แลนด์มาร์ค คำพิพากษาสำคัญ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ป.พ.พ. Decision 748/2568 คำพิพากษาที่ 748/2568 2025 (B.E. 2568)

Mistress is Liable for Damages Only If She Knew the Man Was Married — Heightened Evidentiary Standard ค่าทดแทนจากชู้ — หญิงอื่นต้องทราบว่าชายมีภริยาแล้ว และศาลต้องรับฟังพยานหลักฐานอย่างระมัดระวัง

ส่วนต่างๆ ของ CCC: ไทม์ ป.พ.พ.:

⚖️ ข้อสรุปสำคัญ ⚖️ประเด็นสำคัญ

Section 1523(2) damages require not only an open display of the relationship, but also the mistress's knowledge that the man was married. Where the spouses lived in different provinces and had previously divorced, the court may reasonably conclude the mistress did not know of a current marriage, defeating the claim. Because allegations of adultery are inherently damaging to family reputation, courts must weigh the evidence more strictly than in ordinary civil cases — even when the defendant defaults.

การที่ภริยาจะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ต้องเป็นกรณีที่หญิงดังกล่าวได้แสดงตนโดยเปิดเผยและทราบว่าชายนั้นมีภริยาแล้ว แต่ยังจงใจละเมิดสิทธิภริยา จึงต้องรับผิด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์กับสามีพักอาศัยอยู่กันคนละจังหวัด และเคยจดทะเบียนหย่ากันมาก่อน น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าสามีโจทก์มีภริยาแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด

บทสรุปสำหรับผู้บริหาร บทสรุป

The plaintiff-wife sued her husband and his alleged mistress, the second defendant, for §1523(2) damages. The second defendant defaulted. The trial court still required the plaintiff to prove (a) public display and (b) the mistress's knowledge of the marriage. The Supreme Court held that the heightened-care standard for allegations of adultery applies even in a default proceeding. Because the spouses lived in different provinces and had previously been divorced, the court could reasonably find the mistress did not know of a current marriage — defeating the damages claim.
โจทก์ภริยาฟ้องสามีและจำเลยที่ 2 ซึ่งกล่าวอ้างว่าเป็นชู้ จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นยังคงต้องสืบให้ได้ความว่าจำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยและทราบว่าสามีโจทก์มีภริยาแล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กรณีข้อกล่าวหาชู้สาวต้องรับฟังพยานหลักฐานอย่างระมัดระวังยิ่งกว่าคดีแพ่งทั่วไป แม้จำเลยขาดนัด เมื่อโจทก์กับสามีพักอยู่คนละจังหวัดและเคยหย่ามาก่อน เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่ามีภริยาอยู่ — จำเลยไม่ต้องรับผิด

คำตัดสินของศาล (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

Section 1523(2) damages require not only an open display of the relationship, but also the mistress's knowledge that the man was married. Where the spouses lived in different provinces and had previously divorced, the court may reasonably conclude the mistress did not know of a current marriage, defeating the claim. Because allegations of adultery are inherently damaging to family reputation, courts must weigh the evidence more strictly than in ordinary civil cases — even when the defendant defaults.
การที่ภริยาจะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ต้องเป็นกรณีที่หญิงดังกล่าวได้แสดงตนโดยเปิดเผยและทราบว่าชายนั้นมีภริยาแล้ว แต่ยังจงใจละเมิดสิทธิภริยา จึงต้องรับผิด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์กับสามีพักอาศัยอยู่กันคนละจังหวัด และเคยจดทะเบียนหย่ากันมาก่อน น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าสามีโจทก์มีภริยาแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด

คำตัดสินของศาลเต็มคณะ คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 748/2568. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 748/2568 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

กำลังจัดทำคำแปลภาษาอังกฤษและจะพร้อมใช้งานในเร็วๆ นี้.

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงต้องสั่งค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นใหม่ แต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษคงสั่งเฉพาะค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ เป็นการไม่ชอบ โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 500,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองก่อนฟ้องเป็นเงิน 300,000 บาท และชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง ข. หรือ ม. ตั้งแต่อายุ 7 ปี ถึง 8 ปี เดือนละ 6,000 บาท กับชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ท. และเด็กหญิง ข. หรือ ม.ตั้งแต่อายุ 9 ปี ถึง 12 ปี คนละ 7,000 บาท ต่อเดือน อายุ 13 ปี ถึง 15 ปี คนละ 8,000 บาท ต่อเดือน อายุ 16 ปี ถึง 18 ปี คนละ 9,000 บาท ต่อเดือน และอายุ 19 ปี ถึง 20 ปี คนละ 10,000 บาท ต่อเดือน กับให้ชำระค่าการศึกษา ค่ารักษาพยาบาล และค่าประกันชีวิตของบุตรผู้เยาว์ทั้งสองกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ระหว่างการพิจารณา โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันได้และทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 19 สิงหาคม 2565 ซึ่งมีข้อความดังนี้ ข้อ 1. โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงจดทะเบียนหย่ากัน ณ ที่ว่าการอำเภอ ภายใน 15 วัน โดยตกลงจะนัดกันในภายหลัง หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาจดทะเบียนหย่า ข้อ 2. โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคือ เด็กชาย ท. และเด็กหญิง ข. แต่เพียงผู้เดียว โดยไม่ปิดกั้นที่จะให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบิดามาเยี่ยมเยือนบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่อย่างใด ข้อ 3. จำเลยที่ 1 ตกลงยินยอมชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองดังต่อไปนี้ 3.1 เด็กชาย ท. ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูดังนี้ นับตั้งแต่อายุ 9 ปี จนถึงอายุ 12 ปี เป็นรายเดือน เดือนละ 4,000 บาท นับตั้งแต่อายุ 13 ปี จนถึงอายุ 15 ปี เป็นรายเดือน เดือนละ 5,000 บาท นับตั้งแต่อายุ 16 ปี จนถึงอายุ 20 ปี เป็นรายเดือน เดือนละ 7,500 บาท โดยจะเริ่มชำระเดือนแรกภายในวันที่ 5 กันยายน 2565 และจะชำระต่อ ๆ ไปภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน โดยจะชำระให้แก่บุตรผ่านบัญชีธนาคาร ก. ชื่อบัญชีนางสาว ฟ. หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่ง โจทก์สามารถบังคับคดีได้ทันที โดยคิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของจำนวนเงินที่ค้างชำระ 3.2 เด็กหญิง ข. ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูดังนี้ นับตั้งแต่อายุ 7 ปี จนถึงอายุ 8 ปี เป็นรายเดือน เดือนละ 4,000 บาท นับตั้งแต่อายุ 9 ปี จนถึงอายุ 12 ปี เป็นรายเดือน เดือนละ 5,000 บาท นับตั้งแต่อายุ 13 ปี จนถึงอายุ 15 ปี เป็นรายเดือน เดือนละ 6,000 บาท นับตั้งแต่อายุ 16 ปี จนถึงอายุ 20 ปี เป็นรายเดือน เดือนละ 7,500 บาท โดยจะเริ่มชำระเดือนแรกภายในวันที่ 5 กันยายน 2565 และจะชำระต่อ ๆ ไปภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน โดยจะชำระให้แก่บุตรผ่านบัญชีธนาคาร ก. ชื่อบัญชีนางสาว ฟ. หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่ง โจทก์สามารถบังคับคดีได้ทันที โดยคิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของจำนวนเงินที่ค้างชำระ ข้อ 4. จำเลยที่ 1 ตกลงชำระค่าเทอมที่ค้างจ่ายให้แก่โจทก์ที่ค้างจ่ายจำนวน 70,000 บาท โดยแบ่งชำระกับโจทก์คนละครึ่งเป็นจำนวน 35,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 จะชำระให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลา 4 เดือน โดยจะชำระให้แก่โจทก์ผ่านบัญชีธนาคาร ก. ชื่อบัญชีนางสาว ฟ. หากผิดนัด โจทก์สามารถบังคับคดีได้ทันที โดยคิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของจำนวนเงินที่ค้างชำระ ข้อ 5. โจทก์ไม่ติดใจเรียกค่าเสียหายหรือค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ข้อ 6. โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงตามข้อ 1. ถึงข้อ 5. และไม่ติดใจเรียกร้องใด ๆ ต่อกันอีก ข้อ 7. ค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความให้เป็นพับ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 300,000 บาท ส่วนเรื่องการหย่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองและอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองให้เป็นไปตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 19 สิงหาคม 2565 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ) โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมายและมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ เด็กชาย ท. เกิดเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2556 กับเด็กหญิง ข.หรือ ม. เกิดเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2557 ต่อมาเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2559 โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่ากัน จากนั้นโจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกันอีกครั้งเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2560 ในระหว่างสมรสโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิได้พักอาศัยอยู่ด้วยกันเนื่องจากจำเลยที่ 1 ไปพักอยู่ที่หอพักของบริษัท ส. ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลท่าจีน อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลป้ายแดง ยี่ห้อมาสด้า จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันได้และทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 19 สิงหาคม 2565 โดยมีข้อตกลงข้างต้นและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผย เพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 สามีโจทก์ในทำนองชู้สาว อันเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า การที่ภริยาจะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่มีความสัมพันธ์กับสามีของตนในทำนองชู้สาวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ต้องเป็นกรณีที่หญิงดังกล่าวได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว โดยหญิงดังกล่าวจะต้องทราบว่าชายนั้นมีภริยาแล้ว แต่ยังจงใจละเมิดสิทธิภริยาด้วย จึงต้องรับผิดใช้ค่าทดแทน คดีนี้แม้จำเลยที่ 2 จะขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ก็ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบให้ได้ความตามคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ว่า จำเลยที่ 2 ได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในทำนองชู้สาวโดยทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นสามีโจทก์ โดยเฉพาะการกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 มีความประพฤติอันผิดทำนองคลองธรรมกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงและนำมาแต่ความเสื่อมเสียแก่ครอบครัวของทั้งสองฝ่ายเช่นนี้ ศาลจะต้องรับฟังพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบด้วยความระมัดระวังยิ่งกว่าการรับฟังพยานหลักฐานในคดีแพ่งทั่วไป แม้ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นที่ยุติว่า จำเลยที่ 2 ได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในทำนองชู้สาวก็ตาม แต่ประเด็นที่จำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นสามีโจทก์หรือไม่นั้น โจทก์คงมีเพียงตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความอ้างว่า เมื่อโจทก์สืบทราบว่าจำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกัน โจทก์เคยแจ้งให้จำเลยที่ 2 เลิกยุ่งเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ แต่จำเลยที่ 2 เพิกเฉยและยังแอบคบหากับจำเลยที่ 1 อยู่ หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองยังนัดหมายไปพบกันที่โรงแรมเพื่อหลับนอนกัน แต่เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ในระหว่างสมรสโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิได้พักอาศัยอยู่ด้วยกันเนื่องจากจำเลยที่ 1 ไปพักอยู่ที่หอพักของบริษัทที่จำเลยที่ 1 ทำงานอยู่ ซึ่งบริษัทดังกล่าวตั้งอยู่ที่ตำบลท่าจีน อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ส่วนโจทก์และบุตรผู้เยาว์ทั้งสองพักอยู่ที่บ้านเลขที่ 134 โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยไปเยี่ยมเยียนหรือพักอาศัยอยู่กับจำเลยที่ 1 หรือไม่ การที่จำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ที่หอพักดังกล่าวตามลำพังเช่นนี้ หากจำเลยที่ 1 ไม่แจ้งว่าตนมีภริยาแล้ว ย่อมทำให้จำเลยที่ 2 หรือบุคคลอื่นอาจเข้าใจได้ว่าจำเลยที่ 1 ยังไม่มีคู่สมรสก็เป็นได้ ทั้งในส่วนที่โจทก์อ้างว่าโจทก์เคยแจ้งจำเลยที่ 2 ให้เลิกยุ่งเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 เพิกเฉยนั้น โจทก์ก็เบิกความลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุนข้ออ้างดังกล่าว ประกอบกับเมื่อพิจารณาเหตุการณ์ตามที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองนัดหมายไปพบกันที่โรงแรมนั้น กลับปรากฏเหตุการณ์ที่โจทก์และเพื่อนโจทก์ติดตามไปพบจำเลยทั้งสองขณะออกจากลิฟท์ของโรงแรมด้วยกัน เมื่อจำเลยทั้งสองเห็นโจทก์ จำเลยที่ 2 พูดกับจำเลยที่ 1 ว่า "ไหนว่าคุยกับเค้าแล้วไง" จากนั้นโจทก์พูดว่า "คุยกันเลย" ซึ่งจำเลยที่ 1 พูดตอบกลับโจทก์ไปว่า "ก็เลิกกันไงยุ้ย" ในทำนองว่าจำเลยที่ 1 ยุติความสัมพันธ์กับโจทก์แล้ว อันเจือสมกับสำเนาใบสำคัญการหย่าเอกสารท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ปรากฏรายละเอียดว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2559 ซึ่งอาจทำให้จำเลยที่ 2 เข้าใจได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันแล้ว โดยไม่ทราบว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีการจดทะเบียนสมรสใหม่อีกครั้งเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2560 ดังนั้นเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่กันคนละจังหวัด และโจทก์กับจำเลยที่ 1 เคยจดทะเบียนหย่ากันมาก่อน ประกอบกับเหตุการณ์แล้ว รูปคดีจึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีภริยาแล้ว จำเลยที่ 2 จึงมิได้จงใจละเมิดสิทธิของโจทก์ผู้เป็นภริยาจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดชำระค่าทดแทนให้แก่โจทก์ตามมาตรา 1523 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ข้ออื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง อนึ่ง ส่วนที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกา ฉบับลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2567 นั้น เนื่องจากศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีผลเป็นการยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงไม่มีเหตุที่จะวินิจฉัยคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกาของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวอีกต่อไป นอกจากนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นยกฟ้องจำเลยที่ 2 จึงมีผลเท่ากับเป็นการพิพากษากลับในส่วนจำเลยที่ 2 มีผลทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนจำเลยที่ 2 ถูกเพิกถอนไปทั้งหมด ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงต้องสั่งค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นใหม่ แต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษคงสั่งเฉพาะค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้อง พิพากษายืน ให้ยกคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกาของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

มาตรารหัสที่อ้างอิง มาตราที่อ้างอิง

คำถามที่พบบ่อย เลย

What is the legal principle in Decision 748/2568? คำพิพากษาฎีกาที่ 748/2568 วินิจฉัยอย่างไร?

Section 1523(2) damages require not only an open display of the relationship, but also the mistress's knowledge that the man was married. Where the spouses lived in different provinces and had previously divorced, the court may reasonably conclude the mistress did not know of a…

การที่ภริยาจะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ต้องเป็นกรณีที่หญิงดังกล่าวได้แสดงตนโดยเปิดเผยและทราบว่าชายนั้นมีภริยาแล้ว แต่ยังจงใจละเมิดสิทธิภริยา จึงต้องรับผิด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์กับสามีพักอาศัยอยู่กันค…

Which CCC section applies? มาตราใดในกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่เกี่ยวข้อง?

CCC Section 1523

1523

section 1523 ccc mistress liability thailand knowledge of marriage thailand adultery default judgment

📖 อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline

เซบาสเตียน เอช. บรูสโซ นิติศาสตรบัณฑิต, วิทยาศาสตรบัณฑิต. ที่ปรึกษาด้านกฎหมายต่างประเทศ
วิชูดา อัตธัตเมธาคอน ปริญญาโทด้านกฎหมาย. ทนายความและโนตารีไทย

ตรวจสอบและแก้ไขโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์ด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี.

การตัดและอธิบายโดยไม่ต้องกังวลทางกฎหมายด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ปรากฏบนเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลที่ไม่เป็นทางการและมีไว้เพื่อเป็นข้อมูลเท่านั้น ข้อความที่ถูกต้องตามกฎหมายของไทยนั้นอยู่ในภาษาไทยที่ตีพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา (รัชกิตชันนุเบกษา(เนื้อหาในนี้ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะเจาะจง โปรดปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติเหมาะสม).

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด. ข้อความในกฎหมายไทย (คนบทกฎหมาย) และคำพิพากษาของศาลฎีกา (ทวิภาคี) ฉบับภาษาไทยดั้งเดิมนั้นอยู่ในสาธารณสมบัติตามที่ตีพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา (ราชกิจจานุเบกษา) ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (1994) เนื้อหาอื่น ๆ ทั้งหมด รวมถึงคำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำตัดสินของศาลฎีกา (Dika) คำอธิบายทางกฎหมาย การอ้างอิงโยง คำอธิบาย และบทวิเคราะห์บรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีลิขสิทธิ์ของ ไทยลอว์ออนไลน์ และบรรณาธิการของมัน, เซบาสเตียน เอช. บรูสโซ (ปริญญาตรีด้านกฎหมาย) และ วิชูดา อัตธัตเมธาคอน (ปริญญาโทด้านกฎหมาย) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ความรู้แก่เว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างมีประสิทธิภาพและเพื่อให้ข้อมูลเฉพาะผู้ปฏิบัติงานกฎหมายที่คือภาษาไทยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำสำหรับคำถามวิจัยเฉพาะที่ปรึกษาทนายความไทย

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ออนไลน์ จำกัด พนักงานบทกฎหมายภาษาไทยและคำตัดสินศาลฎีกาต้นฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามมาตรา 7 ส่วนที่เหลือลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่น ๆ ทั้งหมดรวมถึงคำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำตัดสินศาลฎีกาคำอธิบายกฎหมาย อ้างถึงบทวิจารณ์วิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางลาดเป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ไทยลอว์ออนไลน์ และตอน ฉลองเตียงรับรองบรูโซ (ปริญญาตรีด้านกฎหมาย) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ค้นคว้าวิจัยหรือเผยแพร่โดยค้นคว้า

เลื่อนขึ้น