Vérifié ตรวจสอบแล้ว Code civil et commercialป.พ.พ. Décision 6010/2564 คำพิพากษาที่ 6010/2564 2021 (BE 2564)

Preuves civiles indépendantes des procédures pénales พยานหลักฐานในคดีแพ่งแยกต่างหากจากคดีอาญา

Sections du CCC : มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Points clés à retenir ⚖️ ประเด็นสำคัญ

Lorsque des poursuites pénales sont abandonnées, aucun jugement pénal n'existe pour lier le tribunal civil. Ce dernier doit alors évaluer les preuves de manière indépendante, sans se fonder sur des conclusions pénales inexistantes.

เมื่อคดีอาญาถูกถอนฟ้อง ไม่มีคำพิพากษาอาญาที่ผูกพันศาลแพ่ง ศาลแพ่งต้องประเมินพยานหลักฐานอย่างเป็นอิสระ

Résumé exécutif บทสรุปผู้บริหาร

Le plaignant réclamait des dommages-intérêts au civil en se fondant sur des faits tirés d'une affaire pénale connexe, mais les poursuites pénales ont été abandonnées. La Cour a statué que les tribunaux civils doivent évaluer les preuves de manière indépendante.
โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากข้อเท็จจริงในคดีอาญาที่เกี่ยวข้อง แต่คดีอาญาถูกยกฟ้อง ศาลตัดสินว่าศาลแพ่งต้องประเมินพยานหลักฐานอย่างเป็นอิสระ

Décision de la Cour (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

Lorsque des poursuites pénales sont abandonnées, aucun jugement pénal n'existe pour lier le tribunal civil. Ce dernier doit alors évaluer les preuves de manière indépendante, sans se fonder sur des conclusions pénales inexistantes.
เมื่อคดีอาญาถูกถอนฟ้อง ไม่มีคำพิพากษาอาญาที่ผูกพันศาลแพ่ง ศาลแพ่งต้องประเมินพยานหลักฐานอย่างเป็นอิสระ

Résumé en anglais คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is an English-language summary of Supreme Court Decision No. 6010/2564, not a translation of the full judgment. The authoritative text is the Thai judgment, which this page carries in full: switch this page to Thai to read it. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6010/2564 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

DÉCISION DE LA COUR SUPRÊME N° 6010/2564
Année : 2021 (BE 2564)
Relevant Code Sections: CCC, Section(s) 420

RÉSUMÉ
Le plaignant réclamait des dommages-intérêts au civil en se fondant sur des faits tirés d'une affaire pénale connexe, mais les poursuites pénales ont été abandonnées. La Cour a statué que les tribunaux civils doivent évaluer les preuves de manière indépendante.

DÉCISION DU TRIBUNAL
Lorsque des poursuites pénales sont abandonnées, aucun jugement pénal n'existe pour lier le tribunal civil. Ce dernier doit alors évaluer les preuves de manière indépendante, sans se fonder sur des conclusions pénales inexistantes.

---
Note : Ceci est un résumé en anglais du jugement original thaïlandais.
Pour le texte thaï officiel, veuillez vous référer à la version thaï ci-dessus.
ou visitez deka.supremecourt.or.th.
ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งที่ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 นั้น ข้อเท็จจริงในคดีอาญาที่ศาลในคดีแพ่งจำต้องถือตามจะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาที่ถึงที่สุดแล้ว แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำแถลงของจำเลยที่ 3 ว่า ในคดีอาญาดังกล่าว โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ ตามสำเนาคำสั่งศาลอุทธรณ์และสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ท้ายคำแถลง เมื่อคดีอาญาในส่วนของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวได้จำหน่ายคดีไปโดยไม่ได้พิจารณาและมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ย่อมไม่มีข้อเท็จจริงอันถึงที่สุดในคดีอาญาที่ศาลในคดีนี้จำต้องถือตาม การวินิจฉัยพยานหลักฐานในคดีนี้ย่อมเป็นไปตามที่คู่ความนำสืบ
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 คืนเงิน 2,640,237.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,740,237.25 บาท นับแต่วันที่นางสาวธนภรยอมรับความผิดต่อโจทก์จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 119,314.50 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,740,237.25 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 คืนเงิน 1,407,659.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,507,659.50 บาท นับแต่วันที่นางสาวธนภรยอมรับความผิดต่อโจทก์จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 65,646.01 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,507,659.50 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 คืนเงิน 2,195,369 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,315,369 บาท นับแต่วันที่นางสาวธนภรยอมรับความผิดต่อโจทก์จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 100,815.03 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,315,369 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 4 คืนเงิน 1,124,093 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,224,093 บาท นับแต่วันที่นางสาวธนภรยอมรับความผิดต่อโจทก์จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 53,299.05 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,224,093 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 5 คืนเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 150,000 บาท นับแต่วันที่นางสาวธนภรยอมรับความผิดต่อโจทก์จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 6,531.25 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 150,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 247,119.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 114,487 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าขึ้นศาลให้คำนวณตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ให้ตกเป็นพับ
โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการประกันวินาศภัย ลูกค้าของโจทก์สามารถทำสัญญาประกันภัยอุบัติเหตุกับโจทก์ผ่านบัตรกดเงินสดอิเล็กทรอนิกส์ (บัตรเอทีเอ็ม) ประเภทบัตรเดบิต ธนาคาร ก. โดยมีระเบียบการจ่ายค่าสินไหมทดแทนว่าจะจ่ายให้เพียงครั้งเดียวต่ออุบัติเหตุ 1 ครั้ง ด้วยการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ของลูกค้าผู้เอาประกันภัย นางสาวธนภร เป็นพนักงานของโจทก์ ตำแหน่งเจ้าหน้าที่สินไหม มีหน้าที่ตรวจสอบเอกสารที่ผู้เอาประกันภัยทำเรื่องขอเบิกเงินค่าสินไหมทดแทน จำเลยที่ 1 เป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนางสาวธนภรและเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคาร ร. จำเลยที่ 2 เป็นสามีไม่จดทะเบียนสมรสของนางสาวธนภรและเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคาร ส. สาขาอ่อนนุช จำเลยที่ 3 เป็นน้องเขยของนางสาวธนกรและเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคาร อ. กับธนาคาร ท. จำเลยที่ 4 เป็นบุตรของน้าชายนางสาวธนภรและเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคาร ส. สาขาบิ๊กซี พระราม 2 ส่วนจำเลยที่ 5 เป็นหลานของนางสาวธนภรและเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคาร ส. สาขาเซ็นทรัล พระรามที่ 2 เมื่อระหว่างปี 2555 ถึงปี 2559 นางสาวธนภรปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตด้วยการนำเอกสารสำหรับใช้พิจารณาอนุมัติจ่ายค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์อนุมัติจ่ายให้แก่ลูกค้าผู้เอาประกันภัยไปแล้วมาทำปลอมโดยแก้ไขข้อความในส่วนวันที่เกิดอุบัติเหตุอันเป็นเท็จแล้วจัดทำชุดเอกสารประกอบการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนฉบับที่ลูกค้าผู้เอาประกันภัยแนบท้ายเอกสารประกอบการพิจารณาค่าสินไหมทดแทนมาเวียนซ้ำ และเสนอให้โจทก์พิจารณาอนุมัติจ่ายค่าสินไหมทดแทนอีก โดยนางสาวธนภรกรอกเลขที่บัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยทั้งห้าดังกล่าวเพื่อให้โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารนั้น ๆ โดยทุจริตเป็นเหตุให้โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 1 รวม 179 ครั้ง เป็นเงิน 2,740,237.25 บาท บัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 2 รวม 112 ครั้ง เป็นเงิน 1,507,659.50 บาท บัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 3 แยกเป็นบัญชีแรกรวม 79 ครั้ง เป็นเงิน 1,023,687 บาท และบัญชีหลังรวม 101 ครั้ง เป็นเงิน 1,291,691 บาท บัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 4 รวม 98 ครั้ง เป็นเงิน 1,224,093 บาท และบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 5 รวม 15 ครั้ง เป็นเงิน 150,000 บาท ต่อมาวันที่ 28 ธันวาคม 2559 นางสาวธนภรยอมรับผิดและชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์บางส่วนเป็นเงิน 620,000 บาท ซึ่งโจทก์นำมาคิดหักชำระหนี้เงินที่โอนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยทั้งห้า สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 เป็นเงินคนละ 100,000 บาท และจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 120,000 บาท และข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำละเมิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เนื่องจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ฎีกา ส่วนคดีโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 4 ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เนื่องจากโจทก์ไม่ฎีกา
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 5 กระทำละเมิดและต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ข้ออ้างที่โจทก์อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 5 กระทำละเมิดต่อโจทก์คือ จำเลยที่ 1 และที่ 5 รับโอนเงินจากนางสาวธนภรเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 1 และที่ 5 ข้อเท็จจริงสำคัญที่ต้องพิจารณาให้ได้ความจึงอยู่ที่ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 5 รู้หรือไม่ว่านางสาวธนภรได้เงินดังกล่าวมาโดยมิชอบ แต่โจทก์คงมีเพียงนางวิริยา ผู้อำนวยการฝ่ายสินไหมและเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานเบิกความตามข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติข้างต้น และอาศัยความเกี่ยวพันฉันญาติระหว่างนางสาวธนภรกับจำเลยที่ 1 และที่ 5 และการเคลื่อนไหวทางบัญชีเงินฝากธนาคาร ที่มีการรับโอนเงินหลายครั้งและเมื่อรับโอนมาแล้วมีการเบิกถอนหรือโอนเงินดังกล่าวไปต่อเนื่องกันตลอดมาเป็นข้อบ่งชี้พฤติการณ์ความไม่สุจริตของจำเลยที่ 1 และที่ 5 เท่านั้น ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 5 อ้างตนเองเป็นพยานโดยมีนางสาวธนภรเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 5 ไม่รู้ว่านางสาวธนภรกระทำทุจริตต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีเงินฝากธนาคารเพื่อรับโอนเงินจากหลานที่อยู่ต่างประเทศส่งมาให้เป็นค่าใช้จ่าย และจำเลยที่ 1 เจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็ง ไม่สะดวกในการไปเบิกถอนเงิน จึงมอบสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารและบัตรเอทีเอ็มให้นางสาวธนภรรับไปดำเนินการแทน โดยจำเลยที่ 1 ไม่รู้ว่านางสาวธนภรจะจัดการอย่างไรบ้าง และจำเลยที่ 5 ให้หมายเลขบัญชีเงินฝากธนาคารแก่นางสาวธนภรใช้โอนเงินเพราะนางสาวธนภรแจ้งว่าเป็นค่าขายประกันและค่าคอมมิชชัน ซึ่งนับว่ามีเหตุผลให้รับฟังได้ เพราะจำเลยที่ 1 และที่ 5 ทราบเพียงว่านางสาวธนภรทำงานเกี่ยวกับการประกันภัย โดยไม่ปรากฏว่าต่างทราบถึงตำแหน่งหน้าที่การงานตลอดจนสิทธิประโยชน์ที่แท้จริงที่นางสาวธนภรจะได้รับจากโจทก์ รวมทั้งระเบียบปฏิบัติของโจทก์ด้วยแต่อย่างใด การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดานางสาวธนภรเจ็บป่วยและต้องให้นางสาวธนภรดูแลจัดการเกี่ยวกับสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารและบัตรเอทีเอ็มจึงไม่ใช่เรื่องที่ผิดวิสัย และจำเลยที่ 5 เป็นหลานที่นางสาวธนภรส่งเสียเลี้ยงดูและให้การศึกษา ไม่น่าอยู่ในวิสัยที่จะก้าวล่วงไปสอบถามที่มาของเงินที่นางสาวธนภรโอนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารดังกล่าว อีกทั้งเมื่อนางสาวธนภรได้เงินดังกล่าวมาด้วยวิธีการอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งตามปกติแล้วย่อมจะต้องปกปิดเป็นความลับไม่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ จึงไม่มีเหตุผลใดที่นางสาวธนภรจะบอกจำเลยที่ 1 และที่ 5 ให้รู้เกี่ยวกับการกระทำของนางสาวธนภร อันอาจทำให้เกิดความเดือดร้อนทั้งต่อนางสาวธนภรและจำเลยที่ 1 และที่ 5 ส่วนการที่จำเลยที่ 1 และที่ 5 ได้รับประโยชน์เป็นเงินจากนางสาวธนภรก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาของหน้าที่การอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 1 กับการให้ความอนุเคราะห์ช่วยเหลือแก่จำเลยที่ 5 ลำพังเพียงข้อเท็จจริงที่ได้ความว่าจำเลยที่ 1 และที่ 5 กับนางสาวธนภรมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน มีส่วนได้รับประโยชน์จากนางสาวธนภร กับมีการรับโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารระหว่างกันดังกล่าว จึงไม่อาจนำมารับฟังให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 และที่ 5 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 5 รู้ดีว่านางสาวธนภรได้เงินมาโดยทุจริตอันจะเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 กับพวกข้อหาร่วมกันฉ้อโกง จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธต่อพนักงานสอบสวนโดยไม่ได้ให้รายละเอียด และจำเลยที่ 1 เบิกความในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 1 ได้รับเงินเบี้ยยังชีพจากรัฐบาลและไปเบิกถอนเงินด้วยตนเองทุกเดือนนั้น ขัดกับข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ที่ว่าจำเลยที่ 1 ป่วยด้วยโรคมะเร็ง ไม่สะดวกในการไปเบิกถอนเงิน จึงมอบสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารและบัตรเอทีเอ็มให้นางสาวธนภรรับไปดำเนินการแทน เป็นข้อพิรุธนั้น โจทก์ไม่ได้นำสืบข้อเท็จจริงดังกล่าวอันจะนำมารับฟังเป็นข้อพิรุธของพยานหลักฐานดังที่ฎีกามา และที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลแขวงดุสิตมีคำพิพากษาในคดีที่โจทก์ฟ้องนางสาวธนภรกับพวกในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงอันเป็นมูลเหตุเดียวกับคดีนี้ว่า นางสาวธนภรและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในคดีนี้มีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ตามสำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 528/2563 เอกสารท้ายฎีกา จึงต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งที่ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 นั้น ข้อเท็จจริงในคดีอาญาที่ศาลในคดีแพ่งจำต้องถือตามจะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาที่ถึงที่สุดแล้ว แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำแถลงของจำเลยที่ 3 ฉบับลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 ว่า ในคดีอาญาดังกล่าว โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ ตามสำเนาคำสั่งศาลอุทธรณ์และสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ท้ายคำแถลง เมื่อคดีอาญาในส่วนของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวได้จำหน่ายคดีไปโดยไม่ได้พิจารณาและมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ย่อมไม่มีข้อเท็จจริงอันถึงที่สุดในคดีอาญาที่ศาลในคดีนี้จำต้องถือตาม พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และที่ 5 ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 5 กระทำละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 5 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยการรับโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 2 รวม 112 ครั้ง เป็นเงิน 1,507,659.50 บาท บัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 3 แยกเป็นบัญชีแรกรวม 79 ครั้ง เป็นเงิน 1,023,687 บาท และบัญชีหลังรวม 101 ครั้ง เป็นเงิน 1,291,691 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 3 รับโอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 3 ทั้งสิ้น 2,315,378 บาท ความเสียหายที่โจทก์ได้รับจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงได้แก่เงินที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับโอนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของแต่ละคน ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำละเมิดเนื่องจากมีส่วนรู้เห็นกับนางสาวธนภร จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องรับผิดด้วยการคืนเงินที่รับโอนทั้งหมดดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โอนเงินคืนแก่นางสาวธนภรบางส่วนเป็นเรื่องระหว่างนางสาวธนภรกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่เกี่ยวกับโจทก์ผู้ถูกกระทำละเมิดแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดต่อโจทก์เฉพาะเงินที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังยึดถืออยู่นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อย่างไรก็ดี เมื่อโจทก์มีคำขอให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินคืนเป็นเงิน 2,315,369 บาท และเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2559 นางสาวธนภรยอมรับผิดและชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์บางส่วนเป็นเงิน 620,000 บาท โจทก์นำมาคิดหักชำระหนี้เงินที่โอนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 100,000 บาท จำเลยที่ 3 เป็นเงิน 120,000 บาท และมีคำขอให้บังคับจำเลยที่ 2 คืนเงิน 1,407,659.50 บาท และจำเลยที่ 3 คืนเงิน 2,195,369 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่นางสาวธนภรยอมรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ซึ่งตามคำขอของโจทก์ดังกล่าวแสดงว่าโจทก์ถือเอาวันที่นางสาวธนภรยอมรับผิดต่อโจทก์เป็นวันที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ผิดนัดและเป็นฐานเวลาในการคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัด ส่วนต้นเงินที่นำมาคิดดอกเบี้ยต้องเป็นไปตามต้นเงินที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดคืนให้โจทก์ มิใช่ต้นเงินเดิมก่อนที่จะนำเงินของนางสาวธนภรมาหักชำระหนี้ตามที่โจทก์มีคำขอ
อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองและกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 1,407,659.50 บาท และจำเลยที่ 3 ชำระเงิน 2,195,369 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดดังกล่าวนับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2559 เป็นต้นไปถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา เมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

Articles de code cités มาตราที่อ้างอิง

Affaire civile contre affaire pénale en Thaïlande article 420 relatif aux délits évaluation indépendante des preuves

📖 Pour en savoir plus, consultez ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline

Sébastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Consultant juridique étranger
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Avocat et notaire thaïlandais

Examiné et annoté par des professionnels du droit qualifiés ayant plus de 18 ans d'expérience en droit thaïlandais.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Clause de non-responsabilité: Les traductions anglaises fournies sur ce site Web sont non officielles et à titre informatif uniquement. Le texte faisant foi des lois thaïlandaises est en langue thaïe tel que publié dans la Gazette royale thaïlandaise (RatchakitchanubeksaCe contenu ne constitue pas un avis juridique. Pour toute question juridique spécifique, veuillez consulter un avocat thaïlandais qualifié.

Droits d'auteur © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. Le texte statutaire thaïlandais (ตัวบทกฎหมาย) et les décisions originales de la Cour suprême (Dika) en langue thaïe sont dans le domaine public telles que publiées dans la Gazette du gouvernement royal thaïlandais (ราชกิจจานุเบกษา) conformément à l'article 7 de la loi sur le droit d'auteur de 2537 (1994). Tout le reste du contenu, y compris les traductions en anglais, les résumés des décisions de la Cour suprême (Dika), les annotations juridiques, les renvois, les commentaires et l'analyse éditoriale, constitue la propriété intellectuelle protégée par le droit d'auteur de ThaiLawOnline et ses rédacteurs, Sébastien H. Brousseau (LL.B.) et Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Toute reproduction ou distribution non autorisée est interdite.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Retour en haut de la page
WhatsApp LINE Appeler Rendez-vous