Une entreprise étrangère négociant des terrains perd le droit de poursuivre ses propres administrateurs บริษัทต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจต้องห้ามไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
⚖️ Points clés à retenir ⚖️ ประเด็นสำคัญ
A juristic person not registered in Thailand is a foreigner under Section 4 of the Loi sur les entreprises étrangères B.E. 2542. Where the real capital contributed exceeds half and does not match the registered capital, the company and its Thai vehicle are treated as carrying on that business together. If the business is one closed to foreigners under List One, offences flowing from it leave the foreign company outside the definition of an injured party in Section 2(4) of the Criminal Procedure Code, so it has no power to prosecute under Section 28. Standing is a question of public order that the Supreme Court may raise of its own motion.
นิติบุคคลที่มิได้จดทะเบียนในประเทศไทยเป็นคนต่างด้าวตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 4 เมื่อเงินทุนที่แท้จริงเกินกึ่งหนึ่งเป็นของโจทก์และไม่เป็นไปตามทุนที่จดทะเบียน ย่อมถือว่าโจทก์และบริษัทนั้นเป็นผู้ประกอบธุรกิจร่วมกัน หากเป็นธุรกิจที่ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบกิจการตามบัญชีหนึ่ง ความผิดที่เป็นผลสืบเนื่องย่อมทำให้โจทก์มิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา 28 ปัญหาอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้
Résumé exécutif บทสรุปผู้บริหาร
Les faits de l'affaire ข้อเท็จจริง
Décision de la Cour (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
A juristic person not registered in Thailand is a foreigner under Section 4 of the Foreign Business Act B.E. 2542. Where the real capital contributed exceeds half and does not match the registered capital, the company and its Thai vehicle are treated as carrying on that business together. If the business is one closed to foreigners under List One, offences flowing from it leave the foreign company outside the definition of an injured party in Section 2(4) of the Criminal Procedure Code, so it has no power to prosecute under Section 28. Standing is a question of public order that the Supreme Court may raise of its own motion.
นิติบุคคลที่มิได้จดทะเบียนในประเทศไทยเป็นคนต่างด้าวตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 4 เมื่อเงินทุนที่แท้จริงเกินกึ่งหนึ่งเป็นของโจทก์และไม่เป็นไปตามทุนที่จดทะเบียน ย่อมถือว่าโจทก์และบริษัทนั้นเป็นผู้ประกอบธุรกิจร่วมกัน หากเป็นธุรกิจที่ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบกิจการตามบัญชีหนึ่ง ความผิดที่เป็นผลสืบเนื่องย่อมทำให้โจทก์มิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา 28 ปัญหาอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้
Analyse juridique การวิเคราะห์ทางกฎหมาย
Décision de la Cour plénière คำพิพากษาฉบับเต็ม
Voici le texte intégral de l'arrêt n° 2252/2560 de la Cour suprême. Source : deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2252/2560 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
Une traduction anglaise est en cours de préparation et sera bientôt disponible.
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 137, 264, 267, 341, 352, 353 และพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 (2) ให้ศาลชั้นต้นประทับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหาดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 (2) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน รวม 3 กระทง ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 โดยแต่ละกระทงความผิดเป็นความผิดตามกฎหมายข้างต้น อันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 (2) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละกระทง จำคุกคนละ 3 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุกคนละ 9 ปี
จำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนที่ประเทศบริติช เวอร์จิน ไอร์แลนด์ มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการค้าขาย มีนายดิเรกเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามกระทำการแทน โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตกลงร่วมลงทุนกันซื้อที่ดินในจังหวัดภูเก็ตนำมาพัฒนาเป็นบ้านพักอาศัยและอาคารพาณิชย์เพื่อจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป ตกลงกันให้โจทก์โดยนายดิเรกลงทุน 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาจำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์โอนเงิน 129,000,000 บาท แทนจำนวนที่ตกลงกันไว้ โดยมีข้อตกลงกันไว้ว่าจะคืนเงินที่โจทก์ลงทุนไปทั้งหมดจำนวน 129,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ต่อปี และจะให้ค่าตอบแทนเป็นการรับประกันการลงทุนจำนวน 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ และเงินปันผลร้อยละ 40 ของผลกำไรที่ได้รับจากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ พร้อมทั้งมีการจัดตั้งบริษัทพีซฟุลล์ เรสซิเดนซ์ คอร์ป จำกัด เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ซึ่งมีจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นกรรมการตามหนังสือรับรอง แม้โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นสามัญของบริษัทพีซฟุลล์ เรสซิเดนซ์ คอร์ป จำกัด จำนวน 7,000 หุ้น หุ้นละ 100 บาท เป็นเงินลงทุน 700,000 บาท จากทุนที่จดทะเบียน 2,000,000 บาท แต่ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่าเงินทุนที่ใช้ประกอบธุรกิจค้าที่ดินของบริษัทพีซฟุลล์ เรสซิเดนซ์ คอร์ป จำกัด นั้น เป็นเงินของโจทก์ 129,000,000 บาท ที่โอนให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ผ่านบริษัทเอ็ม เอวิลี แอนด์ คอลลินส์ จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จำเลยที่ 1 ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำเงินที่ได้จากโจทก์ไปซื้อที่ดินจำนวน 2 แปลง แต่ภายหลังมีการแบ่งแยกเป็น 9 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 35425, 35426, 35427, 35428, 35430, 8465, 8466, 35819 และ 35968 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต โดยมีชื่อบริษัทพีซฟุลส์ เรสซิเดนซ์ คอร์ป จำกัด เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ อันแสดงว่าโจทก์ไม่ใช่เพียงผู้ลงทุนในฐานะผู้ถือหุ้นที่ประสงค์ผลตอบแทนเป็นเงินปันผลเท่านั้น แต่โจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจค้าที่ดิน ในนามของบริษัทพีซฟุลล์ เรสซิเดนท์ คอร์ป จำกัด ด้วยเงินลงทุนของโจทก์ 129,000,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้ถือหุ้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ คนละ 2 หุ้น เห็นว่า พฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวชี้ชัดว่า โจทก์เป็นเจ้าของเงินทุนที่แท้จริงที่ใช้ซื้อที่ดินเพื่อการค้า โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการค้าที่ดิน จากข้อเท็จจริงตามฟ้องและที่รับฟังเป็นยุติปรากฏชัดเจนว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลที่ไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย ถือได้ว่าโจทก์เป็นคนต่างด้าวตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มาตรา 4 (2) ซึ่งตามมาตรา 8 (1) ภายใต้บังคับมาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 10 และมาตรา 12 ห้ามมิให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจที่ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบกิจการด้วยเหตุผลพิเศษตามที่กำหนดไว้ในบัญชีหนึ่ง โดยบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 บัญชีหนึ่ง (9 ) ธุรกิจที่ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบกิจการด้วยเหตุผลพิเศษ คือ การค้าที่ดิน เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตกลงร่วมลงทุนกันซื้อที่ดินในจังหวัดภูเก็ตนำมาพัฒนาเป็นบ้านพักอาศัยและอาคารพาณิชย์เพื่อจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป ย่อมถือได้ว่า โจทก์เป็นคนต่างด้าวประกอบธุรกิจการค้าที่ดินซึ่งต้องห้ามตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว แม้จะรับฟังข้อเท็จจริงให้เป็นยุติตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทจำกัด กระทำหรือยินยอมให้กระทำการลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัท คือเอกสารรายงานการประชุมวิสามัญครั้งที่ 1/2551, 2/2551 และ 3/2551 เพื่อลวงให้โจทก์ผู้เป็นผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของโจทก์ กระทำผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใด ๆ โดยทุจริต จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของโจทก์ก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากการประกอบธุรกิจของโจทก์ซึ่งต้องห้ามตามบทบัญญัติของกฎหมายนั่นเอง โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 ปัญหาอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ยกขึ้นอ้างในฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 มานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยในข้อที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาอีกต่อไป
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
Articles de code cités มาตราที่อ้างอิง
💡 Ce que cela signifie pour vous 💡 สิ่งที่หมายถึงสำหรับคุณ
Foire aux questions คำถามที่พบบ่อย
What makes a company a foreigner under the Foreign Business Act? บริษัทเป็นคนต่างด้าวตามกฎหมายเมื่อใด
Section 4 catches a juristic person not registered in Thailand directly. In Decision 2252/2560 the Supreme Court also looked past the shareholder register to where the capital actually came from: more than half the real capital was the foreign plaintiff’s and did not match the registered capital, so the plaintiff and the Thai company were treated as carrying on the business of trading in land together.
มาตรา 4 ครอบคลุมนิติบุคคลที่มิได้จดทะเบียนในประเทศไทยโดยตรง และศาลยังพิจารณาถึงที่มาของเงินทุนที่แท้จริง
📖 Pour en savoir plus, consultez ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline
Clause de non-responsabilité: Les traductions anglaises fournies sur ce site Web sont non officielles et à titre informatif uniquement. Le texte faisant foi des lois thaïlandaises est en langue thaïe tel que publié dans la Gazette royale thaïlandaise (RatchakitchanubeksaCe contenu ne constitue pas un avis juridique. Pour toute question juridique spécifique, veuillez consulter un avocat thaïlandais qualifié.
Droits d'auteur © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. Le texte statutaire thaïlandais (ตัวบทกฎหมาย) et les décisions originales de la Cour suprême (Dika) en langue thaïe sont dans le domaine public telles que publiées dans la Gazette du gouvernement royal thaïlandais (ราชกิจจานุเบกษา) conformément à l'article 7 de la loi sur le droit d'auteur de 2537 (1994). Tout le reste du contenu, y compris les traductions en anglais, les résumés des décisions de la Cour suprême (Dika), les annotations juridiques, les renvois, les commentaires et l'analyse éditoriale, constitue la propriété intellectuelle protégée par le droit d'auteur de ThaiLawOnline et ses rédacteurs, Sébastien H. Brousseau (LL.B.) et Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Toute reproduction ou distribution non autorisée est interdite.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต