Renewal against an heir: knowledge of death and acceptance การต่ออายุการเช่าผูกพันทายาทและการรู้ถึงความตายก่อนสนองรับ
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
A further three-year term following a 15-year lease was upheld against an heir under sections 169 paragraph 2 and 360.
เมื่อครบสัญญาเช่า 15 ปี ผู้เช่าขอเช่าต่อตามคำมั่นคราวละ 3 ปีและเงื่อนไขค่าเช่าที่ตกลงไว้ ไม่ปรากฏว่าผู้เช่ารู้ถึงความตายของผู้ให้เช่าก่อนสนองรับ ศาลจึงใช้มาตรา 169 วรรคสองประกอบมาตรา 360 ให้คำมั่นผูกพันทายาท และไม่เห็นว่าข้อตกลงขัดต่อความสงบเรียบร้อยในข้อเท็จจริงของคดี
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
A further three-year term following a 15-year lease was upheld against an heir under sections 169 paragraph 2 and 360.
เมื่อครบสัญญาเช่า 15 ปี ผู้เช่าขอเช่าต่อตามคำมั่นคราวละ 3 ปีและเงื่อนไขค่าเช่าที่ตกลงไว้ ไม่ปรากฏว่าผู้เช่ารู้ถึงความตายของผู้ให้เช่าก่อนสนองรับ ศาลจึงใช้มาตรา 169 วรรคสองประกอบมาตรา 360 ให้คำมั่นผูกพันทายาท และไม่เห็นว่าข้อตกลงขัดต่อความสงบเรียบร้อยในข้อเท็จจริงของคดี
Legal Analysis การวิเคราะห์ทางกฎหมาย
The Court rejected the public-order objection on those facts, not a prepaid 90-year structure.
Compare 1213/2517, 1925/2517, 4655/2566. Read the combined analysis of reciprocal agreements and lease renewal.
Thai judgment reproduced by ThaiDeka. The text on this page is an editorial summary.
เมื่อครบสัญญาเช่า 15 ปี ผู้เช่าขอเช่าต่อตามคำมั่นคราวละ 3 ปีและเงื่อนไขค่าเช่าที่ตกลงไว้ ไม่ปรากฏว่าผู้เช่ารู้ถึงความตายของผู้ให้เช่าก่อนสนองรับ ศาลจึงใช้มาตรา 169 วรรคสองประกอบมาตรา 360 ให้คำมั่นผูกพันทายาท และไม่เห็นว่าข้อตกลงขัดต่อความสงบเรียบร้อยในข้อเท็จจริงของคดี
เปรียบเทียบฎีกา 1213/2517, 1925/2517, 4655/2566 และอ่านเรื่อง สัญญาต่างตอบแทนกับการต่ออายุการเช่า
อ่านคำพิพากษาภาษาไทยที่ ThaiDeka เนื้อหาหน้านี้เป็นบทสรุปและคำอธิบายของสำนักงาน
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 4872/2539. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4872/2539 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
English translation is being prepared and will be available soon.
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้เช่าตึกแถวของโจทก์มีกำหนดเวลา15 ปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2521 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2535ในอัตราค่าเช่าห้องละ 100 บาท ต่อเดือน ตกลงชำระค่าเช่ากันเป็นเดือนไม่เกินวันที่ 5 ของเดือนถัดไป ครั้นครบกำหนดโจทก์แจ้งให้จำเลยทราบว่า ในการทำสัญญาเช่าต่อไปโจทก์จำต้องปรับปรุงค่าเช่าและกำหนดเวลาเช่าใหม่เพื่อให้คุ้มกับค่าใช้จ่ายและค่าภาษีที่เพิ่มขึ้น แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ไปทำสัญญาเช่าต่อโจทก์จึงบอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากตึกแถวเลขที่ 734/44, 45, 46 ของโจทก์ห้ามมิให้เกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์หลังจากวันที่ครบกำหนดสัญญาจำนวน 90,000 บาท แก่โจทก์ และชำระค่าขาดประโยชน์ต่อไปอีกห้องละ 6,000 บาท ต่อเดือนนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากตึกแถวของโจทก์
จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทจากนางสาวรมณียา ลิปิสุนทร หากโจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวแล้วโจทก์ต้องปฏิบัติตามสัญญาเช่าทุกประการ ก่อนสัญญาเช่าครบกำหนดโจทก์มีหนังสือถึงจำเลยเปลี่ยนแปลงค่าธรรมเนียมการทำสัญญาเช่าและค่าเช่าซึ่งไม่ตรงกับเงื่อนไขของสัญญาเช่าเดิมและเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มิได้มีการตกลงกับจำเลยก่อน ตามข้อตกลงในสัญญาเช่านั้น เมื่อครบกำหนดอายุสัญญาเช่าแล้วโจทก์ต้องให้จำเลยเช่าอยู่ต่อไปโดยต่ออายุสัญญาเช่าให้แก่จำเลยทุก ๆ 3 ปีและให้เรียกเก็บเงินค่าเช่าเพิ่มเป็น 2 เท่า ซึ่งเท่ากับค่าเช่าเดือนละ 600 บาท ส่วนค่าธรรมเนียมในการต่อสัญญาเรียกเก็บ30,000 บาท แต่โจทก์กลับเรียกร้องให้จำเลยทำสัญญาเช่าต่อโดยกำหนดเรียกเก็บค่าเช่าเดือนละ 1,000 บาท และค่าธรรมเนียมการต่ออายุสัญญาเช่าประเภท 3 ปี เป็นเงินถึง 150,000 บาทจำเลยมิได้มีคำสนองตอบตามเงื่อนไขที่โจทก์เสนอใหม่ แต่จำเลยยืนยันที่จะทำสัญญาเช่าต่อโดยปฏิบัติตามเงื่อนไขและจะชำระค่าเช่าตามสัญญาเดิมซึ่งระบุไว้ชัดแจ้งแล้วแต่โจทก์กลับปฏิเสธและไม่ยอมต่อสัญญาเช่าให้แก่จำเลย โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาโจทก์ยังมิได้บอกเลิกสัญญาเช่าและไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา การที่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ยอมต่อสัญญาเช่าให้จำเลย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ดำเนินการต่อสัญญาเช่าแก่จำเลยโดยให้เริ่มนับการเช่าตั้งแต่วันที่1 มกราคม 2536 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2538 และต่อไปทุก 3 ปีตามเงื่อนไขและข้อตกลงตามสัญญาเช่าตึกแถวต่อท้ายสัญญาเช่าของอำเภอฉบับลงวันที่ 28 ตุลาคม 2520 และรับเงินค่าเช่าเพิ่มเป็น 2 เท่า ของค่าเช่าเดิมทุก ๆ 3 ปี และรับเงินค่าธรรมเนียมการต่อสัญญาครั้งละ 30,000 บาท ทุก ๆ 3 ปี หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โดยจำเลยจะนำเงินค่าเช่าและค่าธรรมเนียมการต่อสัญญามาวางต่อศาลตามกำหนดเวลาที่ตกลงไว้ในสัญญาเช่าตึกแถวต่อท้ายสัญญาเช่าของอำเภอดังกล่าว
โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยได้เช่าอยู่ครบ 15 ปีตามสัญญาเช่าเดิม ปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง โจทก์จำเป็นต้องปรับปรุงราคาและเงื่อนไขเดิมให้เหมาะสมและเป็นธรรมสัญญาเดิม จดทะเบียนเช่ากันมีกำหนดเวลา 15 ปี และไม่ได้จดทะเบียนขยายระยะเวลาเช่าต่อไปอีก เงื่อนไขใด ๆ ที่กำหนดไว้เดิมจึงสิ้นสุดลงด้วย เมื่อจำเลยไม่ตอบสนองราคาที่โจทก์เสนอใหม่โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาหลังจากครบกำหนดเวลาที่ให้ สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงระงับ ไม่มีฝ่ายใดผิดสัญญา เพราะคู่กรณีไม่ต้องการให้มีสัญญาผูกมัด โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยโดยชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้องแย้ง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีสิทธิอยู่ในตึกแถวพิพาทในฐานะผู้เช่าจากโจทก์นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2536 ถึงวันที่31 ธันวาคม 2538 โดยจำเลยต้องเสียค่าเช่าเพิ่มเป็นสองเท่าของที่กรมธนารักษ์เรียกเก็บค่าเช่าจากผู้เช่าตึกแถวกรมธนารักษ์ในละแวกใกล้เคียง และเสียค่าธรรมเนียมในการต่อสัญญา 30,000 บาทต่อห้องรวม 3 ห้อง เป็นเงิน 90,000 บาท แก่โจทก์ให้ยกฟ้อง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะในข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาเช่าตึกแถวพิพาทตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ผูกพันโจทก์หรือไม่ โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทหรือไม่ และสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทเอกสารหมาย จ.4 ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือไม่ ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าเดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 18657 ตำบลแม่กลอง อำเภอเมืองสมุทรสงครามจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นมรดกของบิดามารดานางไปล่ ลิปิสุนทรหรือวัฒนธรรม ตกได้แก่ทายาทรวม 8 คน จำเลยเป็นผู้เช่าตึกแถวพิพาทเลขที่ 734/44, 45, 46 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวจากนางสาวรมณียา ลิปิสุนทร ทายาทคนหนึ่งซึ่งทำสัญญาในฐานะตัวแทนของทายาททุกคน ตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.3 และสัญญาเช่าตึกแถวต่อท้ายสัญญาเช่าของอำเภอเอกสารหมาย จ.4 ที่จดทะเบียนที่อำเภอเมืองสมุทรสงคราม เมื่อแบ่งมรดกกันแล้วที่ดินและตึกแถวพิพาทตกเป็นของนางไปล่มารดาโจทก์ เมื่อนางไปล่ถึงแก่กรรมโจทก์ได้จดทะเบียนรับมรดกที่ดินและตึกแถวพิพาทมาเป็นของโจทก์ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2533 สัญญาเช่าตึกแถวพิพาทที่นางสาวรมณียาทำไว้กับจำเลยสิ้นอายุการเช่าวันที่ 31ธันวาคม 2536 (ที่ถูกเป็น 2535) ก่อนสิ้นอายุสัญญาเช่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยไปทำสัญญาเช่ากับโจทก์ไม่ โดยเรียกค่าเช่าและค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นจากข้อตกลงในสัญญาเช่าเดิมเมื่อจำเลยได้รับหนังสือแจ้งได้แจ้งให้โจทก์ทราบยืนยันการเช่าตึกแถวก่อนครบอายุสัญญาเช่า แต่ต้องเป็นไปตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 11 จึงตกลงกันไม่ได้ เห็นว่าตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 11 มีข้อความว่า เมื่อครบกำหนดอายุแล้วผู้ให้เช่าต้องให้ผู้เช่าเช่าอยู่ต่อไป โดยผู้ให้เช่าจะต่ออายุสัญญาเช่าให้ทุก ๆ 3 ปี และเรียกเก็บเงินค่าเช่าเพิ่มเป็นสองเท่าของที่กรมธนารักษ์เรียกเก็บในการต่ออายุสัญญาแต่ละครั้งผู้เช่าต้องเสียค่าธรรมเนียมในการต่อสัญญาครั้งละ 30,000 บาทให้แก่ผู้ให้เช่า ที่โจทก์ฎีกาว่า ข้อตกลงดังกล่าวนางสาวรมณียาตัวแทนนางไปล่ทำไว้กับจำเลย โจทก์มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยซึ่งว่าโดยสภาพแล้วเป็นการเฉพาะตัวของนางไปล่ผู้ตายโดยแท้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1600 จึงไม่ตกทอดไปยังโจทก์ให้ต้องปฏิบัติตาม โจทก์จึงมีสิทธิเสนอเงื่อนไขใหม่เมื่อจำเลยไม่ยอมปฏิบัติตาม โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและฟ้องขับไล่ได้นั้น เห็นว่า ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นคำมั่นของผู้ให้เช่าว่าจะให้จำเลยเช่าต่อไป ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ทราบก่อนจะสนองรับว่านางไปล่ถึงแก่กรรมไปก่อนแล้ว กรณีจึงไม่ตกอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 360 ต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 169 วรรคสองมาใช้บังคับ คำมั่นของนางสาวรมณียาตัวแทนของนางไปล่จึงไม่เสื่อมเสียไป มีผลผูกพันโจทก์ผู้รับโอนให้ต้องปฏิบัติตามให้จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทต่อไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้สัญญาเดิมที่โจทก์ฎีกาว่า โดยพฤตินัยและตามหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนจำเลยต้องรู้หรือควรรู้ว่านางไปล่ถึงแก่กรรมไปก่อนแล้วเพราะเป็นคนในอำเภอเมืองสมุทรสงครามด้วยกัน มีประชากรไม่มากน่าจะทราบข่าวคราว ความเคลื่อนไหวของกันและกันดีเป็นฎีกาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสองคำพิพากษาฎีกาที่โจทก์อ้างมาข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้และเมื่อฟังว่าคำมั่นของนางสาวรมณียาตัวแทนของนางไปล่มีผลผูกพันโจทก์ให้ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 11 การที่โจทก์เรียกเก็บค่าเช่าค่าตอบแทนเกินไปกว่าที่กำหนดไว้ในสัญญาข้อดังกล่าว โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า สัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.4ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพราะเกิดความไม่เป็นธรรมแก่โจทก์และทายาทผู้รับโอนต่อ ๆ ไปในภายหน้าให้ต้องปฏิบัติตามไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุด ไม่ควรมีผลบังคับ แม้ปัญหานี้โจทก์จะมิได้ยกขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 โจทก์ก็ยกขึ้นอ้างอิงในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคท้าย เห็นว่า เจ้าของทรัพย์สินจะให้เช่าทรัพย์สินของตนในลักษณะใดก็ได้ เป็นเรื่องระหว่างผู้ให้เช่ากับผู้เช่าโดยเฉพาะ ไม่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกและกรณีหาได้เป็นดังที่โจทก์เข้าไม่ จึงหาได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่อย่างใดไม่ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
💡 What This Means for You 💡 สิ่งที่หมายถึงสำหรับคุณ
Frequently Asked Questions คำถามที่พบบ่อย
What did Supreme Court decision 4872/2539 establish? ฎีกาที่ 4872/2539 วินิจฉัยเรื่องใด
A further three-year term following a 15-year lease was upheld against an heir under sections 169 paragraph 2 and 360. The Court rejected the public-order objection on those facts, not a prepaid 90-year structure.
เมื่อครบสัญญาเช่า 15 ปี ผู้เช่าขอเช่าต่อตามคำมั่นคราวละ 3 ปีและเงื่อนไขค่าเช่าที่ตกลงไว้ ไม่ปรากฏว่าผู้เช่ารู้ถึงความตายของผู้ให้เช่าก่อนสนองรับ ศาลจึงใช้มาตรา 169 วรรคสองประกอบมาตรา 360 ให้คำมั่นผูกพันทายาท และไม่เห็นว่าข้อตกลงขัดต่อความสงบเรียบร้อยในข้อเท็จจริงของคดี
📖 Further Reading on ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต