขังหรือจำคุกแก่ผู้จัดการหรือผู้แทนนิติบุคคล ในคดีที่นิติบุคคลนั้นเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลย</p><footer>ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7 <a href="https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-7/">ไทยลอว์ออนไลน์</a></footer></blockquote>

ตัวบทภาษาไทยเป็นฉบับที่ใช้บังคับ คำแปลภาษาอังกฤษเป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการโดย ThaiLawOnline เผยแพร่ให้นำไปใช้ต่อได้โดยอ้างที่มา

เนื้อหานี้จัดทำเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนนำไปใช้กับกรณีจริง

เลื่อนขึ้น
WhatsApp LINE โทร จอง