Cadeau entre époux : conversion de biens communs en biens propres การให้ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา สินสมรสเปลี่ยนเป็นสินส่วนตัว
⚖️ Points clés à retenir ⚖️ ประเด็นสำคัญ
La section 1471 (3), qui fait des biens acquis par l'un ou l'autre des époux pendant le mariage par héritage ou par don de biens propres de ce conjoint, ne se limite pas à un don fait par un tiers. Il s'applique également à un don fait par un conjoint à l'autre pendant le mariage. Lorsque les époux partagent biens matrimoniaux en parts et l'un d'eux établit et enregistre un acte cédant sa part entière à l'autre de manière absolue, cet acte est un contrat valide et exécutoire entre époux ; le bien cesse d'être un bien conjugal et devient le bien propre de chacun selon les parts convenues. L'époux donateur ne conserve aucun droit sur ce qu'il a donné, et après un divorce le donataire peut le sommer de l'en déloger.
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) ที่บัญญัติให้ทรัพย์สินที่สามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หาเป็นสินส่วนตัวนั้น มิได้กำหนดให้ใช้บังคับแต่เฉพาะกรณีที่บุคคลภายนอกเป็นผู้ยกทรัพย์สินให้เท่านั้น แต่รวมถึงกรณีที่สามีภริยายกทรัพย์สินให้แก่กันในระหว่างสมรสด้วย เมื่อสามีภริยาตกลงแบ่งสินสมรสออกเป็นสัดส่วนของแต่ละฝ่าย แล้วฝ่ายหนึ่งทำหนังสือสัญญาและจดทะเบียนยกทรัพย์สินส่วนของตนทั้งหมดให้แก่อีกฝ่ายโดยเด็ดขาด สัญญานั้นเป็นสัญญาระหว่างสมรสที่สมบูรณ์ใช้บังคับกันได้ ทรัพย์สินย่อมหมดสภาพจากการเป็นสินสมรสและตกเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่ายตามสัดส่วนที่ตกลงกัน ผู้ให้ไม่มีสิทธิในทรัพย์สินที่ยกให้นั้นอีกต่อไป และเมื่อหย่ากันแล้วผู้รับย่อมฟ้องขับไล่ผู้ให้ออกจากทรัพย์สินนั้นได้
Résumé exécutif บทสรุปผู้บริหาร
Décision de la Cour (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
L'article 1471 (3), qui dispose que les biens acquis par l'un ou l'autre des époux pendant le mariage par succession ou par donation constituent des biens propres à cet époux, ne se limite pas à une donation faite par un tiers. Il s'applique de la même manière à une donation consentie par un époux à l'autre pendant le mariage. Lorsque les époux partagent les biens communs en parts et que l'un d'eux établit et fait enregistrer un acte authentique par lequel il donne l'entière totalisation de sa part à l'autre de manière absolue, cet acte constitue un contrat valable et exécutoire entre époux ; le bien cesse d'être un bien commun et devient le bien propre de chacun selon les parts convenues. L'époux donateur ne conserve aucun droit sur ce qu'il a donné, et après un divorce, le donataire peut l'exiger à quitter les lieux.
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) ที่บัญญัติให้ทรัพย์สินที่สามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หาเป็นสินส่วนตัวนั้น มิได้กำหนดให้ใช้บังคับแต่เฉพาะกรณีที่บุคคลภายนอกเป็นผู้ยกทรัพย์สินให้เท่านั้น แต่รวมถึงกรณีที่สามีภริยายกทรัพย์สินให้แก่กันในระหว่างสมรสด้วย เมื่อสามีภริยาตกลงแบ่งสินสมรสออกเป็นสัดส่วนของแต่ละฝ่าย แล้วฝ่ายหนึ่งทำหนังสือสัญญาและจดทะเบียนยกทรัพย์สินส่วนของตนทั้งหมดให้แก่อีกฝ่ายโดยเด็ดขาด สัญญานั้นเป็นสัญญาระหว่างสมรสที่สมบูรณ์ใช้บังคับกันได้ ทรัพย์สินย่อมหมดสภาพจากการเป็นสินสมรสและตกเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่ายตามสัดส่วนที่ตกลงกัน ผู้ให้ไม่มีสิทธิในทรัพย์สินที่ยกให้นั้นอีกต่อไป และเมื่อหย่ากันแล้วผู้รับย่อมฟ้องขับไล่ผู้ให้ออกจากทรัพย์สินนั้นได้
Décision de la Cour plénière คำพิพากษาฉบับเต็ม
Voici le texte intégral de l'arrêt n° 337/2530 de la Cour suprême. Source : deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 337/2530 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
Sources : notes et résumés thaïlandais du คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 337/2530. Voir les résumés sur deka.in.th.
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471(3) ที่บัญญัติให้ทรัพย์สินที่สามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการให้โดยเสน่หาเป็นสินส่วนตัวนั้น มิได้กำหนดให้ใช้บังคับแต่เฉพาะกรณีที่บุคคลภายนอกเป็นผู้ยกทรัพย์สินให้เท่านั้น แต่ได้รวมถึงกรณีที่สามีภริยายกทรัพย์สินให้แก่กันในระหว่างสมรสด้วย.
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 15668 ตำบลปากเพรียว อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรีพร้อมสิ่งปลูกสร้างคือ บ้าน 1 หลัง และโรงงาน 1 โรง จำเลยขออยู่อาศัยในที่ดินและบ้านนั้น บัดนี้โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอาศัยอยู่ต่อไป ขอให้ศาลพิพากษาขับไล่
จำเลยให้การว่า ที่ดิน บ้าน และโรงงานเป็นสินสมรสของโจทก์จำเลย ต่อมาโจทก์จำเลยหย่ากันแต่ยังไม่ได้แบ่งสินสมรสจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวอยู่กึ่งหนึ่งโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่ ขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งให้โจทก์แบ่งทรัพย์สินให้จำเลยกึ่งหนึ่ง
โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเป็นคนละเรื่องกับฟ้องโจทก์ ไม่ชอบที่ศาลจะรับไว้ และจำเลยได้จดทะเบียนโอนสินสมรสของจำเลยให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอแบ่ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง
ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลย แล้วพิพากษาขับไล่จำเลยและยกฟ้องแย้ง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) ที่บัญญัติให้ทรัพย์สินที่สามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หาเป็นสินส่วนตัวนั้น ใช้บังคับเฉพาะกรณีที่บุคคลภายนอกเป็นผู้ยกทรัพย์สินให้ ไม่รวมถึงกรณีที่สามีภริยายกทรัพย์สินให้แก่กันในระหว่างสมรสด้วยนั้น เห็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 15668 ซึ่งเป็นสินสมรสนั้นเดิมมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่ผู้เดียว และตามหนังสือสัญญาให้ที่ดินเอกสารหมายเลข 2 ท้ายฟ้อง มีข้อสัญญาระบุว่าผู้ให้ยอมยกที่ดินทั้งแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้รับเป็นเด็ดขาดแต่วันทำสัญญาเป็นต้นไป แสดงว่าจำเลยมีเจตนายกทรัพย์สินซึ่งเป็นสินสมรสส่วนของตนทั้งหมดให้แก่โจทก์ โดยโจทก์และจำเลยต่างตกลงแบ่งที่ดินกับสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินคือ บ้าน และโรงงานอันเป็นสินสมรสที่ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันอยู่ออกเป็นสัดส่วนของแต่ละฝ่าย แล้วจำเลยยกทรัพย์สินส่วนของตนทั้งหมดให้แก่โจทก์ ซึ่งจากข้อตกลงดังกล่าวทำให้ที่ดิน บ้านและโรงงานหมดสภาพจากการเป็นสินสมรสและตกเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่ายตามสัดส่วนที่ตกลงกัน สัญญานี้เป็นสัญญาระหว่างสมรสที่สมบูรณ์ใช้บังคับกันได้ เมื่อจำเลยยกทรัพย์สินส่วนของตนทั้งหมดให้แก่โจทก์และโจทก์ได้รับทรัพย์สินมาในระหว่างสมรสเช่นนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1471 (3) ให้ถือว่าทรัพย์ที่ได้มานั้นเป็นสินส่วนตัวดังนั้น ที่ดิน บ้าน และโรงงาน จึงเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ บทบัญญัติดังกล่าวมิได้กำหนดให้ใช้บังคับแต่เฉพาะกรณีที่บุคคลภายนอกเป็นผู้ยกทรัพย์สินให้เท่านั้น ฉะนั้น จึงรวมถึงกรณีที่สามีภริยายกทรัพย์สินให้แก่กันด้วยจำเลยจึงไม่มีสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าวอีกต่อไป เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอาศัยอยู่ จำเลยก็ต้องออกไป
พิพากษายืน.
Articles de code cités มาตราที่อ้างอิง
💡 Ce que cela signifie pour vous 💡 สิ่งที่หมายถึงสำหรับคุณ
Foire aux questions คำถามที่พบบ่อย
Si mon conjoint me transfère des biens communs pendant le mariage, est-ce que cela devient mon bien propre ? คู่สมรสยกสินสมรสให้แก่กันระหว่างสมรส ทรัพย์นั้นกลายเป็นสินส่วนตัวหรือไม่
C'est possible. L'article 1471 (3) fait des biens acquis par un conjoint pendant le mariage par succession ou par donation les biens propres de ce conjoint, et dans la décision 337/2530, la Cour suprême a jugé que ce paragraphe ne se limite pas aux donations provenant d'un tiers. Il s'applique à une donation d'un conjoint à l'autre. Le mari avait signé et enregistré un acte conférant la totalité de sa part du terrain, de la maison et de l'usine à sa femme en toute propriété, de sorte que le bien a cessé d'être un bien conjugal pour devenir le sien.
เป็นได้ ป.พ.พ. มาตรา 1471 (3) ให้ทรัพย์สินที่สามีภริยาฝ่ายใดได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หาเป็นสินส่วนตัว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าบทบัญญัตินี้มิได้ใช้บังคับแต่เฉพาะกรณีที่บุคคลภายนอกเป็นผู้ยกให้ แต่รวมถึงกรณีที่สามีภริยายกทรัพย์สินให้แก่กันในระหว่างสมรสด้วย เมื่อจำเลยทำหนังสือสัญญาและจดทะเบียนยกส่วนของตนทั้งหมดให้โจทก์โดยเด็ดขาด ทรัพย์นั้นย่อมหมดสภาพจากการเป็นสินสมรส
Après un divorce, l'époux qui a consenti la donation peut-il en demander la moitié ? เมื่อหย่ากันแล้ว ฝ่ายที่ยกทรัพย์สินให้จะกลับมาขอแบ่งกึ่งหนึ่งได้หรือไม่
Pas sur ces faits. Ayant donné toute sa part de manière absolue, le mari n'a conservé aucun droit sur le bien, de sorte que sa demande reconventionnelle portant sur la moitié de celui-ci a été rejetée, et dès lors que l'épouse n'a plus souhaité qu'il y habite, il a dû partir. Le tribunal de première instance a rendu un jugement prononçant l'expulsion, la Cour d'appel l'a confirmé, de même que la Cour suprême.
ตามข้อเท็จจริงคดีนี้ไม่ได้ เมื่อจำเลยยกทรัพย์สินส่วนของตนทั้งหมดให้โดยเด็ดขาดแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิในทรัพย์สินนั้นอีกต่อไป ฟ้องแย้งขอแบ่งกึ่งหนึ่งจึงตกไป และเมื่อโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอาศัยอยู่ต่อไป จำเลยก็ต้องออกไป ศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่ ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน
📖 Pour en savoir plus, consultez ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline
Clause de non-responsabilité: Les traductions anglaises fournies sur ce site Web sont non officielles et à titre informatif uniquement. Le texte faisant foi des lois thaïlandaises est en langue thaïe tel que publié dans la Gazette royale thaïlandaise (RatchakitchanubeksaCe contenu ne constitue pas un avis juridique. Pour toute question juridique spécifique, veuillez consulter un avocat thaïlandais qualifié.
Droits d'auteur © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. Le texte statutaire thaïlandais (ตัวบทกฎหมาย) et les décisions originales de la Cour suprême (Dika) en langue thaïe sont dans le domaine public telles que publiées dans la Gazette du gouvernement royal thaïlandais (ราชกิจจานุเบกษา) conformément à l'article 7 de la loi sur le droit d'auteur de 2537 (1994). Tout le reste du contenu, y compris les traductions en anglais, les résumés des décisions de la Cour suprême (Dika), les annotations juridiques, les renvois, les commentaires et l'analyse éditoriale, constitue la propriété intellectuelle protégée par le droit d'auteur de ThaiLawOnline et ses rédacteurs, Sébastien H. Brousseau (LL.B.) et Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Toute reproduction ou distribution non autorisée est interdite.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต