Point de repère คำพิพากษาสำคัญ Code civil et commercialป.พ.พ. Décision 1781/2567 คำพิพากษาที่ 1781/2567 2024 (BE 2567)

Vendre le terrain n’est pas une violation mais rend impossible le partage des revenus locatifs การขายที่ดินไม่ผิดสัญญาประนีประนอม แต่ทำให้การแบ่งค่าเช่าพ้นวิสัย

Sections du CCC : มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Points clés à retenir ⚖️ ประเด็นสำคัญ

Où un divorce Un accord de partage des biens prévoit la cession de la propriété à un ancien conjoint et oblige ce dernier à verser à l’autre un pourcentage du loyer tant que ce dernier vit ; la vente de la propriété n’est pas elle-même une violation de l’accord si celui-ci n’y interdit pas la vente : le propriétaire peut vendre librement ; mais vendre avant la mort sur laquelle repose l’obligation rend impossible l’exécution en raison de circonstances pour lesquelles le débiteur est responsable, donc CCC L'article 218, paragraphe 1, s'applique et l'obligé doit payer des dommages-intérêts pour non-exécution. Ces dommages-intérêts sont calculés en fonction de l'incertitude quant à la durée de vie restante du preneur de paiement ainsi que quant à la possibilité de continuer de louer le bien immobilier.

ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีฟ้องหย่าและแบ่งสินสมรสเรื่องก่อน กำหนดให้ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย และจำเลยตกลงแบ่งเงินค่าเช่าให้แก่โจทก์ในอัตรา 40 ใน 100 ส่วน ตลอดไปจนกว่าโจทก์จะถึงแก่ความตาย แม้ไม่มีข้อห้ามขายที่ดิน แต่เมื่อจำเลยขายที่ดินขณะโจทก์ยังไม่ถึงแก่ความตาย ทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์ที่จำเลยลูกหนี้ต้องรับผิดชอบ จำเลยต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

Résumé exécutif บทสรุปผู้บริหาร

Le demandeur et le défendeur se sont séparés dans une affaire antérieure devant le tribunal des mineurs et de la famille de Tak (Mae Sot), accordant un règlement le 13 juillet 2007, et le tribunal a rendu une décision conformément aux termes de ce règlement. L’article 5 accordait le terrain en litige, une propriété de 20 rai Por Bor Tor 5, au défendeur. L’article 6 obligeait le défendeur à verser au demandeur 40 parts sur 100 du loyer perçu pour la location de ce terrain à une société industrielle désignée ou à toute autre société du secteur industriel, versé sur le compte du demandeur dans un délai raisonnable à compter de chaque réception, pendant toute la durée de la vie du demandeur. Le 26 décembre 2003, alors que le demandeur était toujours en vie, le défendeur a vendu le terrain pour 8 500 000 bahts. Le demandeur a intenté une action devant le tribunal provincial de Mae Sot le 19 août 2021 pour un montant de 3 840 000 bahts. Le tribunal de première instance a accordé 1 000 000 bahts avec intérêts à compter du jour de la présentation de la demande et des frais, dont 5 000 bahts de frais d'avocat. Les deux parties ont fait appel. La Cour d'appel de la région 6 a annulé la décision et rejeté la demande avec 30 000 bahts de frais à la charge du demandeur, estimant que l'accord n'empêchait pas la vente, que les mots ' jusqu'à ce que le demandeur meure ' ne signifiaient qu'une date limite pour l'exercice du droit, et que le droit subsistait donc uniquement tant que le défendeur détenait le bien et que celui-ci était loué, donc il expirait avec la vente et que le demandeur n'avait aucun droit d'action. La Cour suprême s'est opposée. L'article 6 créait une obligation contraignante pour le défendeur de réaliser les prestations stipulées. Rien dans le règlement ne pouvait empêcher une vente et le défendeur, en tant que propriétaire, était libre de vendre, de sorte que la vente n'avait pas constitué une violation du règlement. Mais la vente avant la mort du demandeur, condition sur laquelle reposait la part de loyer, rendait l'exécution impossible en raison d'une circonstance pour laquelle le défendeur, en tant que débiteur, était responsable, de sorte que l'article 218, paragraphe 1, du CCC s'appliquait et le défendeur doit indemniser le demandeur pour les dommages résultant de l'exécution non effectuée. Quant au montant, la Cour a confirmé la somme de 1 000 000 bahts fixée par le tribunal de première instance : il était incertain quant à la durée de vie du requérant et à savoir si le bien continuerait à attirer des locataires et pendant combien de temps ; le requérant a accepté dans son appel que, sans location, il n'y aurait aucune part. Le tribunal de première instance avait évalué son âge en fonction de la probabilité de futures locations, et cette méthode était appropriée. L'appel du requérant a été accueilli en partie quant au droit de recours et en partie quant au montant. La Cour suprême a annulé la décision du tribunal d'appel et ordonné l'exécution de la décision du tribunal de première instance, les frais de tous les trois tribunaux étant reversés à leur juste valeur.
เดิมโจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากัน ในคดีฟ้องหย่าและแบ่งสินสมรสเรื่องก่อนที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดตาก (แม่สอด) คู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2560 และศาลพิพากษาตามยอม ข้อ 5 ให้ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดิน ภ.บ.ท. 5 เนื้อที่ 20 ไร่ เป็นของจำเลย ข้อ 6 จำเลยตกลงแบ่งเงินค่าเช่าที่เกิดจากการให้เช่าที่ดินพิพาทแก่โจทก์ในอัตรา 40 ส่วน ใน 100 ส่วน ของค่าเช่าที่ได้จากบริษัท ป. หรือบริษัทอื่นที่ประกอบกิจการด้านอุตสาหกรรม โดยโอนเข้าบัญชีโจทก์ภายในเวลาอันควรหลังได้รับค่าเช่า ตลอดไปจนกว่าโจทก์จะถึงแก่ความตาย ต่อมาวันที่ 26 ธันวาคม 2563 ขณะโจทก์ยังไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยขายที่ดินพิพาทไปในราคา 8,500,000 บาท โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลจังหวัดแม่สอดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2564 เรียกค่าเสียหาย 3,840,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระ 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง กับค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความ 5,000 บาท โจทก์และจำเลยต่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ใช้ค่าทนายความรวม 30,000 บาท แทนจำเลย โดยให้เหตุผลว่าสัญญาไม่มีข้อห้ามขายที่ดิน ข้อความที่ว่าจนกว่าโจทก์จะถึงแก่ความตายเป็นเพียงการกำหนดเงื่อนเวลาสิ้นสุดของการได้ส่วนแบ่ง สิทธิของโจทก์จึงมีอยู่เพียงตราบที่จำเลยยังมีสิทธิครอบครองที่ดินและมีการเช่า เมื่อขายที่ดินไปสิทธิย่อมระงับสิ้นไป โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ข้อตกลงตามข้อ 6 ก่อให้เกิดหนี้ผูกพันที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ตามเงื่อนไขที่กำหนด แม้ไม่มีข้อกำหนดห้ามขายและจำเลยในฐานะเจ้าของย่อมขายได้โดยอิสระ การขายจึงมิใช่การผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่เมื่อขายในเวลาที่โจทก์ยังไม่ถึงแก่ความตาย อันเป็นเงื่อนไขซึ่งเป็นสาระสำคัญของข้อตกลง ย่อมทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัย เพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ต้องรับผิดชอบ จำเลยจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ส่วนจำนวนค่าเสียหาย ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นที่กำหนดให้ 1,000,000 บาท เพราะการจะมีชีวิตอยู่นานเพียงใดไม่แน่นอน ทั้งหากไม่มีการขายที่ดิน การจะมีผู้เช่าต่อไปหรือไม่และนานเพียงใดก็ไม่แน่นอนเช่นกัน โจทก์เองก็รับในฎีกาว่าหากไม่มีการเช่าก็ไม่มีสิทธิได้รับส่วนแบ่ง ที่ศาลชั้นต้นคำนึงถึงอายุของโจทก์และโอกาสที่จะมีการเช่าแล้วกำหนดจำนวนดังกล่าวจึงเหมาะสม ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

Décision de la Cour (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

Lorsque le règlement de divorce attribue la propriété foncière à un des époux et oblige ce dernier à verser à l'autre un pourcentage du loyer tant que ce dernier vit, la vente de la propriété ne constitue pas elle-même une violation du règlement si celui-ci n'interdit pas cela : le propriétaire peut vendre librement. Toutefois, la vente avant le décès sur lequel repose l'obligation rend l'exécution impossible en raison de circonstances pour lesquelles le débiteur est responsable, de sorte que l'article 218, paragraphe 1, du CCC s'applique et le débiteur doit payer des dommages-intérêts pour non-exécution. Les dommages-intérêts sont calculés en fonction de l'incertitude quant à la durée de vie restante du bénéficiaire et à la possibilité que la propriété foncière continue d'être louée.
ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีฟ้องหย่าและแบ่งสินสมรสเรื่องก่อน กำหนดให้ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย และจำเลยตกลงแบ่งเงินค่าเช่าให้แก่โจทก์ในอัตรา 40 ใน 100 ส่วน ตลอดไปจนกว่าโจทก์จะถึงแก่ความตาย แม้ไม่มีข้อห้ามขายที่ดิน แต่เมื่อจำเลยขายที่ดินขณะโจทก์ยังไม่ถึงแก่ความตาย ทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์ที่จำเลยลูกหนี้ต้องรับผิดชอบ จำเลยต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

Décision de la Cour plénière คำพิพากษาฉบับเต็ม

Voici le texte intégral de l'arrêt n° 1781/2567 de la Cour suprême. Source : deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1781/2567 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

Une traduction anglaise est en cours de préparation et sera bientôt disponible.

ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีฟ้องหย่าและแบ่งสินสมรสเรื่องก่อน กำหนดให้ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย และจำเลยตกลงแบ่งเงินค่าเช่าที่เกิดจากการให้เช่าที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในอัตรา 40 ส่วน ใน 100 ส่วน ของค่าเช่าที่เกิดจากการให้เช่าจากบริษัท ป. หรือบริษัทอื่นที่ประกอบกิจการด้านอุตสาหกรรมตลอดไปจนกว่าโจทก์จะถึงแก่ความตาย ก่อให้เกิดหนี้ผูกพันระหว่างกันที่จำเลยจะต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามเงื่อนไขที่กำหนด แม้ไม่มีข้อกำหนดใดห้ามมิให้จำเลยขายที่ดินพิพาทในอันที่โจทก์จะนำมาใช้อ้างว่าจำเลยกระทำผิดข้อสัญญาประนีประนอมยอมความได้ และจำเลยในฐานะเจ้าของที่ดินพิพาทย่อมมีสิทธิขายที่ดินพิพาทได้อย่างอิสระก็ตาม แต่เมื่อในเวลาที่จำเลยขายที่ดินพิพาทนั้นโจทก์ยังไม่ถึงแก่ความตายอันเป็นเงื่อนไขซึ่งเป็นสาระสำคัญของข้อตกลงที่โจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งของเงินค่าเช่าจนกว่าจะถึงแก่ความตาย ย่อมเป็นการทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยจะทำได้ เพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ต้องรับผิดชอบ จำเลยจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เพื่อค่าเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การไม่ชำระหนี้นั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 3,840,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 (ที่ถูก ร้อยละ 5 ต่อปี) นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 สิงหาคม 2564) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 2,000 บาท โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เดิมโจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากัน ในปี 2559 โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยและแบ่งสินสมรสโจทก์กับจำเลยตกลงกันได้ มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยโจทก์กับจำเลยตกลงหย่าขาดจากกันและแบ่งทรัพย์สินระหว่างกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2560 และศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดตาก (แม่สอด) มีคำพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พด. 39/2560 ในข้อ 5 ของสัญญาประนีประนอมยอมความระบุว่า โจทก์ตกลงมอบการครอบครองที่ดิน ภ.บ.ท. 5 (ที่ดินพิพาท) เลขสำรวจที่ 101/53 เนื้อที่ 20 ไร่ โดยเป็นชื่อของนางลัดดา (จำเลย) อยู่ ให้แก่จำเลย และในข้อ 6 ระบุว่า จำเลยตกลงมอบหรือแบ่งเงินค่าเช่าที่เกิดจากการเช่าที่ดิน ภ.บ.ท. 5 ...ตามข้อ 5 (ที่ดินพิพาท) แก่โจทก์ เป็นจำนวนอัตรา 40 ส่วน ใน 100 ส่วน ของค่าเช่าที่เกิดขึ้นจากการให้เช่ากับบริษัท ป. หรือบริษัทอื่นที่ประกอบกิจการด้านอุตสาหกรรมตลอดไปแก่โจทก์จนกว่าโจทก์จะถึงแก่ความตาย โดยจำเลยจะโอนเงินเข้าบัญชีโจทก์หลังได้รับค่าเช่าภายในเวลาอันควร หลังจากนั้นในวันที่ 26 ธันวาคม 2563 จำเลยได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่นายวรวัฒน์ ในราคา 8,500,000 บาท โจทก์จึงได้นำเหตุแห่งการขายที่ดินของจำเลยมาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีนี้ คดีมีปัญหาวินิจฉัยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ พิเคราะห์แล้วปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีก่อน ไม่มีข้อใดเลยที่ห้ามมิให้จำเลยขายที่ดินพิพาทแก่บุคคลภายนอก การที่จำเลยเจ้าของทรัพยสิทธิขายให้บุคคลภายนอกจึงเป็นการขายไปตามสิทธิที่ตนมีตามกฎหมายโดยชอบ โจทก์ไม่อาจอ้างว่าจำเลยจงใจทำให้การชำระหนี้ของจำเลยที่มีต่อโจทก์เป็นการพ้นวิสัยและไม่สุจริต การที่สัญญากำหนดให้จำเลยแบ่งเงินค่าเช่าให้โจทก์ตามอัตราส่วนของค่าเช่าที่เกิดจากการให้เช่าที่ดินพิพาทตลอดไปจนกว่าโจทก์จะถึงแก่ความตายนั้น เป็นเพียงกำหนดเงื่อนเวลาสิ้นสุดในการได้ส่วนแบ่งค่าเช่าเท่านั้น สิทธิของโจทก์ยังคงมีอยู่ต่อเมื่อจำเลยยังคงมีสิทธิครอบครองในที่ดินและมีการเช่าในที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยขายที่ดินพิพาทไป สิทธิของโจทก์ก็ระงับสิ้นตามไปเช่นกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีฟ้องหย่าและแบ่งสินสมรสเรื่องก่อน กำหนดให้ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย และจำเลยตกลงแบ่งเงินค่าเช่าที่เกิดจากการให้เช่าที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในอัตรา 40 ส่วน ใน 100 ส่วน ของค่าเช่าที่เกิดขึ้นจากการให้เช่าจากบริษัท ป. หรือบริษัทอื่นที่ประกอบกิจการด้านอุตสาหกรรมตลอดไปจนกว่าโจทก์จะถึงแก่ความตาย ก่อให้เกิดหนี้ผูกพันระหว่างกันที่จำเลยจะต้องทำการชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามเงื่อนไขที่กำหนด จริงอยู่แม้จะไม่มีข้อกำหนดใดห้ามมิให้จำเลยขายที่ดินพิพาทในอันที่โจทก์จะนำมาใช้อ้างว่าจำเลยกระทำผิดข้อสัญญาประนีประนอมยอมความได้ และจำเลยในฐานะเจ้าของที่ดินพิพาทย่อมมีสิทธิขายที่ดินพิพาทได้อย่างอิสระก็ตาม แต่เมื่อในเวลาที่จำเลยขายที่ดินพิพาทนั้นโจทก์ยังไม่ถึงแก่ความตายอันเป็นเงื่อนไขซึ่งเป็นสาระสำคัญของข้อตกลงที่โจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งของเงินค่าเช่าจนกว่าจะถึงแก่ความตาย จึงเป็นการทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยจะทำได้ เพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ต้องรับผิดชอบ จำเลยจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เพื่อค่าเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การไม่ชำระหนี้นั้น ดังที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 218 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น คดีมีปัญหาวินิจฉัยประการหลังว่า โจทก์ควรได้รับค่าเสียหายเพียงใด เห็นว่า การจะมีชีวิตดำรงอยู่นานเพียงใดเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ทั้งหากไม่มีการขายที่ดินพิพาทการจะมีผู้เช่าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอีกต่อไปหรือไม่ เช่านานเพียงใด ก็ไม่แน่นอนอีกเช่นกัน โจทก์เองก็รับมาในฎีกาว่าหากไม่มีการเช่าในที่ดินพิพาท โจทก์จะไม่มีสิทธิได้รับเงินส่วนแบ่งแต่อย่างใด ดังนี้ ที่ศาลชั้นต้นคำนึงถึงอายุของโจทก์และโอกาสความเป็นไปได้ที่จะมีการเช่าที่ดินพิพาทแล้วกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 1,000,000 บาท นั้น นับว่าเหมาะสมชอบด้วยรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลต่างให้เป็นพับกันไป

Articles de code cités มาตราที่อ้างอิง

Foire aux questions คำถามที่พบบ่อย

La vente de terres assorties d’une part de loyer dans le cadre d’un accord de divorce constitue-t-elle une violation de cet accord ? การขายที่ดินที่ต้องแบ่งค่าเช่าตามสัญญาประนีประนอม เป็นการผิดสัญญาหรือไม่

Pas en soi. Dans la décision 1781/2567, l’accord ne contenait aucune restriction à la vente, et le propriétaire était libre de vendre. La responsabilité est apparue différemment : la vente avant le décès sur lequel dépendait la part de loyer a rendu impossible la réalisation en raison de circonstances pour lesquelles le débiteur était responsable, de sorte que des dommages-intérêts devaient être payés en vertu de l’article 218, paragraphe 1, du CCC. L’indemnisation était de 1 000 000 bahts.

โดยตัวมันเองไม่เป็น ในคำพิพากษาฎีกาที่ 1781/2567 สัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีข้อห้ามขาย เจ้าของจึงขายได้โดยอิสระ ความรับผิดเกิดจากเหตุอื่น คือการขายก่อนที่อีกฝ่ายจะถึงแก่ความตายอันเป็นเงื่อนไขของการแบ่งค่าเช่า ทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์ที่ลูกหนี้ต้องรับผิดชอบ จึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลกำหนดให้ 1,000,000 บาท

Quelle section du CCC régit les dommages-intérêts lorsque le fait propre du débiteur rend l'exécution impossible ? มาตราใดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยค่าเสียหายเมื่อการชำระหนี้พ้นวิสัยเพราะการกระทำของลูกหนี้

Article 218, paragraphe 1, du CCC : lorsque la réalisation d’une obligation devient impossible en raison d’une circonstance pour laquelle le débiteur est responsable, le débiteur doit indemniser le créancier pour les dommages résultant de cette impossibilité de réalisation. Il ne s’agit pas d’une règle de contractabilité, donc il s’applique même lorsque, comme ici, l’acte qui a rendu la réalisation impossible était un acte que le débiteur avait le droit de faire.

ป.พ.พ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง คือถ้าการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งลูกหนี้ต้องรับผิดชอบ ลูกหนี้ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อค่าเสียหายอันเกิดแต่การไม่ชำระหนี้นั้น มาตรานี้มิใช่บทเรื่องผิดสัญญา จึงใช้บังคับได้แม้การกระทำที่ทำให้พ้นวิสัยจะเป็นสิ่งที่ลูกหนี้มีสิทธิกระทำได้ ดังเช่นคดีนี้

règlement post-divorce en Thaïlande article 218 ccc impossibilité de performance en Thaïlande divorce en colocation en Thaïlande

📖 Pour en savoir plus, consultez ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline

Sebastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Consultant juridique étranger
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Avocat et notaire thaïlandais

Examiné et annoté par des professionnels du droit qualifiés ayant plus de 18 ans d'expérience en droit thaïlandais.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Avertissement : Les traductions anglaises fournies sur ce site Web sont non officielles et à titre informatif uniquement. Le texte faisant foi des lois thaïlandaises est en langue thaïe tel que publié dans la Gazette royale thaïlandaise (RatchakitchanubeksaCe contenu ne constitue pas un avis juridique. Pour toute question juridique spécifique, veuillez consulter un avocat thaïlandais qualifié.

Droits d'auteur © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. Le texte statutaire thaïlandais (ตัวบทกฎหมาย) et les décisions originales de la Cour suprême (Dika) en langue thaïe sont dans le domaine public telles que publiées dans la Gazette du gouvernement royal thaïlandais (ราชกิจจานุเบกษา) conformément à l'article 7 de la loi sur le droit d'auteur de 2537 (1994). Tout le reste du contenu, y compris les traductions en anglais, les résumés des décisions de la Cour suprême (Dika), les annotations juridiques, les renvois, les commentaires et l'analyse éditoriale, constitue la propriété intellectuelle protégée par le droit d'auteur de ThaiLawOnline et ses rédacteurs, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) et Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Toute reproduction ou distribution non autorisée est interdite.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Retour en haut de la page
WhatsApp LINE Appeler Rendez-vous