ตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา ใบอนุญาตทนายความไทย เลขที่ 3149/2556 +66 87 225 1340 (EN/FR) +66 87 414 9288 (TH) วาส

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 89: หน้าที่ถามค้านพยานอีกฝ่าย

ตัวบทกฎหมาย

คู่ความฝ่ายใดประสงค์จะนำสืบพยานหลักฐานของตนเพื่อพิสูจน์ต่อพยานของคู่ความฝ่ายอื่นในกรณีต่อไปนี้
(๑) หักล้างหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขถ้อยคำพยานในข้อความทั้งหลายซึ่งพยานเช่นว่านั้นเป็นผู้รู้เห็น หรือ
(๒) พิสูจน์ข้อความอย่างหนึ่งอย่างใดอันเกี่ยวด้วยการกระทำ ถ้อยคำ เอกสาร หรือพยานหลักฐานอื่นใดซึ่งพยานเช่นว่านั้นได้กระทำขึ้นให้คู่ความฝ่ายนั้นถามค้านพยานดังกล่าวเสียในเวลาที่พยานเบิกความ เพื่อให้พยานมีโอกาสอธิบายถึงข้อความเหล่านั้น แม้ว่าพยานนั้นจะมิได้เบิกความถึงข้อความดังกล่าวก็ตามในกรณีที่คู่ความฝ่ายนั้นมิได้ถามค้านพยานของคู่ความฝ่ายอื่นไว้ดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว ต่อมานำพยานหลักฐานมาสืบถึงข้อความนั้น คู่ความฝ่ายอื่นที่สืบพยานนั้นไว้ชอบที่จะคัดค้านได้ในขณะที่คู่ความฝ่ายนั้นนำพยานหลักฐานมาสืบ และในกรณีเช่นว่านี้ ให้ศาลปฏิเสธไม่ยอมรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่ามานั้นในกรณีที่คู่ความฝ่ายที่ประสงค์จะนำสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ต่อพยานตามวรรคหนึ่ง แสดงให้เป็นที่พอใจของศาลว่า เมื่อเวลาพยานเบิกความนั้นตนไม่รู้หรือไม่มีเหตุอันควรรู้ถึงข้อความดังกล่าวมาแล้ว หรือถ้าศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานเช่นว่านี้ ศาลจะยอมรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านี้ก็ได้ แต่ในกรณีเช่นนี้ คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะขอให้เรียกพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาสืบอีกก็ได้ หรือเมื่อศาลเห็นสมควรจะเรียกมาสืบเองก็ได้

คำแปลภาษาอังกฤษ

A party who wishes to adduce its own evidence to prove, against a witness of the other party, in the following cases:
(1) to rebut or alter the testimony of the witness on any matters of which such witness has direct knowledge, or
(2) to prove any matter concerning an act, statement, document, or other evidence which such witness has made,
must cross-examine such witness at the time the witness gives testimony, so that the witness has an opportunity to explain those matters, even though the witness has not testified about them. Where such party has not cross-examined the other party's witness as stated above and afterwards adduces evidence about that matter, the other party who presented that witness is entitled to object at the time such party adduces the evidence, and in such case the court shall refuse to admit such evidence. Where the party wishing to adduce evidence to prove against a witness under paragraph one satisfies the court that at the time the witness testified it did not know, or had no reasonable ground to know, of such matter, or where the court is of the opinion that in the interest of justice it is necessary to take such evidence, the court may admit such evidence; but in such case the other party may request that the related evidence be called for examination, or the court, when it thinks fit, may call it for examination of its own motion.

คำแปลนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบโดยสำนักงาน โปรดอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก

หมายเหตุของสำนักงาน

มาตรา 89 วางหลักว่าคู่ความต้องถามค้านพยานฝ่ายตรงข้ามในข้อความที่ตนจะนำมาหักล้างหรืออธิบายคำเบิกความของพยานนั้นในภายหลัง เพื่อความเป็นธรรม พยานต้องมีโอกาสตอบก่อนที่จะรับฟังพยานหลักฐานที่ขัดแย้งนั้น ผลตามวรรคสองเข้มงวด เมื่ออีกฝ่ายคัดค้าน ศาลต้องปฏิเสธไม่รับฟังพยานที่นำสืบโดยไม่ได้ถามค้านไว้ก่อน เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นวรรคสามคือคู่ความไม่รู้และไม่มีเหตุอันควรรู้ถึงข้อความนั้น หรือเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ในทางปฏิบัติมาตรานี้มักถูกนำมาใช้ผ่านกฎหมายวิธีพิจารณาเฉพาะ เช่น คดีแรงงาน โดยบทบัญญัติที่โยงมาถึงประมวลกฎหมายนี้

ความสำคัญในทางปฏิบัติ

นี่เป็นกับดักสำหรับผู้ที่ไม่เตรียมตัว เอกสารหรือคำรับที่ดีอาจถูกตัดไม่ให้รับฟังเพียงเพราะทนายมิได้ถามค้านพยานฝ่ายตรงข้ามในเรื่องนั้น ควรแจ้งทนายแต่เนิ่น ๆ ถึงทุกประเด็นที่คาดว่าจะนำสืบเพื่อให้ยกขึ้นถามค้านได้ และเก็บหลักฐานให้ชัดหากเพิ่งทราบข้อความนั้นหลังพยานเบิกความไปแล้ว เพราะเป็นเงื่อนไขที่เปิดทางเข้าข้อยกเว้นตามวรรคสาม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้

  1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13145/2558 (2015)

    เมื่อ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๕ วรรคสอง ให้ศาลแรงงานเท่านั้นเป็นผู้ซักถามพยาน และการซักถามพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างไม่เป็นการถามค้าน จึงไม่อาจนำมาตรา ๘๙ วรรคหนึ่ง (๒) ซึ่งบัญญัติให้ถามค้านพยานที่อีกฝ่ายอ้างไว้ก่อนถึงข้อความที่ตนจะนำสืบภายหลัง มาใช้บังคับแก่การซักถามพยานในศาลแรงงานได้

    พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๕ วรรคสอง บัญญัติให้ศาลแรงงานเท่านั้นเป็นผู้ซักถามพยานของฝ่ายโจทก์หรือของฝ่ายจำเลย หรือพยานที่ศาลแรงงานเรียกมาเอง โจทก์หรือจำเลยไม่มีสิทธิซักถามเว้นแต่ศาลแรงงานจะอนุญาต และการถามพยานทั้งของฝ่ายตนและของอีกฝ่ายหนึ่งให้เป็นการซักถามทั้งสิ้น การซักถามพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างจึงไม่เป็นการถามค้าน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าไม่อาจนำมาตรา ๑๑๗ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ซึ่งให้คู่ความทั้งสองฝ่ายซักถามและถามค้านได้โดยไม่ต้องขออนุญาต และไม่อาจนำมาตรา ๘๙ วรรคหนึ่ง (๒) ซึ่งบัญญัติให้ถามค้านพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างไว้ก่อนถึงข้อความที่ตนจะนำสืบภายหลัง มาใช้บังคับแก่การซักถามพยานในศาลแรงงานได้

  2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12184/2553 (2010)

    พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๕ วรรคสอง กำหนดให้ศาลแรงงานเท่านั้นเป็นผู้ซักถามพยาน คู่ความจะซักถามได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาต การซักถามพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างจึงไม่เป็นการถามค้าน จะนำมาตรา ๘๙ มาใช้บังคับแก่การสืบพยานในศาลแรงงานไม่ได้ คู่ความจึงไม่จำต้องถามค้านพยานอีกฝ่ายไว้ก่อนถึงข้อความที่ตนจะนำสืบภายหลัง

    ในคดีแรงงาน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๕ วรรคสอง บัญญัติให้ศาลแรงงานเป็นผู้ซักถามพยานไม่ว่าจะเป็นพยานที่คู่ความฝ่ายใดอ้างหรือที่ศาลแรงงานเรียกมาเอง ตัวความหรือทนายความจะซักถามได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน และการถามพยานทั้งของฝ่ายตนและของอีกฝ่ายหนึ่งล้วนเป็นการซักถาม การซักถามพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างจึงไม่เป็นการถามค้าน การสืบพยานจึงแตกต่างจากคดีแพ่งทั่วไป ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าไม่อาจนำมาตรา ๘๙ มาใช้บังคับได้ จำเลยหาจำต้องซักถามหรือถามค้านพยานโจทก์ไว้ก่อนถึงข้อความที่ตนจะนำสืบภายหลังไม่ การที่ศาลแรงงานกลางรับฟังคำเบิกความของจำเลยจึงชอบแล้ว

คำพิพากษาที่คัดสรรและตรวจสอบเลขคดีจากฐานข้อมูลศาลฎีกา คำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา

มีคำพิพากษาศาลฎีกาอ้างถึงมาตรานี้ 47 คดี (พ.ศ. 2486 ถึง 2558)

ตัวอย่างคำพิพากษาที่อ้างถึง

  • คำพิพากษาฎีกาที่ 13145/2558 (2015)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 6087/2548 (2005)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 417/2546 (2003)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 943/2543 (2000)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 486/2542 (1999)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 5712/2541 (1998)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 2572/2541 (1998)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 1201/2541 (1998)

รายการนี้คัดเลือกโดยระบบ โดยให้น้ำหนักกับคำพิพากษาที่ยกมาตรานี้ขึ้นวินิจฉัย มากกว่าคำพิพากษาที่เพียงอ้างถึงตอนพิพากษาลงโทษ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยสำนักงาน

มักถูกอ้างถึงพร้อมกับ

มาตราที่ปรากฏร่วมกับมาตรานี้บ่อยที่สุดในคำพิพากษาเดียวกัน ตัวเลขคือจำนวนคดี

นับจากฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกาของสำนักงาน จำนวน 83,652 คดี (พ.ศ. 2464 ถึง 2569) จำนวนคดีนับครบถ้วน ส่วนช่วงปีที่แสดงได้ตัดปีที่มีคดีน้อยผิดปกติออก เพื่อให้สะท้อนช่วงเวลาที่มีการอ้างถึงจริง ตัวเลขนี้คำนวณโดยสำนักงานเอง ไม่ใช่สถิติทางการของศาล วิธีการนับและตรวจสอบ

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมต้องถามค้านพยานอีกฝ่ายก่อนนำสืบข้อความของตน

มาตรา 89 กำหนดให้ต้องถามค้านเพื่อให้พยานได้อธิบาย หากไม่ถามค้านแล้วภายหลังนำสืบเรื่องนั้น เมื่ออีกฝ่ายคัดค้าน ศาลต้องปฏิเสธไม่รับฟัง

หากไม่ได้ถามค้านยังมีทางใช้พยานหลักฐานนั้นได้หรือไม่

ได้ หากแสดงให้ศาลพอใจว่าขณะพยานเบิกความคุณไม่รู้และไม่มีเหตุอันควรรู้ถึงข้อความนั้น หรือศาลเห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

วิธีอ้างอิงมาตรานี้

  • อ้างอิงแบบทั่วไป ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89
  • อ้างอิงแบบวิชาการ Civil Procedure Code (Thailand), s. 89. ThaiLawOnline, https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-89/ (accessed 1 กันยายน 2026).
  • อ้างอิงแบบไทย ป.วิ.พ. มาตรา 89
  • ลิงก์ถาวร https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-89/
  • โค้ดสำหรับฝังในเว็บอื่น <blockquote cite="https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-89/"><p>คู่ความฝ่ายใดประสงค์จะนำสืบพยานหลักฐานของตนเพื่อพิสูจน์ต่อพยานของคู่ความฝ่ายอื่นในกรณีต่อไปนี้ (๑) หักล้างหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขถ้อยคำพยานในข้อความทั้งหลายซึ่งพยานเช่นว่านั้นเป็นผู้รู้เห็น หรือ (๒) พิสูจน์ข้อความอย่างหนึ่งอย่างใดอันเกี่ยวด้วยการกระทำ ถ้อยคำ เอกสาร หรือพยานหลักฐานอื่นใดซึ่งพยานเช่นว่านั้นได้กระทำขึ้นให้คู่ความฝ่ายนั้นถามค้านพยานดังกล่าวเสียในเวลาที่พยานเบิกความ เพื่อให้พยานมีโอกาสอธิบายถึงข้อความเหล่านั้น แม้ว่าพยานนั้นจะมิได้เบิกความถึงข้อความดังกล่าวก็ตามในกรณีที่คู่ความฝ่ายนั้นมิได้ถามค้านพยานของคู่ความฝ่ายอื่นไว้ดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว ต่อมานำพยานหลักฐานมาสืบถึงข้อความนั้น คู่ความฝ่ายอื่นที่สืบพยานนั้นไว้ชอบที่จะคัดค้านได้ในขณะที่คู่ความฝ่ายนั้นนำพยานหลักฐานมาสืบ และในกรณีเช่นว่านี้ ให้ศาลปฏิเสธไม่ยอมรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่ามานั้นในกรณีที่คู่ความฝ่ายที่ประสงค์จะนำสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ต่อพยานตามวรรคหนึ่ง แสดงให้เป็นที่พอใจของศาลว่า เมื่อเวลาพยานเบิกความนั้นตนไม่รู้หรือไม่มีเหตุอันควรรู้ถึงข้อความดังกล่าวมาแล้ว หรือถ้าศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานเช่นว่านี้ ศาลจะยอมรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านี้ก็ได้ แต่ในกรณีเช่นนี้ คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะขอให้เรียกพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาสืบอีกก็ได้ หรือเมื่อศาลเห็นสมควรจะเรียกมาสืบเองก็ได้</p><footer>ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 <a href="https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-procedure-code/section-89/">ไทยลอว์ออนไลน์</a></footer></blockquote>

ตัวบทภาษาไทยเป็นฉบับที่ใช้บังคับ คำแปลภาษาอังกฤษเป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการโดย ThaiLawOnline เผยแพร่ให้นำไปใช้ต่อได้โดยอ้างที่มา

เนื้อหานี้จัดทำเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนนำไปใช้กับกรณีจริง

เลื่อนขึ้น
WhatsApp LINE โทร จอง