Point de repère คำพิพากษาสำคัญ Code civil et commercialป.พ.พ. Décision 451/2567 คำพิพากษาที่ 451/2567 2024 (BE 2567) Expat Critique

Le motif de divorce pour séparation de trois ans exige plus que du temps : l'incapacité de vivre ensemble normalement est essentielle เหตุหย่าตามมาตรา 1516(4/2) ต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุข ไม่ใช่แค่แยกกันอยู่เกิน 3 ปี

Sections du CCC : มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Points clés à retenir ⚖️ ประเด็นสำคัญ

Le terrain pour divorce sous CCC §1516(4/2) (séparation volontaire L'existence d'une période de plus de trois ans ne se limite pas à l'écoulement du temps. Le demandeur doit également alléguer et prouver que les parties ne peuvent vivre ensemble comme mari et femme dans des circonstances normales. La plainte n'a pas besoin de mentionner explicitement la période de trois ans si les dates et les faits allégués établissent clairement une période supérieure à trois ans.

เหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4/2) ไม่ได้มีเพียงระยะเวลาที่แยกกันอยู่เกินสามปีเท่านั้น ยังต้องมีองค์ประกอบอื่นอีกคือ ต้องเป็นเพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาด้วย แม้โจทก์จะไม่ได้ระบุว่าเป็นเวลาเกินกว่า 3 ปี แต่ช่วงเวลาที่โจทก์บรรยายในฟ้องเป็นที่เข้าใจได้ว่าเป็นเวลาเกินกว่า 3 ปี แล้ว

Résumé exécutif บทสรุปผู้บริหาร

The plaintiff sought divorce on the ground of voluntary separation from 2553 (2010) to the present, alleging that the defendant's conduct made resumption of normal marital life impossible. The Supreme Court held that the §1516(4/2) ground has TWO elements: (i) voluntary separation exceeding three years AND (ii) inability to live together normally. The plaintiff need not recite the exact phrase 'more than three years', pleading dates that obviously span more than three years is sufficient, but the complaint must also describe conduct showing they cannot resume normal married life. Both elements were satisfied here.
โจทก์ฟ้องหย่าด้วยเหตุแยกกันอยู่โดยสมัครใจตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน โดยอ้างพฤติการณ์ของจำเลยที่ทำให้ไม่อาจกลับมาอยู่ร่วมกันได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เหตุหย่าตามมาตรา 1516(4/2) มีองค์ประกอบสองประการคือ (1) แยกกันอยู่โดยสมัครใจเกิน 3 ปี และ (2) ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุข โจทก์ไม่จำต้องระบุคำว่า 'เกิน 3 ปี' โดยตรง ช่วงเวลาที่บรรยายในฟ้องที่ชัดเจนว่าเกิน 3 ปี ก็เพียงพอ แต่ต้องบรรยายพฤติการณ์ที่แสดงว่าไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ตามปกติ คดีนี้ครบทั้งสององค์ประกอบ

Décision de la Cour (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

Le motif de divorce prévu par l'article 1516(4/2) du Code civil (séparation volontaire de plus de trois ans) n'est pas établi par le seul écoulement du temps. Le demandeur doit également alléguer et prouver que les époux ne peuvent vivre ensemble comme mari et femme dans des conditions normales. Il n'est pas nécessaire que la requête mentionne explicitement la période de trois ans si les dates et les faits allégués établissent clairement une période supérieure à trois ans.
เหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4/2) ไม่ได้มีเพียงระยะเวลาที่แยกกันอยู่เกินสามปีเท่านั้น ยังต้องมีองค์ประกอบอื่นอีกคือ ต้องเป็นเพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาด้วย แม้โจทก์จะไม่ได้ระบุว่าเป็นเวลาเกินกว่า 3 ปี แต่ช่วงเวลาที่โจทก์บรรยายในฟ้องเป็นที่เข้าใจได้ว่าเป็นเวลาเกินกว่า 3 ปี แล้ว

Décision de la Cour plénière คำพิพากษาฉบับเต็ม

Voici le texte intégral de l'arrêt n° 451/2567 de la Cour suprême. Source : deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 451/2567 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

Une traduction anglaise est en cours de préparation et sera bientôt disponible.

งที่โจทก์กับจำเลยยังเป็นสามีภริยากันอยู่ หาใช่มาจากจำเลยไม่ ทั้งความเป็นจริงที่จำเลยต้องแยกกันอยู่กับโจทก์เกิดจากสภาพครอบครัวที่โจทก์ต้องกลับไปดูแลมารดาที่เจ็บป่วย ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ที่จะต้องกลับมาเยี่ยมเยียนดูแลบุตรภริยา ทั้งจำเลยยังรักใคร่หึงหวงในตัวโจทก์อยู่ จึงได้ฟ้อง ม. เรียกค่าทดแทนที่มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับโจทก์ กรณีดังกล่าวจะถือว่าเป็นการแยกกันโดยความสมัครใจของจำเลยด้วยหาได้ไม่ ฉะนั้นคงฟังได้แต่เพียงว่า โจทก์กับจำเลยแยกกันอยู่มากว่า 3 ปี จริง แต่การแยกกันอยู่นั้น มิใช่ด้วยความสมัครใจของจำเลย การที่โจทก์กับจำเลยแยกกันอยู่เช่นนี้ก็โดยลำพังความสมัครใจของโจทก์แต่ฝ่ายเดียว หาทำให้เกิดสิทธิฟ้องหย่าจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4/2) ไม่ โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกันหรือมีคำสั่งให้แยกกันอยู่ และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิงเกวลินบุตรแต่เพียงผู้เดียว จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์แล้วเชื่อว่า โจทก์กับจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี และพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182 ดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า ฟ้องข้อ 4 โจทก์บรรยายฟ้องได้ความในทำนองว่า ในช่วงปี 2553 โจทก์ฟ้องหย่าจำเลย ศาลพิพากษายกฟ้อง โจทก์พยายามขอคืนดีขอให้จำเลยปรับปรุงตัวเพื่อให้ครอบครัวกลับมาอยู่กันอย่างปกติสุข แต่จำเลยไม่ยอมหลับนอนกับโจทก์และไม่ยอมกลับมาอยู่ที่บ้านเลขที่ 54 กับโจทก์ โดยจำเลยพักอาศัยอยู่บ้านญาติของจำเลยที่บ้านเลขที่ 98/94 ซึ่งเป็นความสมัครใจของจำเลยเองโจทก์ไม่ได้ขับไล่ ฟ้องข้อ 5 หลังจากโจทก์ฟ้องหย่าจำเลยในปี 2556 จำเลยยังคงไม่กลับไปอยู่กับโจทก์หรือยินยอมให้โจทก์มาอยู่กินฉันสามีภริยา ซึ่งการกระทำของจำเลยที่เคยให้การต่อศาลว่า จำเลยไม่ประสงค์จะหย่ากับโจทก์เนื่องจากสงสารบุตรและอยากอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ต่อ ทำให้โจทก์ใจอ่อนและหลงเชื่อ โจทก์จึงพยายามไปเยี่ยมบุตรแต่จำเลยไม่ให้เข้าบ้าน หลังจากนั้นตลอดระยะเวลา 3 ปี โจทก์กับจำเลยแยกกันอยู่ในลักษณะเช่นนี้ตลอดมาจนกระทั่งปี 2560 โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยอีกครั้ง ศาลยังคงมีคำพิพากษายกฟ้อง และฟ้องข้อ 6 โจทก์บรรยายฟ้องได้ความในทำนองว่า นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 ที่ศาลพิพากษายกฟ้อง จำเลยไม่เคยกลับมาใช้ชีวิตฉันสามีภริยากับโจทก์อีกเลย โจทก์ขอให้จำเลยปรับปรุงตัว โดยขอให้ต่างฝ่ายต่างปรับความเข้าใจกัน โจทก์ขอให้จำเลยช่วยเหลือดูแลกิจการของโจทก์ แต่จำเลยไม่ปรับปรุงตัว ไม่ช่วยเหลือดูแลกิจการและไม่ยอมกลับมาใช้ชีวิตฉันสามีภริยากับโจทก์ ทั้งตอนท้ายฟ้องข้อ 6 โจทก์บรรยายฟ้องว่า "ซึ่งจากข้อเท็จจริงจะเห็นว่าตั้งแต่ปี 2553 ถึงปัจจุบัน โจทก์กับจำเลยไม่สามารถที่จะกลับมาอยู่ฉันสามีภริยาได้อย่างปกติสุขเป็นแน่แท้" เห็นว่าเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) นั้น ไม่ได้มีเพียงระยะเวลาที่แยกกันอยู่เกินสามปีเท่านั้น ยังต้องมีองค์ประกอบอื่นอีกคือ ต้องเป็นเพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาด้วย ซึ่งเมื่ออ่านฟ้องโจทก์ทั้งฉบับแล้วแปลความได้ว่า นับตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน โจทก์กับจำเลยแยกกันอยู่โดยสมัครใจ พฤติการณ์ต่าง ๆ ของจำเลยที่กล่าวมาในฟ้องทำให้โจทก์กับจำเลยไม่สามารถที่จะกลับมาอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุข อันเป็นการบรรยายครบองค์ประกอบเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) แล้ว แม้โจทก์จะไม่ได้ระบุว่าเป็นเวลาเกินกว่า 3 ปี แต่ช่วงเวลาที่โจทก์บรรยายในฟ้องเป็นที่เข้าใจได้ว่าเป็นเวลาเกินกว่า 3 ปี แล้ว ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังเป็นยุติจากการวินิจฉัยพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวพันกับข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องแล้วทั้งสิ้น ไม่มีข้อเท็จจริงใดเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่นอกคำฟ้อง ส่วนศาลชั้นต้นจะเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุตินั้นเป็นเหตุหย่าหรือไม่ และเป็นเหตุหย่าที่ปรับได้กับบทบัญญัติกฎหมายมาตราใด อนุมาตราใด เป็นอำนาจหน้าที่และเป็นความเห็นของแต่ละศาล ไม่ใช่หน้าที่ของโจทก์ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นปรับบทกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) จึงไม่ถือเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องหรือเป็นการวินิจฉัยในประเด็นอื่นที่มิได้กล่าวมาในฟ้อง คำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์กับจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปีหรือไม่ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยังมิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยก่อน เห็นว่า มูลเหตุแห่งการที่โจทก์ฟ้องหย่าครั้งที่ 3 เมื่อปี 2560 โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยไม่ยอมกลับมาอยู่ที่บ้านเลขที่ 54 กับโจทก์ โดยจำเลยพักอาศัยอยู่บ้านญาติของจำเลย ที่บ้านเลขที่ 98/94 ตั้งแต่ปี 2557 ถึงปัจจุบัน เมื่อไม่ปรากฏว่าในระหว่างนั้นโจทก์กับจำเลยได้กลับมาอยู่ด้วยกันแล้วสมัครใจแยกกันอยู่อีกก่อนที่โจทก์จะฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ดังนั้นมูลเหตุแห่งการฟ้องหย่าทั้งในคดีก่อนและในคดีนี้จึงเป็นมูลเหตุที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2557 ต่อเนื่องกัน จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาในคดีก่อน ซึ่งข้อเท็จจริงในคดีหมายเลขแดงที่ 173/2560 ได้ความว่า บ้านเลขที่ 98/94 ที่จำเลยกับบุตรพักอาศัยนั้น เดิมเป็นของมารดาโจทก์ต่อมาขายให้แก่น้องสาวจำเลย แล้วโจทก์พาจำเลยกับบุตรย้ายออกจากบ้านของมารดาโจทก์เลขที่ 54 ไปอยู่บ้านหลังดังกล่าวด้วยกัน ต่อมามารดาโจทก์ป่วย โจทก์จึงไปดูแลมารดาที่บ้านเลขที่ 54 จึงต้องแยกกันอยู่ แสดงว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านอีกหลังหนึ่งที่โจทก์กับจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากันตั้งแต่ย้ายออกมาจากบ้านของมารดาโจทก์เลขที่ 54 กรณีจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายแยกออกมาอยู่บ้านเลขที่ 98/94 ส่วนที่โจทก์นำสืบว่า นับตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 ที่ศาลพิพากษายกฟ้อง โจทก์ขอให้จำเลยปรับปรุงตัวช่วยเหลือดูแลกิจการของโจทก์ แต่จำเลยไม่ช่วยเหลือดูแลกิจการของโจทก์และไม่เคยกลับมาใช้ชีวิตฉันสามีภริยากับโจทก์อีกเลย แต่โจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยรับว่า จำเลยเคยมีคดีฟ้องร้องกับนางสาวมนันยา ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ยชพ 146/2562 ของศาลชั้นต้น เมื่อพิเคราะห์แล้ว เห็นว่าเป็นคดีที่จำเลยฟ้องนางสาวมนันยาเรียกค่าทดแทนที่มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับโจทก์ เหตุเกิดประมาณเดือนมิถุนายน 2562 ต่อมาได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอม และในคดีฟ้องหย่าครั้งที่ 3 โจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยรับว่า โจทก์คบหากับผู้หญิงอื่นระหว่างที่ยังอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย อีกทั้งในคดีนี้โจทก์ก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยรับว่า จำเลยฟ้องเรียกค่าทดแทนจากนางสาวมนันยาเช่นกัน ดังนั้น สาเหตุที่โจทก์ไม่กลับบ้านไปหาจำเลยในคดีก่อนและคดีนี้มาจากตัวโจทก์เองที่มีพฤติกรรมอันแสดงถึงการนอกใจจำเลย ยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาทั้งที่โจทก์กับจำเลยยังเป็นสามีภริยากันอยู่ หาใช่มาจากจำเลยไม่ ทั้งความเป็นจริงที่จำเลยต้องแยกกันอยู่กับโจทก์เกิดจากสภาพครอบครัวที่โจทก์ต้องกลับไปดูแลมารดาที่เจ็บป่วย ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ที่จะต้องกลับมาเยี่ยมเยียนดูแลบุตรภริยา โจทก์ไม่ได้นำสืบว่าจำเลยเคยช่วยเหลือดูแลกิจการของโจทก์มาก่อน ข้ออ้างที่ว่าจำเลยไม่ช่วยเหลือดูแลกิจการของโจทก์จึงเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ทั้งจำเลยยังรักใคร่หึงหวงในตัวโจทก์อยู่ จึงได้ฟ้องนางสาวมนันยาเรียกค่าทดแทนที่มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับโจทก์ กรณีดังกล่าวจะถือว่าเป็นการแยกกันโดยความสมัครใจของจำเลยด้วยหาได้ไม่ ฉะนั้นข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวคงฟังได้แต่เพียงว่า โจทก์กับจำเลยแยกกันอยู่มากว่า 3 ปี จริง แต่การแยกกันอยู่นั้น มิใช่ด้วยความสมัครใจของจำเลย การที่โจทก์กับจำเลยแยกกันอยู่เช่นนี้ก็โดยลำพังความสมัครใจของโจทก์แต่ฝ่ายเดียว หาทำให้เกิดสิทธิฟ้องหย่าจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) ไม่ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกันมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกันมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

Articles de code cités มาตราที่อ้างอิง

Foire aux questions คำถามที่พบบ่อย

Quel est le principe juridique énoncé dans la décision 451/2567 ? คำพิพากษาฎีกาที่ 451/2567 วินิจฉัยอย่างไร?

Le motif de divorce prévu par l'article 1516(4/2) du Code civil (séparation volontaire de plus de trois ans) n'est pas établi par le seul écoulement du temps. Le demandeur doit également alléguer et prouver que les parties ne peuvent vivre ensemble comme mari et femme dans des circonstances normales. La plainte doit….

เหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4/2) ไม่ได้มีเพียงระยะเวลาที่แยกกันอยู่เกินสามปีเท่านั้น ยังต้องมีองค์ประกอบอื่นอีกคือ ต้องเป็นเพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาด้วย แม้โจทก์จะไม่ได้ระบุว่าเป็นเวลาเกินกว่า 3 ปี แต่ช…

Quelle section du Code civil et commercial s'applique ? มาตราใดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่เกี่ยวข้อง?

L'affaire est principalement décidée en vertu de l'article 1516 du Code civil.

คดีนี้วินิจฉัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516

divorce en Thaïlande, article 1516 divorce après trois ans de séparation en Thaïlande motifs de divorce en Thaïlande séparation volontaire en Thaïlande

📖 Pour en savoir plus, consultez ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline

Sébastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Consultant juridique étranger
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Avocat et notaire thaïlandais

Examiné et annoté par des professionnels du droit qualifiés ayant plus de 18 ans d'expérience en droit thaïlandais.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Clause de non-responsabilité: Les traductions anglaises fournies sur ce site Web sont non officielles et à titre informatif uniquement. Le texte faisant foi des lois thaïlandaises est en langue thaïe tel que publié dans la Gazette royale thaïlandaise (RatchakitchanubeksaCe contenu ne constitue pas un avis juridique. Pour toute question juridique spécifique, veuillez consulter un avocat thaïlandais qualifié.

Droits d'auteur © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. Le texte statutaire thaïlandais (ตัวบทกฎหมาย) et les décisions originales de la Cour suprême (Dika) en langue thaïe sont dans le domaine public telles que publiées dans la Gazette du gouvernement royal thaïlandais (ราชกิจจานุเบกษา) conformément à l'article 7 de la loi sur le droit d'auteur de 2537 (1994). Tout le reste du contenu, y compris les traductions en anglais, les résumés des décisions de la Cour suprême (Dika), les annotations juridiques, les renvois, les commentaires et l'analyse éditoriale, constitue la propriété intellectuelle protégée par le droit d'auteur de ThaiLawOnline et ses rédacteurs, Sébastien H. Brousseau (LL.B.) et Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Toute reproduction ou distribution non autorisée est interdite.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Retour en haut de la page
WhatsApp LINE Appeler Rendez-vous