Vérifié ตรวจสอบแล้ว Code civil et commercialป.พ.พ. Décision 3965/2564 คำพิพากษาที่ 3965/2564 2021 (BE 2564)

Hire-Purchase: A 30-Day Notice Clause Blocks Early Termination การผิดนัดชำระหนี้เช่าซื้อและการเลิกสัญญา

Sections du CCC : มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Points clés à retenir ⚖️ ประเด็นสำคัญ

A location-vente contract clause requiring 30 days' notice, which reproduces clause 4(4) of the Contract Committee Announcement on hire-purchase of cars and motorcycles as a controlled business B.E. 2555, prevents the lessor from terminating for non-payment before that period expires, and correspondingly preserves the hirer's right to pay within it. Where the hirer instead returns the vehicle before the 30 days are up, without dispute, that conduct amounts to an acceptance that he volonté not pay, and the contract is treated as ended by the conduct of both parties rather than by the lessor's notice. On termination the parties are restored to their former positions under Section 391, and the lessor recovers the shortfall in price under the contract.

ข้อสัญญาเช่าซื้อที่กำหนดให้บอกกล่าวล่วงหน้า 30 วัน ซึ่งเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่องให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2555 ข้อ 4 (4) มีผลให้ผู้ให้เช่าซื้อไม่อาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อก่อนครบกำหนด 30 วัน และผู้เช่าซื้อยังมีสิทธิชำระค่าเช่าซื้อภายในกำหนดนั้น แต่เมื่อผู้เช่าซื้อไม่รอให้ครบกำหนดและส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโดยไม่มีข้อโต้แย้ง ย่อมถือได้ว่าเป็นการยอมรับว่าจะไม่ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ สัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกันด้วยพฤติการณ์ของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย มิใช่เลิกโดยคำบอกกล่าวของผู้ให้เช่าซื้อ เมื่อสัญญาเลิกกัน คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตาม ป.พ.พ. ม. 391 และผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามสัญญา (ป.พ.พ. ม. 391, ม. 572)

Résumé exécutif บทสรุปผู้บริหาร

The hirer defaulted from the fourteenth instalment for three consecutive periods and the lessor served a notice to pay within 30 days. Although the registered letter was not collected, the contract deemed it served. Because the notice clause reproduced clause 4(4) of the Contract Committee Announcement B.E. 2555, the lessor could not terminate before the 30 days expired and the hirer retained the right to pay within that period. The hirer did not wait: he returned the vehicle without dispute, which the Court treated as an acceptance that he would not pay, so the contract ended by the conduct of both parties rather than by the notice. The Supreme Court affirmed the Court of Appeal Region 3, which had reduced the shortfall in price recoverable under contract clause 13 paragraph 1 to 72,000 baht. The provisions the Court recorded as engaged are Sections 391 and 572.
จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 14 สามงวดติดต่อกัน โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้ชำระภายใน 30 วัน แม้ส่งไม่ได้ แต่ตามข้อสัญญาถือว่าส่งโดยชอบแล้ว เมื่อข้อสัญญาเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฯ พ.ศ. 2555 ข้อ 4 (4) โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาก่อนครบ 30 วันไม่ได้ แต่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถคืนก่อนครบกำหนดโดยไม่มีข้อโต้แย้ง สัญญาจึงเลิกกันด้วยพฤติการณ์ของทั้งสองฝ่าย ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ให้จำเลยที่ 1 รับผิดค่าขาดราคาตามสัญญาข้อ 13 วรรคหนึ่ง เป็นเงิน 72,000 บาท

Décision de la Cour (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

A hire-purchase contract clause requiring 30 days' notice, which reproduces clause 4(4) of the Contract Committee Announcement on hire-purchase of cars and motorcycles as a controlled business B.E. 2555, prevents the lessor from terminating for non-payment before that period expires, and correspondingly preserves the hirer's right to pay within it. Where the hirer instead returns the vehicle before the 30 days are up, without dispute, that conduct amounts to an acceptance that he will not pay, and the contract is treated as ended by the conduct of both parties rather than by the lessor's notice. On termination the parties are restored to their former positions under Section 391, and the lessor recovers the shortfall in price under the contract.
ข้อสัญญาเช่าซื้อที่กำหนดให้บอกกล่าวล่วงหน้า 30 วัน ซึ่งเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่องให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2555 ข้อ 4 (4) มีผลให้ผู้ให้เช่าซื้อไม่อาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อก่อนครบกำหนด 30 วัน และผู้เช่าซื้อยังมีสิทธิชำระค่าเช่าซื้อภายในกำหนดนั้น แต่เมื่อผู้เช่าซื้อไม่รอให้ครบกำหนดและส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโดยไม่มีข้อโต้แย้ง ย่อมถือได้ว่าเป็นการยอมรับว่าจะไม่ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ สัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกันด้วยพฤติการณ์ของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย มิใช่เลิกโดยคำบอกกล่าวของผู้ให้เช่าซื้อ เมื่อสัญญาเลิกกัน คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตาม ป.พ.พ. ม. 391 และผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามสัญญา (ป.พ.พ. ม. 391, ม. 572)

Analyse juridique การวิเคราะห์ทางกฎหมาย

The decision turns on consumer-protection drafting rather than on the general law of termination. Because the Contract Committee Announcement compels the 30-day clause into every consumer hire-purchase contract, the lessor's contractual right to terminate is suspended for that period, and a notice served under it cannot take effect earlier. The practical lesson runs the other way for hirers: handing the vehicle back inside the notice period forfeits the protection, because the return is read as an admission that the arrears will not be paid.

Décision de la Cour plénière คำพิพากษาฉบับเต็ม

Voici le texte intégral de l'arrêt n° 3965/2564 de la Cour suprême. Source : deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3965/2564 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

DÉCISION DE LA COUR SUPRÊME N° 3965/2564
Année : 2021 (BE 2564)
Relevant Code Sections: Civil and Commercial Code, Sections 391 and 572
Also engaged: Contract Committee Announcement on hire-purchase of cars and motorcycles as a controlled business B.E. 2555, clause 4(4); contract clauses 10(a) and 13 paragraph 1

RÉSUMÉ
The hirer defaulted from the fourteenth instalment for three consecutive periods and the lessor served a notice to pay within 30 days. Although the registered letter was not collected, the contract deemed it served. Because the notice clause reproduced clause 4(4) of the Contract Committee Announcement B.E. 2555, the lessor could not terminate before the 30 days expired and the hirer retained the right to pay within that period. The hirer did not wait: he returned the vehicle without dispute, which the Court treated as an acceptance that he would not pay, so the contract ended by the conduct of both parties rather than by the notice. The Supreme Court affirmed the Court of Appeal Region 3, which had reduced the shortfall in price recoverable under contract clause 13 paragraph 1 to 72,000 baht. The provisions the Court recorded as engaged are Sections 391 and 572.

DÉCISION DU TRIBUNAL
A hire-purchase contract clause requiring 30 days' notice, which reproduces clause 4(4) of the Contract Committee Announcement on hire-purchase of cars and motorcycles as a controlled business B.E. 2555, prevents the lessor from terminating for non-payment before that period expires, and correspondingly preserves the hirer's right to pay within it. Where the hirer instead returns the vehicle before the 30 days are up, without dispute, that conduct amounts to an acceptance that he will not pay, and the contract is treated as ended by the conduct of both parties rather than by the lessor's notice. On termination the parties are restored to their former positions under Section 391, and the lessor recovers the shortfall in price under the contract.

ANALYSIS
The decision turns on consumer-protection drafting rather than on the general law of termination. Because the Contract Committee Announcement compels the 30-day clause into every consumer hire-purchase contract, the lessor's contractual right to terminate is suspended for that period, and a notice served under it cannot take effect earlier. The practical lesson runs the other way for hirers: handing the vehicle back inside the notice period forfeits the protection, because the return is read as an admission that the arrears will not be paid.

DISPOSITION
The Supreme Court affirmed; costs of the cassation to lie where they fall.
จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ ตั้งแต่งวดที่ 14 เป็นต้นมา 3 งวดติดกัน เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อภายใน 30 วัน นับแต่วันที่รับหนังสือ แม้ปรากฏว่าการส่งหนังสือบอกกล่าวทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับส่งให้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ เพราะจำเลยที่ 1 ไม่มารับภายในกำหนด แต่กรณีนี้ในข้อสัญญาเช่าซื้อถือว่าได้มีการส่งคำบอกกล่าวชอบแล้ว เมื่อเนื้อความในหนังสือบอกกล่าวเลิกสัญญาของโจทก์เป็นเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาข้อ 10 (ก) ที่ข้อสัญญามีข้อความครบถ้วนที่กำหนดไว้ในประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่องให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2555 ข้อ 4 (4) ที่ประกาศนี้กำหนดให้สัญญาเช่าซื้อที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคต้องมีข้อสัญญานี้จึงส่งผลให้โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อไม่อาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อก่อนกำหนดเวลา 30 วันได้ และในทางกลับกันจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อยังมีสิทธิชำระค่าเช่าซื้อตามหนังสือบอกกล่าวได้ภายใน 30 วัน ตามหนังสือบอกกล่าวเพื่อมิให้โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อไม่รอเวลาให้ครบ 30 วัน ตามหนังสือบอกกล่าว จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโจทก์ โดยไม่มีข้อพิพาทหรือโต้แย้งมีผลเท่ากับจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าจะไม่ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระภายในกำหนดแน่นอน และไม่ประสงค์จะชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ เพื่อให้สัญญาเช่าซื้อมีผลผูกพันต่อไป พฤติการณ์ดังกล่าวถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาเพราะเหตุที่โจทก์บอกกล่าวเลิกสัญญาให้จำเลยที่ 1 ทราบโดยชอบแล้ว ทั้งถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามสัญญาข้อ 12 ที่กำหนดให้ผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อในเวลาใด ๆ ก็ได้ ถือไม่ได้ว่าเป็นการสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อกันโดยปริยาย จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระค่าขาดราคา ตามข้อสัญญา
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 260,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 33,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 กรกฎาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 105,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 กรกฎาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2556 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ไปจากโจทก์ในราคา 851,214.96 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเดือนละ 11,822.43 บาท กับภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 827.57 บาท รวม 72 งวด กำหนดชำระภายในวันที่ 1 ของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 1 สิงหาคม 2556 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม แต่จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 13 งวด และผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 14 โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558 ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างและค่าปรับชำระหนี้ล่าช้าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากไม่ชำระให้ถือเอาหนังสือฉบับดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญา โดยส่งทางไปรษณีย์ไปยังที่อยู่ตามที่ให้ไว้ในสัญญาเช่าซื้อ แต่ส่งหนังสือดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ เนื่องจากไม่มารับภายในกำหนด ต่อมาวันที่ 31 มีนาคม 2558 จำเลยที่ 1 นำรถยนต์คันที่เช่าซื้อไปคืนให้แก่โจทก์จากนั้นโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 27 เมษายน 2558 ถึงจำเลยทั้งสองให้ใช้สิทธิซื้อรถยนต์คืนภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากเพิกเฉยจะนำรถยนต์ออกประมูลขาย แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย วันที่ 21 พฤษภาคม 2558 โจทก์นำรถยนต์คันดังกล่าวออกประมูลขายได้ในราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 535,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดราคาเป็นเงิน 72,000 บาท ค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 33,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ปัญหาเรื่องค่าขาดประโยชน์ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดราคาให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าว แจ้งให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระทั้งหมดภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้รับหนังสือดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ก่อนครบกำหนดเวลาในหนังสือดังกล่าว สัญญาเช่าซื้อจึงยังไม่เลิกกัน การที่จำเลยที่ 1 นำรถไปส่งมอบคืนและโจทก์รับมอบโดยมิได้โต้แย้งคัดค้านจึงเป็นเรื่องสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย ทั้งสองฝ่ายไม่มีสิทธิหน้าที่ใด ๆ ตามสัญญาต่อกันอีก โจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาข้อ 13 และประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่องให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2555 ข้อ 4 (5) ก. และ ข. โจทก์มิได้ขายรถยนต์ตามสภาพที่รับมาจากจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 14 เป็นต้นมา 3 งวดติดกัน โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558 ทวงถามให้ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างรวม 6 งวด ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่รับหนังสือ หากพ้นกำหนดแล้วไม่ชำระให้ถือเอาหนังสือฉบับนี้เป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อทันที ซึ่งแม้พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาปรากฏเหตุขัดข้องที่ส่งหนังสือบอกกล่าวทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้แก่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ เพราะเหตุว่าจำเลยที่ 1 ไม่มารับภายในกำหนด แต่กรณีดังกล่าวสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 17 วรรคสาม ให้ถือว่าได้มีการส่งหนังสือบอกกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 โดยชอบแล้ว โดยเนื้อความในหนังสือบอกกล่าวข้างต้นเป็นเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 10 (ก) ที่ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่องให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2555 ข้อ 4 กำหนดให้สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคต้องมีข้อสัญญานี้ด้วย ด้วยข้อสัญญาดังกล่าวมีผลให้โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อก่อนครบกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกกล่าวได้ กลับกันจำเลยที่ 1 ยังมีสิทธิชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างตามที่บอกกล่าวภายใน 30 วัน เพื่อมิให้โจทก์ใช้สิทธิเลิกสัญญาเช่าซื้อเพราะเหตุจำเลยที่ 1 ผิดนัดผิดสัญญา แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าวันที่ 31 มีนาคม 2558 จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปส่งมอบคืนให้แก่โจทก์ไม่รอให้ล่วงพ้นกำหนดเวลา 30 วัน โดยไม่มีข้อพิพาทหรือข้อโต้แย้งอย่างอื่น พฤติการณ์เท่ากับจำเลยที่ 1 ยอมรับว่า อย่างไรเสียก็จะไม่ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเป็นแน่ และไม่ประสงค์ที่จะชำระเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเพื่อให้สัญญาเช่าซื้อมีผลผูกพันต่อไป ซึ่งจำเลยที่ 1 สามารถดำเนินการได้เนื่องจากไม่มีข้อสัญญาห้ามมิให้ผู้เช่าซื้อกระทำเช่นนั้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดนัดผิดสัญญาเพราะเหตุที่โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อทราบโดยชอบแล้ว โดยที่โจทก์หาจำต้องโต้แย้งคัดค้านการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแต่อย่างใดไม่ ทั้งการส่งมอบรถยนต์คืนเช่นนี้มิใช่เป็นกรณีจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 12 ที่กำหนดให้สิทธิจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อในเวลาใด ๆ เสียก็ได้ ด้วยการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีให้แก่โจทก์ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาและที่โจทก์แก้ฎีกา เนื่องจากข้อ 12 ดังกล่าวกำหนดว่า จำเลยที่ 1 ต้องชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญาอยู่ในเวลานั้นทันทีด้วย และถือไม่ได้ว่าเป็นการสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อกันโดยปริยายดังที่ฎีกา ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาทำนองว่า โจทก์ปฏิบัติฝ่าฝืนสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 13 และประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฯ ข้อ 4 (5) ก. และ ข. นั้น แม้สัญญาเช่าซื้อ ข้อ 13 กำหนดว่า โจทก์จะมีหนังสือแจ้งชื่อผู้ทำการขาย วัน เวลา สถานที่ที่ทำการขาย ราคาที่ขายได้ และรายละเอียดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขายเพียงเท่าที่ได้ใช้จ่ายไปจริงโดยประหยัดตามความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควร รวมทั้งจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญา ในกรณีการขายโดยวิธีประมูลหรือขายทอดตลาดที่เหมาะสมให้จำเลยที่ 1 ทราบภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ทำการขาย แต่สัญญาข้อ 13 ดังกล่าว ตลอดจนประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฯ ข้อ 4 (5) ข. หาได้กำหนดว่า หากโจทก์ไม่แจ้งรายละเอียดต่าง ๆ ข้างต้นแล้ว ให้ถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิดในส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาแต่อย่างใดไม่ ทั้งประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฯ ข้อ 4 (5) ก. กำหนดว่า ก่อนขายให้บุคคลอื่น ผู้ให้เช่าซื้อต้องแจ้งล่วงหน้าให้ผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันทราบ เป็นหนังสือไม่น้อยกว่า 7 วัน เพื่อให้ผู้เช่าซื้อใช้สิทธิซื้อได้ตามมูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ ประกาศฉบับดังกล่าวหาได้กำหนดว่า ก่อนนำรถยนต์ออกขายให้บุคคลอื่น ผู้ให้เช่าซื้อจะต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้เช่าซื้อทราบชื่อผู้ทำการขาย วัน เวลา สถานที่ที่ทำการขายก่อนแต่อย่างใดไม่ ส่วนที่สัญญาข้อ 13 กำหนดด้วยว่า โจทก์จะนำรถยนต์ตามสภาพที่รับคืนออกขายให้แก่บุคคลอื่น แต่ระยะทางการใช้งานตามที่ระบุในหนังสือแสดงเจตนาคืนรถกับรายงานการประมูลและบันทึกการขายรถยึด แสดงให้เห็นว่ามีการใช้งานรถยนต์คันที่เช่าซื้อภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบคืนแก่โจทก์แล้วนั้น เนื่องจากโดยปกติรถยนต์สามารถเคลื่อนย้ายได้ด้วยการขับ เมื่อจำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปคืนโจทก์ ก็มีความจำเป็นที่โจทก์จะต้องนำไปเก็บรักษารวมถึงนำออกขายซึ่งจะต้องมีการเคลื่อนย้ายด้วยการขับไปยังที่ต่าง ๆ และเมื่อพิจารณาถึงระยะทางที่ระบุเปรียบเทียบกันแล้ว จะเห็นได้ว่าในวันที่นำออกขายรถยนต์คันดังกล่าวมีระยะทางการใช้งานเพิ่มขึ้นอีกเพียง 52 กิโลเมตร ซึ่งนายสอาด ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ ก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 ว่า ระยะทางที่แตกต่างกันน่าจะเป็นช่วงที่มีการเคลื่อนย้ายรถไปเก็บหรือนำไปประมูลขาย กรณีจึงยังไม่พอให้รับฟังว่าโจทก์นำรถยนต์คันที่เช่าซื้อไปใช้ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ส่วนที่หนังสือแสดงเจตนาคืนรถและตรวจสภาพรับรถระบุถึงสภาพตัวถังรถเพียงว่า มีรอยขีดข่วนรอบคัน บังโคลนมีรอยขีดข่วนลึก แต่รายงานการประมูลและบันทึกการขายรถยึดกลับระบุว่า สภาพรถกระจกหน้าแตก กันชนหน้าซ้ายครูด ไฟเลี้ยวกระจกมองข้างซ้ายแตก กระบะซ้ายครูด กระบะขวาบุบ กันชนท้ายบุบ ขูดขีดรอบคัน นั้น แม้หากรับฟังว่าเกิดความเสียหายแก่รถยนต์คันดังกล่าวเพิ่มขึ้นภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์แล้ว แต่ความเสียหายตามที่ระบุในเพิ่มขึ้นนี้ เห็นได้ว่าเป็นเพียงรอยครูด รอยบุบ กระจกหน้าและไฟเลี้ยวกระจกมองข้างซ้ายแตก เป็นความเสียหายในส่วนสภาพภายนอกของรถยนต์เพียงเล็กน้อยและไม่มีผลกับโครงสร้างหลักของรถยนต์ตลอดจนเครื่องยนต์ที่จะส่งผลกระทบต่อการขับขี่อันจะเป็นเหตุให้ราคาของรถยนต์ต้องลดน้อยถอยลงไปอย่างมาก ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์นำรถยนต์คันดังกล่าวออกประมูลขายได้ในราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 535,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้นำสืบหักล้างให้เห็นว่า รถยนต์ยี่ห้อและรุ่นเดียวกันนี้ซึ่งมีสภาพ อายุการใช้งาน ตลอดจนระยะทางการใช้งานที่ใกล้เคียงกันมีราคาซื้อขายในท้องตลาดเท่าใด จำเลยที่ 1 เพียงแต่อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความลอย ๆ ว่า ต้องขายได้มากกว่า 535,000 บาท ประกอบกับศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็วินิจฉัยปรับลดค่าขาดราคาลงจากที่โจทก์เรียกร้องมา 150,000 บาท คงให้จำเลยที่ 1 รับผิดเพียง 72,000 บาท ดังได้วินิจฉัยมา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าขาดราคาตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 13 วรรคหนึ่ง เป็นเงิน 72,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

Articles de code cités มาตราที่อ้างอิง

Foire aux questions คำถามที่พบบ่อย

Can a lessor terminate a hire-purchase contract before the 30-day notice period expires? ผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนด 30 วันได้หรือไม่?

No. In Decision 3965/2564 the Supreme Court held that where the contract carries the 30-day notice clause required by clause 4(4) of the Contract Committee Announcement B.E. 2555, the lessor cannot terminate for non-payment before that period expires, and the hirer keeps the right to pay within it.

ไม่ได้ ในคำพิพากษาที่ 3965/2564 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อสัญญามีข้อสัญญาตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฯ พ.ศ. 2555 ข้อ 4 (4) ผู้ให้เช่าซื้อย่อมไม่อาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนด 30 วัน และผู้เช่าซื้อยังมีสิทธิชำระภายในกำหนดนั้น

hire-purchase termination 30-day notice clause Contract Committee Announcement 2555 termination by conduct Section 391 restoration Article 572

📖 Pour en savoir plus, consultez ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline

Sébastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Consultant juridique étranger
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Avocat et notaire thaïlandais

Examiné et annoté par des professionnels du droit qualifiés ayant plus de 18 ans d'expérience en droit thaïlandais.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Clause de non-responsabilité: Les traductions anglaises fournies sur ce site Web sont non officielles et à titre informatif uniquement. Le texte faisant foi des lois thaïlandaises est en langue thaïe tel que publié dans la Gazette royale thaïlandaise (RatchakitchanubeksaCe contenu ne constitue pas un avis juridique. Pour toute question juridique spécifique, veuillez consulter un avocat thaïlandais qualifié.

Droits d'auteur © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. Le texte statutaire thaïlandais (ตัวบทกฎหมาย) et les décisions originales de la Cour suprême (Dika) en langue thaïe sont dans le domaine public telles que publiées dans la Gazette du gouvernement royal thaïlandais (ราชกิจจานุเบกษา) conformément à l'article 7 de la loi sur le droit d'auteur de 2537 (1994). Tout le reste du contenu, y compris les traductions en anglais, les résumés des décisions de la Cour suprême (Dika), les annotations juridiques, les renvois, les commentaires et l'analyse éditoriale, constitue la propriété intellectuelle protégée par le droit d'auteur de ThaiLawOnline et ses rédacteurs, Sébastien H. Brousseau (LL.B.) et Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Toute reproduction ou distribution non autorisée est interdite.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Retour en haut de la page
WhatsApp LINE Appeler Rendez-vous