Point de repère คำพิพากษาสำคัญ Code civil et commercialป.พ.พ. Décision 748/2568 คำพิพากษาที่ 748/2568 2025 (BE 2568)

La maîtresse n'est responsable des dommages qu'en prouvant qu'elle savait que l'homme était marié : niveau de preuve rehaussé ค่าทดแทนจากชู้ หญิงอื่นต้องทราบว่าชายมีภริยาแล้ว และศาลต้องรับฟังพยานหลักฐานอย่างระมัดระวัง

Sections du CCC : มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Points clés à retenir ⚖️ ประเด็นสำคัญ

Une épouse peut obtenir une indemnisation d'une autre femme en vertu de Code civil et commercial Section 1523, deuxième alinéa, uniquement dans les cas où cette femme s'est affichée ouvertement en couple avec le mari tout en sachant qu'il était marié, violant ainsi intentionnellement les droits de l'épouse. Le défaut de dépôt d'une défense par l'autre femme n'établit aucun de ces deux éléments. L'épouse doit tout de même prouver son action en vertu de l'article 198 bis du Code de procédure civile et, dans la mesure où une accusation de cette nature est grave et jette l'disgrâce sur les deux familles, le tribunal doit peser sa preuve avec plus de rigueur que dans une affaire civile ordinaire. Lorsque les époux avaient divorcé pour se remarier par la suite, qu'ils ont vécu dans des provinces différentes pendant toute la durée du second mariage, et que l'autre femme avait divorce certificat et avait entendu le mari dire que le mariage était terminé, le tribunal peut conclure qu'elle avait connaissance du divorce et non du remariage. Il n'y a alors pas de violation intentionnelle des droits de l'épouse et aucune indemnisation n'est due.

การที่ภริยาจะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ต้องเป็นกรณีที่หญิงดังกล่าวได้แสดงตนโดยเปิดเผยและทราบว่าชายนั้นมีภริยาแล้ว แต่ยังจงใจละเมิดสิทธิภริยา จึงต้องรับผิด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์กับสามีพักอาศัยอยู่กันคนละจังหวัด และเคยจดทะเบียนหย่ากันมาก่อน น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าสามีโจทก์มีภริยาแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด ทั้งนี้ แม้จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ก็ยังต้องนำพยานหลักฐานมาสืบให้ได้ความตามคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ ซึ่งนำมาใช้แก่คดีครอบครัวโดย พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 และเนื่องจากข้อกล่าวหาเรื่องชู้สาวเป็นเรื่องร้ายแรงและนำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่ครอบครัวทั้งสองฝ่าย ศาลจึงต้องรับฟังพยานหลักฐานด้วยความระมัดระวังยิ่งกว่าคดีแพ่งทั่วไป

Résumé exécutif บทสรุปผู้บริหาร

L'épouse a poursuivi son mari et l'autre femme. Elle et le mari s'étaient mariés, avaient divorcé le 17 mars 2559 et s'étaient remariés le 30 octobre 2560, et lors de ce second mariage, ils n'ont pas vécu ensemble : il est resté dans le dortoir de son entreprise à Samut Sakhon tandis que, elle et leurs deux enfants vivaient ailleurs. L'autre femme n'a déposé aucune défense. Au cours du procès, le mari a trouvé un accord, et un jugement par consentement du 19 août 2565 a accordé à l'épouse un divorce et la garde exclusive pouvoir parental, a fixé sa contribution à l'entretien des deux enfants sur une échelle dégressive jusqu'à l'âge de vingt ans, et a acté que l'épouse ne formulait aucune demande de dommages-intérêts à sonencontre. Le tribunal de première instance a alors ordonné à l'autre femme de verser 300 000 bahts. Elle a fait appel, la cour d'appel des affaires spécialisées a rejeté la demande la concernant et, sur le pourvoi de l'épouse formé avec autorisation, la Cour suprême a confirmé ce rejet. Sa défaillance ne déchargeait pas l'épouse de la charge de la preuve : en vertu de l'article 198 bis du code de procédure civile, que la loi sur les tribunaux de la jeunesse et de la famille et la procédure afférente de 2553 intègre dans les procédures familiales, l'épouse devait toujours prouver à la fois que l'autre femme s'affichait ouvertement avec lui et qu'elle savait qu'il était marié, et une accusation de cette nature, grave et jetant l'disgrâce sur les deux familles, doit être pesée plus soigneusement que des preuves dans une affaire civile ordinaire. Le fait qu'elle s'était affichée ouvertement était acquis à ce stade. Sa connaissance ne l'était pas, et à ce sujet, l'épouse était son propre et unique témoin. Face à cela pesaient les domiciles séparés, le mari vivant seul dans le dortoir où n'importe qui pouvait le prendre pour un célibataire, le certificat de divorce que l'autre femme a produit, et les propres paroles du mari à l'épouse à l'hôtel selon lesquelles lui et l'épouse s'étaient séparés. La Cour a jugé crédible que l'autre femme avait connaissance du divorce et non du remariage, de sorte qu'elle n'avait pas intentionnellement violé les droits de l'épouse et ne devait rien en vertu de l'article 1523, alinéa deux. La Cour suprême a également rectifié la décision relative aux dépens : une fois que la cour d'appel a rejeté la demande la concernant, elle devait statuer à nouveau sur les dépens de première instance entre elle et l'épouse, et n'avait traité que des dépens d'appel.
โจทก์ภริยาฟ้องจำเลยที่ 1 สามี และจำเลยที่ 2 หญิงอื่น โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2559 แล้วจดทะเบียนสมรสกันใหม่เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2560 ระหว่างสมรสครั้งหลังมิได้พักอาศัยอยู่ด้วยกัน จำเลยที่ 1 พักที่หอพักของบริษัทในจังหวัดสมุทรสาคร ส่วนโจทก์กับบุตรผู้เยาว์ทั้งสองพักอยู่อีกแห่งหนึ่ง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ระหว่างพิจารณา โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2565 ตกลงหย่า ให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นขั้นตามอายุจนถึงยี่สิบปี และโจทก์ไม่ติดใจเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทน 300,000 บาท จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นยกฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาต ศาลฎีกาพิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่าแม้จำเลยที่ 2 ขาดนัด โจทก์ก็ยังต้องนำสืบให้ได้ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ ทั้งข้อกล่าวหาเช่นนี้เป็นเรื่องร้ายแรงจึงต้องรับฟังพยานหลักฐานด้วยความระมัดระวังยิ่งกว่าคดีแพ่งทั่วไป ประเด็นการแสดงตนโดยเปิดเผยยุติแล้ว คงมีปัญหาเฉพาะเรื่องความรู้ ซึ่งโจทก์มีเพียงตนเองเป็นพยาน เมื่อคู่สมรสอยู่คนละจังหวัด จำเลยที่ 2 มีใบสำคัญการหย่า และจำเลยที่ 1 พูดต่อหน้าโจทก์ว่าเลิกกันแล้ว จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ทราบเพียงเรื่องการหย่า ไม่ทราบเรื่องการสมรสใหม่ จำเลยที่ 2 จึงมิได้จงใจละเมิดสิทธิของโจทก์ และศาลฎีกายังแก้เรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ซึ่งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมิได้สั่งใหม่ให้ถูกต้อง

Décision de la Cour (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

Une épouse ne peut obtenir des dommages-intérêts d'une autre femme en vertu de l'article 1523, deuxième alinéa, du Code civil et commercial que si cette femme s'est affichée ouvertement en relation avec le mari tout en sachant qu'il était marié, violant ainsi intentionnellement les droits de l'épouse. Le défaut de dépôt d'une défense par l'autre femme n'établit aucun de ces deux éléments. L'épouse doit tout de même prouver son cas en vertu de l'article 198 bis du Code de procédure civile et, dans la mesure où une accusation de cette nature est grave et jette l'disgrâce sur les deux familles, le tribunal doit évaluer ses preuves avec plus de rigueur que les preuves dans une affaire civile ordinaire. Lorsque les conjoints ont divorcé puis se sont remariés par la suite, ont vécu dans des provinces différentes pendant toute la durée du second mariage, et que l'autre femme disposait du certificat de divorce et avait entendu le mari affirmer que le mariage était terminé, le tribunal peut conclure qu'elle avait connaissance du divorce et non du remariage. Il n'y a alors aucune violation intentionnelle des droits de l'épouse et aucune indemnité n'est due.
การที่ภริยาจะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ต้องเป็นกรณีที่หญิงดังกล่าวได้แสดงตนโดยเปิดเผยและทราบว่าชายนั้นมีภริยาแล้ว แต่ยังจงใจละเมิดสิทธิภริยา จึงต้องรับผิด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์กับสามีพักอาศัยอยู่กันคนละจังหวัด และเคยจดทะเบียนหย่ากันมาก่อน น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าสามีโจทก์มีภริยาแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด ทั้งนี้ แม้จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ก็ยังต้องนำพยานหลักฐานมาสืบให้ได้ความตามคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ ซึ่งนำมาใช้แก่คดีครอบครัวโดย พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 และเนื่องจากข้อกล่าวหาเรื่องชู้สาวเป็นเรื่องร้ายแรงและนำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่ครอบครัวทั้งสองฝ่าย ศาลจึงต้องรับฟังพยานหลักฐานด้วยความระมัดระวังยิ่งกว่าคดีแพ่งทั่วไป

Décision de la Cour plénière คำพิพากษาฉบับเต็ม

Voici le texte intégral de l'arrêt n° 748/2568 de la Cour suprême. Source : deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 748/2568 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

Une traduction anglaise est en cours de préparation et sera bientôt disponible.

การที่ภริยาจะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่มีความสัมพันธ์กับสามีของตนในทำนองชู้สาวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ต้องเป็นกรณีที่หญิงดังกล่าวได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว โดยหญิงดังกล่าวจะต้องทราบว่าชายนั้นมีภริยาแล้ว แต่ยังจงใจละเมิดสิทธิภริยาด้วย จึงต้องรับผิดใช้ค่าทดแทน แม้จำเลยที่ 2 จะขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ก็ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบให้ได้ความตามคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ว่า จำเลยที่ 2 ได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในทำนองชู้สาวโดยทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นสามีโจทก์ ซึ่งการกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 มีความประพฤติอันผิดทำนองคลองธรรมกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงและนำมาแต่ความเสื่อมเสียแก่ครอบครัวของทั้งสองฝ่ายเช่นนี้ ศาลจะต้องรับฟังพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบด้วยความระมัดระวังยิ่งกว่าการรับฟังพยานหลักฐานในคดีแพ่งทั่วไป แม้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 ได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในทำนองชู้สาวก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่กันคนละจังหวัด และโจทก์กับจำเลยที่ 1 เคยจดทะเบียนหย่ากันมาก่อนแล้ว จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีภริยาแล้ว จำเลยที่ 2 จึงมิได้จงใจละเมิดสิทธิของโจทก์ผู้เป็นภริยาจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดชำระค่าทดแทนให้แก่โจทก์ตามมาตรา 1523 วรรคสอง เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นยกฟ้องจำเลยที่ 2 จึงมีผลเท่ากับเป็นการพิพากษากลับในส่วนจำเลยที่ 2 มีผลทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนจำเลยที่ 2 ถูกเพิกถอนไปทั้งหมด ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงต้องสั่งค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นใหม่ แต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษคงสั่งเฉพาะค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ เป็นการไม่ชอบ โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 500,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองก่อนฟ้องเป็นเงิน 300,000 บาท และชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง ข. หรือ ม. ตั้งแต่อายุ 7 ปี ถึง 8 ปี เดือนละ 6,000 บาท กับชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ท. และเด็กหญิง ข. หรือ ม.ตั้งแต่อายุ 9 ปี ถึง 12 ปี คนละ 7,000 บาท ต่อเดือน อายุ 13 ปี ถึง 15 ปี คนละ 8,000 บาท ต่อเดือน อายุ 16 ปี ถึง 18 ปี คนละ 9,000 บาท ต่อเดือน และอายุ 19 ปี ถึง 20 ปี คนละ 10,000 บาท ต่อเดือน กับให้ชำระค่าการศึกษา ค่ารักษาพยาบาล และค่าประกันชีวิตของบุตรผู้เยาว์ทั้งสองกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ระหว่างการพิจารณา โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันได้และทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 19 สิงหาคม 2565 ซึ่งมีข้อความดังนี้ ข้อ 1. โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงจดทะเบียนหย่ากัน ณ ที่ว่าการอำเภอ ภายใน 15 วัน โดยตกลงจะนัดกันในภายหลัง หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาจดทะเบียนหย่า ข้อ 2. โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคือ เด็กชาย ท. และเด็กหญิง ข. แต่เพียงผู้เดียว โดยไม่ปิดกั้นที่จะให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบิดามาเยี่ยมเยือนบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่อย่างใด ข้อ 3. จำเลยที่ 1 ตกลงยินยอมชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองดังต่อไปนี้ 3.1 เด็กชาย ท. ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูดังนี้ นับตั้งแต่อายุ 9 ปี จนถึงอายุ 12 ปี เป็นรายเดือน เดือนละ 4,000 บาท นับตั้งแต่อายุ 13 ปี จนถึงอายุ 15 ปี เป็นรายเดือน เดือนละ 5,000 บาท นับตั้งแต่อายุ 16 ปี จนถึงอายุ 20 ปี เป็นรายเดือน เดือนละ 7,500 บาท โดยจะเริ่มชำระเดือนแรกภายในวันที่ 5 กันยายน 2565 และจะชำระต่อ ๆ ไปภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน โดยจะชำระให้แก่บุตรผ่านบัญชีธนาคาร ก. ชื่อบัญชีนางสาว ฟ. หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่ง โจทก์สามารถบังคับคดีได้ทันที โดยคิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของจำนวนเงินที่ค้างชำระ 3.2 เด็กหญิง ข. ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูดังนี้ นับตั้งแต่อายุ 7 ปี จนถึงอายุ 8 ปี เป็นรายเดือน เดือนละ 4,000 บาท นับตั้งแต่อายุ 9 ปี จนถึงอายุ 12 ปี เป็นรายเดือน เดือนละ 5,000 บาท นับตั้งแต่อายุ 13 ปี จนถึงอายุ 15 ปี เป็นรายเดือน เดือนละ 6,000 บาท นับตั้งแต่อายุ 16 ปี จนถึงอายุ 20 ปี เป็นรายเดือน เดือนละ 7,500 บาท โดยจะเริ่มชำระเดือนแรกภายในวันที่ 5 กันยายน 2565 และจะชำระต่อ ๆ ไปภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน โดยจะชำระให้แก่บุตรผ่านบัญชีธนาคาร ก. ชื่อบัญชีนางสาว ฟ. หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่ง โจทก์สามารถบังคับคดีได้ทันที โดยคิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของจำนวนเงินที่ค้างชำระ ข้อ 4. จำเลยที่ 1 ตกลงชำระค่าเทอมที่ค้างจ่ายให้แก่โจทก์ที่ค้างจ่ายจำนวน 70,000 บาท โดยแบ่งชำระกับโจทก์คนละครึ่งเป็นจำนวน 35,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 จะชำระให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลา 4 เดือน โดยจะชำระให้แก่โจทก์ผ่านบัญชีธนาคาร ก. ชื่อบัญชีนางสาว ฟ. หากผิดนัด โจทก์สามารถบังคับคดีได้ทันที โดยคิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของจำนวนเงินที่ค้างชำระ ข้อ 5. โจทก์ไม่ติดใจเรียกค่าเสียหายหรือค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ข้อ 6. โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงตามข้อ 1. ถึงข้อ 5. และไม่ติดใจเรียกร้องใด ๆ ต่อกันอีก ข้อ 7. ค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความให้เป็นพับ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 300,000 บาท ส่วนเรื่องการหย่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองและอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองให้เป็นไปตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 19 สิงหาคม 2565 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ) โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมายและมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ เด็กชาย ท. เกิดเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2556 กับเด็กหญิง ข.หรือ ม. เกิดเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2557 ต่อมาเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2559 โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่ากัน จากนั้นโจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกันอีกครั้งเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2560 ในระหว่างสมรสโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิได้พักอาศัยอยู่ด้วยกันเนื่องจากจำเลยที่ 1 ไปพักอยู่ที่หอพักของบริษัท ส. ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลท่าจีน อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลป้ายแดง ยี่ห้อมาสด้า จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันได้และทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 19 สิงหาคม 2565 โดยมีข้อตกลงข้างต้นและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผย เพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 สามีโจทก์ในทำนองชู้สาว อันเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า การที่ภริยาจะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่มีความสัมพันธ์กับสามีของตนในทำนองชู้สาวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ต้องเป็นกรณีที่หญิงดังกล่าวได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว โดยหญิงดังกล่าวจะต้องทราบว่าชายนั้นมีภริยาแล้ว แต่ยังจงใจละเมิดสิทธิภริยาด้วย จึงต้องรับผิดใช้ค่าทดแทน คดีนี้แม้จำเลยที่ 2 จะขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ก็ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบให้ได้ความตามคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ว่า จำเลยที่ 2 ได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในทำนองชู้สาวโดยทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นสามีโจทก์ โดยเฉพาะการกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 มีความประพฤติอันผิดทำนองคลองธรรมกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงและนำมาแต่ความเสื่อมเสียแก่ครอบครัวของทั้งสองฝ่ายเช่นนี้ ศาลจะต้องรับฟังพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบด้วยความระมัดระวังยิ่งกว่าการรับฟังพยานหลักฐานในคดีแพ่งทั่วไป แม้ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นที่ยุติว่า จำเลยที่ 2 ได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในทำนองชู้สาวก็ตาม แต่ประเด็นที่จำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นสามีโจทก์หรือไม่นั้น โจทก์คงมีเพียงตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความอ้างว่า เมื่อโจทก์สืบทราบว่าจำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกัน โจทก์เคยแจ้งให้จำเลยที่ 2 เลิกยุ่งเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ แต่จำเลยที่ 2 เพิกเฉยและยังแอบคบหากับจำเลยที่ 1 อยู่ หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองยังนัดหมายไปพบกันที่โรงแรมเพื่อหลับนอนกัน แต่เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ในระหว่างสมรสโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิได้พักอาศัยอยู่ด้วยกันเนื่องจากจำเลยที่ 1 ไปพักอยู่ที่หอพักของบริษัทที่จำเลยที่ 1 ทำงานอยู่ ซึ่งบริษัทดังกล่าวตั้งอยู่ที่ตำบลท่าจีน อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ส่วนโจทก์และบุตรผู้เยาว์ทั้งสองพักอยู่ที่บ้านเลขที่ 134 โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยไปเยี่ยมเยียนหรือพักอาศัยอยู่กับจำเลยที่ 1 หรือไม่ การที่จำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ที่หอพักดังกล่าวตามลำพังเช่นนี้ หากจำเลยที่ 1 ไม่แจ้งว่าตนมีภริยาแล้ว ย่อมทำให้จำเลยที่ 2 หรือบุคคลอื่นอาจเข้าใจได้ว่าจำเลยที่ 1 ยังไม่มีคู่สมรสก็เป็นได้ ทั้งในส่วนที่โจทก์อ้างว่าโจทก์เคยแจ้งจำเลยที่ 2 ให้เลิกยุ่งเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 เพิกเฉยนั้น โจทก์ก็เบิกความลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุนข้ออ้างดังกล่าว ประกอบกับเมื่อพิจารณาเหตุการณ์ตามที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองนัดหมายไปพบกันที่โรงแรมนั้น กลับปรากฏเหตุการณ์ที่โจทก์และเพื่อนโจทก์ติดตามไปพบจำเลยทั้งสองขณะออกจากลิฟท์ของโรงแรมด้วยกัน เมื่อจำเลยทั้งสองเห็นโจทก์ จำเลยที่ 2 พูดกับจำเลยที่ 1 ว่า "ไหนว่าคุยกับเค้าแล้วไง" จากนั้นโจทก์พูดว่า "คุยกันเลย" ซึ่งจำเลยที่ 1 พูดตอบกลับโจทก์ไปว่า "ก็เลิกกันไงยุ้ย" ในทำนองว่าจำเลยที่ 1 ยุติความสัมพันธ์กับโจทก์แล้ว อันเจือสมกับสำเนาใบสำคัญการหย่าเอกสารท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ปรากฏรายละเอียดว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2559 ซึ่งอาจทำให้จำเลยที่ 2 เข้าใจได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันแล้ว โดยไม่ทราบว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีการจดทะเบียนสมรสใหม่อีกครั้งเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2560 ดังนั้นเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่กันคนละจังหวัด และโจทก์กับจำเลยที่ 1 เคยจดทะเบียนหย่ากันมาก่อน ประกอบกับเหตุการณ์แล้ว รูปคดีจึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีภริยาแล้ว จำเลยที่ 2 จึงมิได้จงใจละเมิดสิทธิของโจทก์ผู้เป็นภริยาจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดชำระค่าทดแทนให้แก่โจทก์ตามมาตรา 1523 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ข้ออื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง อนึ่ง ส่วนที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกา ฉบับลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2567 นั้น เนื่องจากศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีผลเป็นการยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงไม่มีเหตุที่จะวินิจฉัยคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกาของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวอีกต่อไป นอกจากนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นยกฟ้องจำเลยที่ 2 จึงมีผลเท่ากับเป็นการพิพากษากลับในส่วนจำเลยที่ 2 มีผลทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนจำเลยที่ 2 ถูกเพิกถอนไปทั้งหมด ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงต้องสั่งค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นใหม่ แต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษคงสั่งเฉพาะค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้อง พิพากษายืน ให้ยกคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกาของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

Articles de code cités มาตราที่อ้างอิง

Foire aux questions คำถามที่พบบ่อย

Quel est le principe juridique énoncé dans la décision 748/2568 ? คำพิพากษาฎีกาที่ 748/2568 วินิจฉัยอย่างไร?

Une épouse ne peut obtenir des dommages-intérêts d'une autre femme en vertu de l'article 1523, deuxième alinéa, du Code civil et commercial que si cette femme s'est affichée ouvertement en relation avec le mari tout en sachant qu'il était marié, violant ainsi intentionnellement les droits de l'épouse. Le défaut de dépôt d'une défense par l'autre femme n'établit aucun de ces deux éléments. L'épouse doit tout de même prouver son cas en vertu de l'article 198 bis du Code de procédure civile et, dans la mesure où une accusation de cette nature est grave et jette l'disgrâce sur les deux familles, le tribunal doit évaluer ses preuves avec plus de rigueur que les preuves dans une affaire civile ordinaire. Lorsque les conjoints ont divorcé puis se sont remariés par la suite, ont vécu dans des provinces différentes pendant toute la durée du second mariage, et que l'autre femme disposait du certificat de divorce et avait entendu le mari affirmer que le mariage était terminé, le tribunal peut conclure qu'elle avait connaissance du divorce et non du remariage. Il n'y a alors aucune violation intentionnelle des droits de l'épouse et aucune indemnité n'est due.

การที่ภริยาจะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ต้องเป็นกรณีที่หญิงดังกล่าวได้แสดงตนโดยเปิดเผยและทราบว่าชายนั้นมีภริยาแล้ว แต่ยังจงใจละเมิดสิทธิภริยา จึงต้องรับผิด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์กับสามีพักอาศัยอยู่กันคนละจังหวัด และเคยจดทะเบียนหย่ากันมาก่อน น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าสามีโจทก์มีภริยาแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด ทั้งนี้ แม้จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ก็ยังต้องนำพยานหลักฐานมาสืบให้ได้ความตามคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ ซึ่งนำมาใช้แก่คดีครอบครัวโดย พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 และเนื่องจากข้อกล่าวหาเรื่องชู้สาวเป็นเรื่องร้ายแรงและนำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่ครอบครัวทั้งสองฝ่าย ศาลจึงต้องรับฟังพยานหลักฐานด้วยความระมัดระวังยิ่งกว่าคดีแพ่งทั่วไป

Quelle disposition du Code criminel s'applique lorsque l'autre femme ignorait que l'homme était marié ? มาตราใดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ใช้บังคับเมื่อหญิงอื่นไม่รู้ว่าชายมีคู่สมรสอยู่แล้ว

L'article 1523, deuxième alinéa, est la disposition sur laquelle l'épouse fonde son action. La connaissance du fait que l'homme était marié constitue l'une de ses conditions ; par conséquent, si l'autre femme l'ignorait, la demande est rejetée sur le fondement de cet article même et non d'un autre. Le fait qu'elle ne dépose pas de conclusions ne change rien : l'article 198 bis du Code de procédure civile impose néanmoins à l'épouse d'en rapporter la preuve.

มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่ภริยาใช้ฟ้อง ความรู้ว่าชายมีภริยาแล้วเป็นองค์ประกอบหนึ่งของบทนี้ เมื่อหญิงอื่นไม่ทราบ คดีจึงตกไปตามบทเดียวกันนี้เอง มิใช่ตามบทอื่น และการที่หญิงนั้นขาดนัดยื่นคำให้การก็ไม่ทำให้ต่างไป เพราะ ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ ยังคงให้ภริยาต้องนำสืบให้ได้ความตามฟ้อง

article 1523 ccc responsabilité de la maîtresse en Thaïlande connaissance du mariage en Thaïlande jugement par défaut pour adultère

📖 Pour en savoir plus, consultez ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline

Sébastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Consultant juridique étranger
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Avocat et notaire thaïlandais

Examiné et annoté par des professionnels du droit qualifiés ayant plus de 18 ans d'expérience en droit thaïlandais.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Clause de non-responsabilité: Les traductions anglaises fournies sur ce site Web sont non officielles et à titre informatif uniquement. Le texte faisant foi des lois thaïlandaises est en langue thaïe tel que publié dans la Gazette royale thaïlandaise (RatchakitchanubeksaCe contenu ne constitue pas un avis juridique. Pour toute question juridique spécifique, veuillez consulter un avocat thaïlandais qualifié.

Droits d'auteur © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. Le texte statutaire thaïlandais (ตัวบทกฎหมาย) et les décisions originales de la Cour suprême (Dika) en langue thaïe sont dans le domaine public telles que publiées dans la Gazette du gouvernement royal thaïlandais (ราชกิจจานุเบกษา) conformément à l'article 7 de la loi sur le droit d'auteur de 2537 (1994). Tout le reste du contenu, y compris les traductions en anglais, les résumés des décisions de la Cour suprême (Dika), les annotations juridiques, les renvois, les commentaires et l'analyse éditoriale, constitue la propriété intellectuelle protégée par le droit d'auteur de ThaiLawOnline et ses rédacteurs, Sébastien H. Brousseau (LL.B.) et Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Toute reproduction ou distribution non autorisée est interdite.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Retour en haut de la page
WhatsApp LINE Appeler Rendez-vous