Selling the Land Is No Breach but Makes the Rent Share Impossible การขายที่ดินไม่ผิดสัญญาประนีประนอม แต่ทำให้การแบ่งค่าเช่าพ้นวิสัย
⚖️ Points clés à retenir ⚖️ ประเด็นสำคัญ
Où un divorce settlement gives the land to one former spouse and obliges that spouse to pay the other a percentage of the rent for as long as the other lives, a sale of the land is not itself a breach of the settlement if the settlement does not bar one: the owner may sell freely. But selling before the death on which the obligation depends makes performance impossible through circumstances for which the obligor is responsible, so CCC section 218 paragraph one applies and the obligor must pay damages for non-performance. Damages are assessed on the uncertainty of both the payee's remaining lifetime and of the land continuing to be let.
ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีฟ้องหย่าและแบ่งสินสมรสเรื่องก่อน กำหนดให้ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย และจำเลยตกลงแบ่งเงินค่าเช่าให้แก่โจทก์ในอัตรา 40 ใน 100 ส่วน ตลอดไปจนกว่าโจทก์จะถึงแก่ความตาย แม้ไม่มีข้อห้ามขายที่ดิน แต่เมื่อจำเลยขายที่ดินขณะโจทก์ยังไม่ถึงแก่ความตาย ทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์ที่จำเลยลูกหนี้ต้องรับผิดชอบ จำเลยต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง
Résumé exécutif บทสรุปผู้บริหาร
Décision de la Cour (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
Where a divorce settlement gives the land to one former spouse and obliges that spouse to pay the other a percentage of the rent for as long as the other lives, a sale of the land is not itself a breach of the settlement if the settlement does not bar one: the owner may sell freely. But selling before the death on which the obligation depends makes performance impossible through circumstances for which the obligor is responsible, so CCC section 218 paragraph one applies and the obligor must pay damages for non-performance. Damages are assessed on the uncertainty of both the payee's remaining lifetime and of the land continuing to be let.
ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีฟ้องหย่าและแบ่งสินสมรสเรื่องก่อน กำหนดให้ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย และจำเลยตกลงแบ่งเงินค่าเช่าให้แก่โจทก์ในอัตรา 40 ใน 100 ส่วน ตลอดไปจนกว่าโจทก์จะถึงแก่ความตาย แม้ไม่มีข้อห้ามขายที่ดิน แต่เมื่อจำเลยขายที่ดินขณะโจทก์ยังไม่ถึงแก่ความตาย ทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์ที่จำเลยลูกหนี้ต้องรับผิดชอบ จำเลยต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง
Décision de la Cour plénière คำพิพากษาฉบับเต็ม
Voici le texte intégral de l'arrêt n° 1781/2567 de la Cour suprême. Source : deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1781/2567 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
Une traduction anglaise est en cours de préparation et sera bientôt disponible.
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 3,840,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 (ที่ถูก ร้อยละ 5 ต่อปี) นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 สิงหาคม 2564) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 2,000 บาท โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เดิมโจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากัน ในปี 2559 โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยและแบ่งสินสมรสโจทก์กับจำเลยตกลงกันได้ มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยโจทก์กับจำเลยตกลงหย่าขาดจากกันและแบ่งทรัพย์สินระหว่างกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2560 และศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดตาก (แม่สอด) มีคำพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พด. 39/2560 ในข้อ 5 ของสัญญาประนีประนอมยอมความระบุว่า โจทก์ตกลงมอบการครอบครองที่ดิน ภ.บ.ท. 5 (ที่ดินพิพาท) เลขสำรวจที่ 101/53 เนื้อที่ 20 ไร่ โดยเป็นชื่อของนางลัดดา (จำเลย) อยู่ ให้แก่จำเลย และในข้อ 6 ระบุว่า จำเลยตกลงมอบหรือแบ่งเงินค่าเช่าที่เกิดจากการเช่าที่ดิน ภ.บ.ท. 5 ...ตามข้อ 5 (ที่ดินพิพาท) แก่โจทก์ เป็นจำนวนอัตรา 40 ส่วน ใน 100 ส่วน ของค่าเช่าที่เกิดขึ้นจากการให้เช่ากับบริษัท ป. หรือบริษัทอื่นที่ประกอบกิจการด้านอุตสาหกรรมตลอดไปแก่โจทก์จนกว่าโจทก์จะถึงแก่ความตาย โดยจำเลยจะโอนเงินเข้าบัญชีโจทก์หลังได้รับค่าเช่าภายในเวลาอันควร หลังจากนั้นในวันที่ 26 ธันวาคม 2563 จำเลยได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่นายวรวัฒน์ ในราคา 8,500,000 บาท โจทก์จึงได้นำเหตุแห่งการขายที่ดินของจำเลยมาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีนี้ คดีมีปัญหาวินิจฉัยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ พิเคราะห์แล้วปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีก่อน ไม่มีข้อใดเลยที่ห้ามมิให้จำเลยขายที่ดินพิพาทแก่บุคคลภายนอก การที่จำเลยเจ้าของทรัพยสิทธิขายให้บุคคลภายนอกจึงเป็นการขายไปตามสิทธิที่ตนมีตามกฎหมายโดยชอบ โจทก์ไม่อาจอ้างว่าจำเลยจงใจทำให้การชำระหนี้ของจำเลยที่มีต่อโจทก์เป็นการพ้นวิสัยและไม่สุจริต การที่สัญญากำหนดให้จำเลยแบ่งเงินค่าเช่าให้โจทก์ตามอัตราส่วนของค่าเช่าที่เกิดจากการให้เช่าที่ดินพิพาทตลอดไปจนกว่าโจทก์จะถึงแก่ความตายนั้น เป็นเพียงกำหนดเงื่อนเวลาสิ้นสุดในการได้ส่วนแบ่งค่าเช่าเท่านั้น สิทธิของโจทก์ยังคงมีอยู่ต่อเมื่อจำเลยยังคงมีสิทธิครอบครองในที่ดินและมีการเช่าในที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยขายที่ดินพิพาทไป สิทธิของโจทก์ก็ระงับสิ้นตามไปเช่นกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีฟ้องหย่าและแบ่งสินสมรสเรื่องก่อน กำหนดให้ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย และจำเลยตกลงแบ่งเงินค่าเช่าที่เกิดจากการให้เช่าที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในอัตรา 40 ส่วน ใน 100 ส่วน ของค่าเช่าที่เกิดขึ้นจากการให้เช่าจากบริษัท ป. หรือบริษัทอื่นที่ประกอบกิจการด้านอุตสาหกรรมตลอดไปจนกว่าโจทก์จะถึงแก่ความตาย ก่อให้เกิดหนี้ผูกพันระหว่างกันที่จำเลยจะต้องทำการชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามเงื่อนไขที่กำหนด จริงอยู่แม้จะไม่มีข้อกำหนดใดห้ามมิให้จำเลยขายที่ดินพิพาทในอันที่โจทก์จะนำมาใช้อ้างว่าจำเลยกระทำผิดข้อสัญญาประนีประนอมยอมความได้ และจำเลยในฐานะเจ้าของที่ดินพิพาทย่อมมีสิทธิขายที่ดินพิพาทได้อย่างอิสระก็ตาม แต่เมื่อในเวลาที่จำเลยขายที่ดินพิพาทนั้นโจทก์ยังไม่ถึงแก่ความตายอันเป็นเงื่อนไขซึ่งเป็นสาระสำคัญของข้อตกลงที่โจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งของเงินค่าเช่าจนกว่าจะถึงแก่ความตาย จึงเป็นการทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยจะทำได้ เพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ต้องรับผิดชอบ จำเลยจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เพื่อค่าเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การไม่ชำระหนี้นั้น ดังที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 218 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น คดีมีปัญหาวินิจฉัยประการหลังว่า โจทก์ควรได้รับค่าเสียหายเพียงใด เห็นว่า การจะมีชีวิตดำรงอยู่นานเพียงใดเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ทั้งหากไม่มีการขายที่ดินพิพาทการจะมีผู้เช่าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอีกต่อไปหรือไม่ เช่านานเพียงใด ก็ไม่แน่นอนอีกเช่นกัน โจทก์เองก็รับมาในฎีกาว่าหากไม่มีการเช่าในที่ดินพิพาท โจทก์จะไม่มีสิทธิได้รับเงินส่วนแบ่งแต่อย่างใด ดังนี้ ที่ศาลชั้นต้นคำนึงถึงอายุของโจทก์และโอกาสความเป็นไปได้ที่จะมีการเช่าที่ดินพิพาทแล้วกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 1,000,000 บาท นั้น นับว่าเหมาะสมชอบด้วยรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลต่างให้เป็นพับกันไป
Articles de code cités มาตราที่อ้างอิง
Foire aux questions คำถามที่พบบ่อย
Does selling land charged with a rent share under a divorce settlement breach the settlement? การขายที่ดินที่ต้องแบ่งค่าเช่าตามสัญญาประนีประนอม เป็นการผิดสัญญาหรือไม่
Not in itself. In Decision 1781/2567 the settlement contained no bar on selling, and the owner was free to sell. The liability arose differently: selling before the death on which the rent share depended made performance impossible through circumstances for which the obligor was responsible, so damages were payable under CCC section 218 paragraph one. The award was 1,000,000 baht.
โดยตัวมันเองไม่เป็น ในคำพิพากษาฎีกาที่ 1781/2567 สัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีข้อห้ามขาย เจ้าของจึงขายได้โดยอิสระ ความรับผิดเกิดจากเหตุอื่น คือการขายก่อนที่อีกฝ่ายจะถึงแก่ความตายอันเป็นเงื่อนไขของการแบ่งค่าเช่า ทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์ที่ลูกหนี้ต้องรับผิดชอบ จึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลกำหนดให้ 1,000,000 บาท
Which CCC section governs damages when the debtor's own act makes performance impossible? มาตราใดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยค่าเสียหายเมื่อการชำระหนี้พ้นวิสัยเพราะการกระทำของลูกหนี้
CCC section 218 paragraph one: where performance becomes impossible through a circumstance for which the debtor is responsible, the debtor must compensate the creditor for the damage arising from the non-performance. It is not a breach-of-contract rule, so it applies even where, as here, the act that made performance impossible was one the debtor was entitled to do.
ป.พ.พ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง คือถ้าการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งลูกหนี้ต้องรับผิดชอบ ลูกหนี้ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อค่าเสียหายอันเกิดแต่การไม่ชำระหนี้นั้น มาตรานี้มิใช่บทเรื่องผิดสัญญา จึงใช้บังคับได้แม้การกระทำที่ทำให้พ้นวิสัยจะเป็นสิ่งที่ลูกหนี้มีสิทธิกระทำได้ ดังเช่นคดีนี้
📖 Pour en savoir plus, consultez ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline
Clause de non-responsabilité: Les traductions anglaises fournies sur ce site Web sont non officielles et à titre informatif uniquement. Le texte faisant foi des lois thaïlandaises est en langue thaïe tel que publié dans la Gazette royale thaïlandaise (RatchakitchanubeksaCe contenu ne constitue pas un avis juridique. Pour toute question juridique spécifique, veuillez consulter un avocat thaïlandais qualifié.
Droits d'auteur © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. Le texte statutaire thaïlandais (ตัวบทกฎหมาย) et les décisions originales de la Cour suprême (Dika) en langue thaïe sont dans le domaine public telles que publiées dans la Gazette du gouvernement royal thaïlandais (ราชกิจจานุเบกษา) conformément à l'article 7 de la loi sur le droit d'auteur de 2537 (1994). Tout le reste du contenu, y compris les traductions en anglais, les résumés des décisions de la Cour suprême (Dika), les annotations juridiques, les renvois, les commentaires et l'analyse éditoriale, constitue la propriété intellectuelle protégée par le droit d'auteur de ThaiLawOnline et ses rédacteurs, Sébastien H. Brousseau (LL.B.) et Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Toute reproduction ou distribution non autorisée est interdite.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต